แม่วัย 74 ในไซตามะหยุดช่วยลูก หลังเงินเก็บก้อนสุดท้ายหาย
เรียบเรียงโดยทีมบรรณาธิการ Postjung
แม่วัย 74 ปี ในจังหวัดไซตามะของญี่ปุ่น กลายเป็นกรณีเตือนใจเรื่องเงินเก็บวัยเกษียณ หลังพบว่าลูกชายแท้ ๆ แอบถอนเงินจากบัญชีที่เธอเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น
เรื่องนี้ไม่ได้เจ็บตรงจำนวนเงินอย่างเดียว แต่เจ็บตรงที่คนซึ่งได้รับความไว้ใจมากที่สุด กลับเป็นคนเดียวกับที่เปิดช่องให้เงินก้อนสุดท้ายหายไปจากบัญชี
จากเงินช่วยเหลือรายเดือน กลายเป็นจุดเริ่มของปัญหา
คุณแม่รายนี้ใช้นามสมมติว่า คุมิโกะ อาศัยอยู่คนเดียว หลังสามีเสียชีวิต เธอใช้ชีวิตด้วยเงินบำนาญเดือนละ 140,000 เยน หรือประมาณ 32,000 บาท ตัวเลขนี้อาจพอประคองชีวิตได้ หากวางแผนรอบคอบและไม่มีเหตุฉุกเฉินเข้ามาซ้ำเติม
ลูกชายวัย 45 ปี ใช้นามสมมติว่า เรียวตะ ติดต่อมาขอความช่วยเหลือ โดยบอกว่ารายได้ไม่พอใช้และกำลังลำบาก คนเป็นแม่จึงตัดสินใจแบ่งเงินให้เดือนละ 30,000 เยน หรือประมาณ 7,000 บาท ต่อเนื่องกว่าหนึ่งปี
จุดที่ทำให้เรื่องนี้น่าคิด คือเงินช่วยเหลือไม่ได้เริ่มจากการบังคับ แต่เริ่มจากความสงสารแบบที่หลายครอบครัวคุ้นกันดี พ่อแม่จำนวนไม่น้อยยอมตัดรายจ่ายของตัวเอง เพื่อให้ลูกผ่านช่วงลำบากไปก่อน
สมุดบัญชีที่ทำให้ความไว้ใจพังลง
คุมิโกะเริ่มผิดสังเกตเมื่อยอดเงินในสมุดบัญชีลดลงเร็วผิดปกติ มีรายการถอนเงินสดหลายครั้งที่เธอไม่ได้ทำเอง ความทรงจำหนึ่งย้อนกลับมาทันที เธอเคยบอกที่เก็บสมุดบัญชีและรหัสผ่านให้ลูกชายรู้ เผื่อวันหนึ่งเกิดเหตุฉุกเฉินกับตัวเอง
เมื่อถูกถามตรง ๆ เรียวตะยอมรับว่าแอบถอนเงินจากบัญชีของแม่ไปใช้ส่วนตัว รวมแล้วหลายแสนเยน เขาอ้างว่าเริ่มจากการคิดว่าจะยืมเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเข้าถึงบัญชีได้ง่าย การถอนเงินก็เกิดซ้ำไปเรื่อย ๆ
เงินก้อนนั้นไม่ใช่เงินเหลือใช้ แต่เป็นเงินที่แม่เก็บไว้สำหรับจัดการชีวิตช่วงท้าย รวมถึงค่าใช้จ่ายหลังเสียชีวิต พูดให้ตรงขึ้น มันคือเงินที่เจ้าของบัญชีตั้งใจไม่แตะ หากยังไม่ถึงวันที่จำเป็นจริง ๆ
บทเรียนสำหรับบ้านไทยที่ฝากรหัสไว้กับคนใกล้ตัว
กรณีนี้เกิดในญี่ปุ่น แต่โจทย์คล้ายกับหลายครอบครัวไทย โดยเฉพาะบ้านที่ผู้สูงอายุให้ลูกหลานช่วยดูแลสมุดบัญชี บัตรเอทีเอ็ม รหัสผ่าน หรือแอปธนาคาร เพราะใช้งานเองไม่ถนัด
การบอกข้อมูลทางการเงินให้คนในบ้านรับรู้ อาจดูเหมือนช่วยให้จัดการชีวิตง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่มีขอบเขต ไม่มีพยาน ไม่มีเอกสาร และไม่มีการแยกบัญชีให้ชัด ความไว้ใจอาจกลายเป็นภาระย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าของเงินเอง
ทางที่ปลอดภัยกว่า คือแยกเงินจำเป็นออกจากเงินช่วยเหลือครอบครัวให้ชัด บัญชีที่ใช้จ่ายประจำไม่ควรปะปนกับเงินฉุกเฉินหรือเงินที่ตั้งใจเก็บไว้สำหรับช่วงท้ายของชีวิต ส่วนข้อมูลรหัสผ่านควรมีวิธีจัดเก็บที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ฝากไว้กับคนเพียงคนเดียวโดยไม่มีหลักฐาน
อีกจุดที่ควรถามตัวเองคือ การช่วยลูกหลานกำลังช่วยให้เขาตั้งหลัก หรือกำลังทำให้ปัญหาเดิมถูกยืดออกไป ถ้าเงินช่วยเหลือทำให้ผู้สูงอายุต้องเสี่ยงไม่มีเงินพอใช้เอง ขอบเขตควรถูกวางใหม่ทันที แม้การพูดคำว่า “พอ” กับคนในครอบครัวจะไม่ง่ายเลยก็ตาม
ข้อมูลในบทความเป็นแนวทางทั่วไป ก่อนตัดสินใจดำเนินคดีหรือทำสัญญา ควรปรึกษาทนายความ
สุดท้ายคุมิโกะเลือกหยุดส่งเงินช่วยเหลือ และปรับวิธีดูแลทรัพย์สินใหม่ทั้งหมด เธอยังรักลูก แต่ความรักไม่ควรแลกด้วยการปล่อยให้ตัวเองไร้หลักประกัน คำถามที่ทุกบ้านอาจต้องลองตอบคือ ถ้าวันหนึ่งต้องให้ใครสักคนช่วยดูแลเงินแทน เรามีระบบป้องกันมากพอแล้วหรือยัง
แหล่งที่มา: https://www.hk01.com/熱爆話題/60343731/七旬母每月寄錢接濟-不肖子再擅取棺材本-母嘆辜負信任決停金援
เขียนโดย มะม่วงแอปเปิ้ล
5 โรงเรียนไทยพื้นที่กว้าง เดินเปลี่ยนตึกยังเหมือนข้ามโซน
"นามสกุลลงท้าย 'กลาง-กระโทก-ขุนทด' รู้ยังว่าคือรหัสลับบอกถิ่นกำเนิด?"
ประเทศที่อาบน้ำบ่อย ที่สุดในโลก
"ปลาแสงอาทิตย์" : ปลาที่ฉีกกฏทุกข้อของความเป็นปลา
ทำเลที่ดินน่าจับตาช่วงนี้ เมืองไหนมีปัจจัยหนุนให้โตต่อ
อีกาอาบมด ทำไมศัตรูตัวจิ๋วจึงกลายเป็นผู้ช่วยดูแลขน
มุมไบพบครอบครัวเสียชีวิต 4 ราย หลังมื้อข้าวหมกและแตงโม
จังหวัดหนึ่งเดียวในภาคอีสาน ที่มีอำเภอน้อยที่สุดเพียง 6 อำเภอ
ค่าไฟหน้าร้อนสูงขึ้น ใช้แอร์ให้ประหยัดตามแนวทาง กฟผ. MEA
กินช้าอิ่มไวจริงไหม วิทยาศาสตร์ชี้จังหวะกินมีผลต่อความอิ่ม
เที่ยวญี่ปุ่นเมษายนถึงพฤษภาคม เช็กอุณหภูมิยังไงไม่พลาดเสื้อกันลม
พูดหน้ากล้องให้มั่นใจขึ้น ด้วย 10 เทคนิคที่ครีเอเตอร์ใช้ได้จริง
รถไฟฟ้าวิ่งทะลุตึกอันโด่งดังแห่งนครฉงชิ่ง
มุมไบพบครอบครัวเสียชีวิต 4 ราย หลังมื้อข้าวหมกและแตงโม
เที่ยวญี่ปุ่นเมษายนถึงพฤษภาคม เช็กอุณหภูมิยังไงไม่พลาดเสื้อกันลม
กินช้าอิ่มไวจริงไหม วิทยาศาสตร์ชี้จังหวะกินมีผลต่อความอิ่ม
ประเทศที่ขึ้นชื่อว่าสะอาดที่สุด ทำไมญี่ปุ่นกับสิงคโปร์ถูกพูดถึงเสมอ




