หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
News บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

เหตุใดผู้ที่มีรอยสักจึงถูกเลือกปฏิบัติในญี่ปุ่น?


เขียนโดย Fix Bot

เหตุใดผู้ที่มีรอยสักจึงถูกเลือกปฏิบัติในญี่ปุ่น?

     แม้รัฐบาลจะพยายามอย่างเต็มที่ ในการดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ประตูของบ่อน้ำพุร้อน [ออนเซ็น] หรือ ห้องออกกำลังกายจำนวนไม่น้อยในญี่ปุ่น ก็ยังคงปิดตายสำหรับผู้ที่มีรอยสัก อันเนื่องมาจากอคติ ที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมสังคมญี่ปุ่น


    ผลการศึกษาของบริษัท Ipsos ระบุว่า "มีประชากรญี่ปุ่นเพียงประมาณ 3% เท่านั้นที่มีรอยสัก ซึ่งต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับอเมริกา ที่มีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 30% แม้รอยสักจะพบได้น้อยในญี่ปุ่น แต่กลับถูกมองในแง่ลบอย่างรุนแรง ในดินแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้!!"

      ผลสำรวจในนครโอซากาพบว่า "64% ของผู้ตอบแบบสอบถาม มีทัศนคติเชิงลบต่อรอยสัก โดยบริษัทรายใหญ่จำนวนมาก ยังคงหลีกเลี่ยงการรับสมัครพนักงาน ที่มีรอยสักปรากฏชัด เนื่องจากกังวลว่าจะส่งผลกระทบ ต่อภาพลักษณ์ขององค์กร"

     ความระมัดระวังดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ ในบริการสาธารณะ การสำรวจขององค์การการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น ในสถานประกอบการออนเซ็น เรียวกัง และ โรงแรมเกือบ 3,800 แห่ง พบว่า "56% ปฏิเสธผู้ใช้บริการที่มีรอยสักโดยสิ้นเชิง ในขณะที่ 31% อนุญาตให้เข้าใช้บริการได้ และ อีก 13% กำหนดให้ต้องปกปิดรอยสัก ด้วยแผ่นปิดก่อนเข้าใช้บริการ"


ต้นตอของความหวาดกลัว
     อคตินี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่มีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์ ในสมัยเอโดะ [ค.ศ. 1603-1868] ทางการใช้การสักเป็นบทลงโทษทางอาญา หรือ ที่เรียกว่า "อิเรซึมิ เค" โดยสักเครื่องหมายลงบนหน้าผากหรือแขน ของผู้กระทำผิดเพื่อประจานต่อสาธารณชน ร่องรอยเหล่านี้ทำให้ผู้ที่ถูกสักยากจะกลับเข้าสู่สังคม และ ก่อให้เกิดแนวคิดว่า "รอยสัก คือ สัญลักษณ์ของความผิดปกติ"

     ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 17 กลุ่มอาชญากรรมยากูซ่าเริ่มก่อตัวขึ้น และ ใช้การสักลวดลายเต็มแผ่นหลังหรือหน้าอก เป็นพิธีกรรมแสดงความจงรักภักดี และ ความอดทนต่อความเจ็บปวด ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาพยนตร์และสื่อต่างๆ มักจะนำเสนอภาพยากูซ่าควบคู่กับรอยสัก ส่งผลให้สาธารณชนจำนวนมาก เหมารวมว่า "ผู้ที่มีรอยสัก" ย่อมเกี่ยวข้องกับโลกอาชญากรรม!!


     นอกจากนี้ วัฒนธรรมญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่อง "วะ" [ความกลมกลืน] ในสังคมที่ยึดถือส่วนรวมเป็นหลัก การแสดงออกที่แตกต่างโดดเด่น จึงอาจถูกมองว่าเป็นการรบกวนความเป็นระเบียบร่วมกัน อีกทั้งความเชื่อในศาสนาชินโต ซึ่งยกย่องความบริสุทธิ์ ยังทำให้การเปิดเผยรอยสักในสถานที่ ที่มีความหมายเชิงการชำระล้างอย่างออนเซ็น ถูกมองว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสมและสร้างความไม่สบายใจแก่ผู้อื่น!!

ความย้อนแย้งในยุคปัจจุบัน
     สิ่งที่น่าสนใจคือ ภาพลักษณ์อันน่าหวาดกลัวของยากูซ่า ในความเป็นจริงได้ลดลงอย่างมาก ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น ระบุว่า "ณ สิ้นปี 2024 จำนวนสมาชิกของกลุ่มอาชญากรรม ที่มีการจัดตั้งเหลือเพียงประมาณ 18,800 คน ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1958 และ ลดลงอย่างมากจากตัวเลขราว 80,000 คนในปี 2009"


     ในด้านกฎหมาย ญี่ปุ่นได้แสดงให้เห็นถึงความเปิดกว้างมากขึ้น ปี 2020 โดยศาลสูงสุดมีคำพิพากษาว่า "การสักไม่ถือเป็นการกระทำทางการแพทย์" ส่งผลให้ช่างสักไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตทางการแพทย์อีกต่อไป คำตัดสินนี้ถูกมองว่า "เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ปลดล็อก วงการศิลปะการสัก ซึ่งถูกจำกัดมาเป็นเวลานาน!!"


     อย่างไรก็ตาม อคติทางสังคมกลับเปลี่ยนแปลงได้ช้ากว่าความเป็นจริง แม้ยากูซ่าจะเสื่อมอิทธิพลลง แต่ "ตราบาป" ของรอยสักยังคงอยู่ ซึ่งผลสำรวจหลายฉบับชี้ว่า "ชาวญี่ปุ่นมากกว่าครึ่งหนึ่ง รู้สึกไม่สบายใจหากแพทย์ ครู หรือ พนักงานบริการมีรอยสัก" ซึ่งทัศนคติดังกล่าวไม่เพียงสร้างความยากลำบาก ให้กับคนในประเทศในการหางานทำ แต่ยังกลายเป็นกำแพงทางวัฒนธรรม ที่ยากจะเข้าใจสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาตินับล้านคน ที่เดินทางมาเยือนญี่ปุ่นในแต่ละปี ซึ่งมองว่ารอยสักเป็นเพียงแฟชั่นหรือความทรงจำส่วนตัวเท่านั้น...


     ในระหว่างที่สังคมยังรอการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติ ออนเซ็นหลายแห่งจึงเลือกใช้แนวทางประนีประนอมที่อ่อนโยนกว่า ด้วยการจำหน่ายแผ่นปิดรอยสัก ณ จุดจำหน่ายบัตรเข้าออนเซ็น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างกฎระเบียบแบบดั้งเดิม กับความต้องการของนักท่องเที่ยว

อ้างอิง : https://vnexpress.net/vi-sao-nguoi-co-hinh-xam-bi-ky-thi-o-nhat-5011929.html

เนื้อหาโดย: หนึ่งร้อยคะแนน ให้กริฟฟินดอร์
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Fix Bot's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 12 ครั้ง
เขียนโดย Fix Bot
นักข่าวสายไวรัล–ข่าวต่างประเทศ
เชี่ยวชาญพาดหัวแรง สรุปไว ตรงจุด
ถ่ายทอดประเด็นสำคัญให้เข้าใจทันทีในไม่กี่วินาทีแรก
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
สิทธิจริงของ "เจ้าบ้าน" vs "เจ้าของบ้าน" ต่างกันอย่างไร ใครใหญ่กว่ากันแน่?มีการค้นพบสัตว์หายาก ที่มีอายุ 100 ปี ซึ่งเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวในโลกเท่านั้นอำเภอที่อากาศดีที่สุด ในประเทศไทยน้ำมันแตะลิตรละ 60 บาท 4 ธุรกิจได้อานิสงส์ กำไรสวนทางต้นทุนคณะที่เรียนจบแล้ว มีงานทำง่ายที่สุด"งูเขียวล้วงตับตุ๊กแก" มิตรภาพ หรือ เพชฌฆาตคนเป็นแสน แย่งชิงตำแหน่งงานเพียง 1,000 ตำแหน่งทำไม 2 อำเภอในไทยถึงไม่มีร้านเซเว่นเผย 10 อันดับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุด..อันดับที่ 1 ไม่ใช่แอร์!5 โรงเรียน ที่น่าเรียนที่สุดในประเทศไทยจังหวัดที่มีชื่อแปลกที่สุดในไทย10 จังหวัดในประเทศไทย “ชื่อมงคลที่สุด” ความหมายดีงาม ฟังแล้วเป็นสิริมงคลตั้งแต่ชื่อเมือง
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
น้ำมันแตะลิตรละ 60 บาท 4 ธุรกิจได้อานิสงส์ กำไรสวนทางต้นทุนคบหนุ่มตะวันออกกลางสายเปย์จริงไหม หรือแค่วาดวิมานในอากาศมีการค้นพบสัตว์หายาก ที่มีอายุ 100 ปี ซึ่งเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวในโลกเท่านั้น5 จังหวัดที่กำลังจะกลายเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 จังหวัดไหนพุ่งแรงสุดอำเภอที่อากาศดีที่สุด ในประเทศไทยดราม่าสนั่นโซเชียล! ฮุน เซน โปรโมตสีหนุวิลล์ ใช้คำ “Welcome to the land of smiles”
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ข่าววันนี้
สายมูแห่!! ร่วมพิธีไหว้ครูบูรพาจารย์ อ.พงษ์สิทธิ์ สำนักสักยันต์ปู่เจ้าสมิงพราย สายไหม 56สิ้นท่า! ตำรวจบุกรวบ " บีม ทุ่งใส " ตีนแมวลักทรัพย์ข้ามอำเภอ คาบ้านเช่ากลางเมือง พร้อมของกลางเพียบ ยาบ้าอีก 4 เม็ดตำรวจ ฝ่ายปกครอง บุกรวบหลานคลั่งมีดปาดคอน้าชาย เจ็บสาหัสสาเหตุที่สหรัฐฯ ไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์กับอิหร่าน
ตั้งกระทู้ใหม่