5 ข้อเท็จจริง ที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับทรายดูด
หลายคนอาจเคยเห็นฉากในภาพยนตร์ที่ตัวละครเดินเข้าไปในป่า ทะเลทราย หรือ พื้นที่รกร้าง แล้วจู่ๆก็พบกับทรายดูด ก่อนที่ร่างจะค่อยๆจมหายลงไปจนเหลือเพียงศีรษะ จากนั้นตัวละครก็ต้องร้องขอความช่วยเหลือ เพราะไม่สามารถขยับตัวหรือเอาตัวเองออกมาได้ ภาพแบบนี้ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์มานานมาก จนทำให้หลายคนคิดว่า "ทรายดูดเป็นสิ่งที่อันตรายและพบได้ง่ายตามธรรมชาติ" เช่น เดินป่าครั้งหนึ่งก็อาจโชคร้ายเหยียบลงไปแล้วจมหายได้ทันที แต่ความจริงแล้วชีวิตจริงแตกต่างจากในหนังมาก เพราะคนทั่วไปแทบจะไม่เจอทรายดูดเลย และ ทรายดูดก็ไม่ได้ทำงานเหมือนที่เราเห็นในภาพยนตร์ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ทรายดูดมีอยู่จริง และ ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม ก็สามารถทำให้คนติดอยู่และเป็นอันตรายได้
สิ่งแรกที่หลายคนเข้าใจผิด คือ "คนเราสามารถจมลงไปในทรายดูดจนมิดทั้งตัวได้" แต่โดยทั่วไปแล้วเรื่องนี้แทบจะไม่เกิดขึ้น ทรายดูดไม่ได้เป็นหลุมลึกที่พร้อมจะกลืนคนลงไปทั้งร่างเหมือนในหนัง ทรายดูดจริงๆเป็นส่วนผสมของทรายละเอียด ดินหรือตะกอน และน้ำ เมื่อไม่มีใครไปเหยียบหรือรบกวน มันอาจดูเหมือนพื้นดินธรรมดา แต่เมื่อมีแรงกดลงไป ทรายและน้ำจะเคลื่อนตัว ทำให้พื้นบริเวณนั้นมีลักษณะคล้ายของเหลวมากขึ้น
เหตุผลสำคัญที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถจมลงไปทั้งตัวได้ก็คือ "เรื่องความหนาแน่น" ร่างกายมนุษย์มีความหนาแน่นน้อยกว่าส่วนผสมของทรายและน้ำในทรายดูด ดังนั้นเมื่อคนจมลงไป ร่างกายส่วนหนึ่งจะยังคงลอยอยู่ ไม่ได้หายลงไปใต้ทรายทั้งหมดเหมือนในภาพยนตร์ โดยทั่วไปคนที่ติดอยู่มักจะจมลงไปประมาณช่วงขา สะโพก หรือ บริเวณใกล้เอว ขึ้นอยู่กับลักษณะของทรายดูดและตำแหน่งที่ตกลงไป ดังนั้นภาพที่เห็นตัวละครค่อยๆจมลงไปจนเหลือแต่หัวจึงเป็นเรื่องที่เกินจริงมาก!!
เรื่องต่อมาคือ "หากติดอยู่ในทรายดูด ไม่ได้หมายความว่าจะหมดทางช่วยตัวเองเสมอไป" หลายคนคิดว่าทันทีที่ขาติดอยู่ก็จะไม่มีทางออก ต้องรอให้คนอื่นมาดึงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง หากสถานการณ์ยังไม่รุนแรงเกินไป คนที่ติดอยู่สามารถพยายามช่วยตัวเองได้ วิธีสำคัญคือ "อย่าดิ้นแรง" และ "อย่าพยายามกระชากขาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว" เพราะยิ่งออกแรงมาก ทรายและน้ำรอบขาอาจยิ่งแน่น ทำให้ขยับยากขึ้น
วิธีที่เหมาะกว่าคือ "ค่อยๆขยับขาไปมาอย่างช้าๆ เพื่อเปิดทางให้น้ำไหลเข้ามารอบขา เมื่อทรายเริ่มคลายตัวก็จะช่วยให้ดึงขาออกมาได้ง่ายขึ้น" หากสามารถทำได้ ก็ควรเอนตัวไปด้านหลังและพยายามกระจายน้ำหนักของร่างกายให้กว้างที่สุด การทำแบบนี้ช่วยลดแรงกดลงบนทราย ทำให้โอกาสจมเพิ่มน้อยลง จากนั้นจึงค่อยๆขยับตัวออกจากบริเวณนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสามารถช่วยตัวเองได้เสมอไป เพราะสภาพแวดล้อมบางแห่งอาจทำให้สถานการณ์ยากมาก
ตัวอย่างหนึ่งเกิดขึ้นกับนักเดินป่าชื่อ "ออสติน เดิร์กส์" ซึ่งติดอยู่ในทรายเย็นและอัดแน่นในอุทยานแห่งชาติอาร์เชส รัฐยูทาห์ เมื่อเดือนธันวาคม 2025 ตำแหน่งที่ขาของเขาติดอยู่ทำให้เขาไม่สามารถขยับตัวหรือเอนหลังเพื่อกระจายน้ำหนักได้ เขาจึงต้องส่งข้อความขอความช่วยเหลือผ่านอุปกรณ์สื่อสารผ่านดาวเทียม และ ในที่สุดเจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถค้นหาตำแหน่งของเขาได้ด้วยโดรน หลังจากที่เจ้าหน้าที่ทำงานอยู่หลายชั่วโมงท่ามกลางอากาศหนาว ทีมกู้ภัยก็สามารถนำเขาออกมาได้ด้วยอุปกรณ์ต่างๆ เช่น บันได แผ่นกันลื่น และพลั่ว โดยเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า "ทรายดูดอาจไม่ใช่กับดักที่กลืนคนทั้งตัวแบบในหนัง แต่ในบางสถานการณ์ก็สามารถทำให้คนติดอยู่ และ ต้องได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นจริงๆ"
เรื่องที่ 3 คือ "มีพื้นที่บางแห่งบนโลก ที่ไม่ได้มีทรายดูดแบบในภาพยนตร์ แต่มีทั้งทรายอ่อน โคลน และ พื้นที่ชุ่มน้ำ ที่สามารถทำให้การเดินทางเป็นเรื่องอันตรายมาก" หนึ่งในสถานที่ที่น่าสนใจ คือ "แอ่งคัตตารา" ในประเทศอียิปต์ ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่มาก มีพื้นที่ประมาณ 19,400 ตารางกิโลเมตร โดยพื้นที่แห่งนี้อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และ ไม่ได้เป็นหลุมยุบขนาดยักษ์ตามที่บางครั้งมีการเรียกกัน แต่เป็นแอ่งขนาดใหญ่ที่เกิดจากกระบวนการกัดเซาะ และ การผุกร่อนของเกลือเป็นเวลานาน พื้นดินในแอ่งคัตตาราไม่ได้มีแต่ทรายดูด แต่ประกอบด้วยภูมิประเทศหลายแบบ ทั้งแอ่งเกลือ เนินทราย พื้นทะเลสาบที่แห้งแล้ว บึงน้ำเค็ม รวมถึงพื้นที่ที่มีโคลนเหนียวและทรายอ่อนจำนวนมาก แต่ปัญหาคือ "พื้นที่เหล่านี้สามารถทำให้รถหรือคนเดินทางผ่านได้ยากมาก" บางบริเวณอาจดูเหมือนเดินทางได้ตามปกติ แต่พื้นด้านล่างกลับอ่อนหรือไม่มั่นคง ทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก แม้จะมีคนอาศัยอยู่บริเวณโอเอซิสคาราที่อยู่ใกล้ขอบด้านตะวันตกของแอ่ง แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นพื้นที่แห้งแล้งและเดินทางลำบาก
เรื่องที่ 4 คือ "พื้นดินสามารถกลายเป็นสิ่งที่คล้ายทรายดูด" ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "ดินเหลว" ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วเมื่อ เกิดเหตุแผ่นดินไหว... โดยปกติแล้วดินสามารถรับน้ำหนักของบ้าน ถนน รถยนต์ และ สิ่งก่อสร้างต่างๆได้ แต่ถ้าบริเวณนั้นมีตะกอนหรือทรายที่หลวมและมีน้ำอยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดดินมาก เมื่อเกิดแผ่นดินไหว แรงสั่นสะเทือนจะทำให้เม็ดดินเคลื่อนตัว และ ทำให้แรงดันของน้ำระหว่างเม็ดดินเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในช่วงเวลาสั้นๆดินจะสูญเสียความแข็งแรง และ ไม่สามารถรับน้ำหนักได้เหมือนเดิม พื้นดินที่เคยแข็งจึงมีพฤติกรรมคล้ายของเหลว เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ บ้านหรือรถที่อยู่บนพื้นอาจทรุด เอียง หรือจมลงไปได้ ถังหรือโครงสร้างบางอย่างที่อยู่ใต้ดินอาจถูกดันลอยขึ้นมา ถนนอาจแตกร้าว และ ท่อส่งน้ำหรือท่อสาธารณูปโภค อาจเคลื่อนที่หรือแตกเสียหาย นอกจากนี้ น้ำและตะกอนใต้ดินอาจถูกดันขึ้นมาบนพื้นผิวจนดูเหมือนทรายหรือน้ำกำลังเดือด ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหว สามารถสร้างความเสียหายได้มากกว่า การสั่นของอาคารเพียงอย่างเดียว
ปรากฏการณ์ดินเหลวเคยเกิดขึ้น ในเหตุการณ์แผ่นดินไหวหลายครั้งทั่วโลก เช่น แผ่นดินไหวที่เมืองนีงาตะ ประเทศญี่ปุ่น ในปี 1964 และ เหตุแผ่นดินไหวที่เมืองดาร์ฟิลด์และเมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ในช่วงปี 2010-2011 ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เห็นว่า "พื้นดินที่ดูแข็งแรงสามารถเปลี่ยนสภาพชั่วคราว จนกลายเป็นพื้นดินที่ไม่มั่นคงได้อย่างรวดเร็ว"
เรื่องสุดท้ายที่น่าสนใจที่สุดก็ คือ "มีสัตว์ชนิดหนึ่งที่สามารถสร้างพื้นที่ทรายดูดได้" ซึ่งก็คือ "ปลาหมึกทรายใต้" ซึ่งพบในบริเวณทะเลชายฝั่ง ที่เป็นทรายของออสเตรเลียตอนใต้ และ บริเวณรอบเกาะแทสเมเนีย โดยปลาหมึกชนิดนี้มีความสามารถที่น่าสนใจมาก เพราะมันไม่มีเซลล์สร้างสีบางชนิด ที่ปลาหมึกหลายชนิดใช้ในการเปลี่ยนสีเพื่อพรางตัว ดังนั้นมันจึงมีวิธีอื่นในการซ่อนตัวจากศัตรู นั่นคือการขุดตัวลงไปในพื้นทราย มันสามารถใช้ท่อสำหรับพ่นน้ำยิงน้ำลงไปที่พื้นทะเล น้ำที่ถูกพ่นออกมาจะทำให้ทรายบริเวณนั้นคลายตัวและเคลื่อนที่ได้ง่ายขึ้น จากนั้นปลาหมึกก็สามารถดึงตัวเองลงไปในทรายและโคลนได้อย่างรวดเร็ว บางครั้งใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น จากภายนอกจึงดูเหมือนว่ามันหายตัวลงไปในพื้นทะเล เมื่อมันฝังตัวลงไปแล้ว ปลาหมึกจะใช้แขนและเมือกของตัวเองช่วยสร้างช่องทางให้น้ำและอากาศ สามารถไหลผ่านขึ้นไปถึงบริเวณพื้นผิว ทำให้มันสามารถซ่อนตัวอยู่ใต้ทรายได้โดยยังคงหายใจได้ตามปกติ วิธีนี้ช่วยให้มันหลบจากสัตว์นักล่าที่กำลังอยู่ใกล้ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ...
เขียนโดย ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
หนึ่งวันของเทวดา เขาทำอะไรกันบ้าง
เกิดใหม่เป็นสไลม์ในกรุงเทพฯ: คู่มือรอดจากแดด 40 องศาแบบคนธรรมดา
MacBook vs Windows ปี 2026 ซื้อแบบไหนคุ้มกว่าสำหรับสายคอนเทนต์และโค้ดดิ้ง?
5 ตำนานของเล่นในห้างยุค 90-2000 ส่องราคาอดีตกับสาเหตุที่หายไปจากชั้นวาง
แซลมอน VS ทูน่า ต่างกันอย่างไร? สายปลาดิบกินแบบไหนเสี่ยงกว่ากัน
หนุ่มไต้หวันถูกหามส่งโรงบาล หลังคว้าดื่มน้ำที่วางทิ้งไว้ในรถ 2 วันมาดื่ม
ข้าวเหนียวไทยไม่ได้กินแค่ในไทย! 5 ประเทศที่ซื้อข้าวเหนียวไทยมากที่สุด
เปิด 5 อันดับ มหาวิทยาลัยไทยที่มีหลักสูตรค่าเรียนสูงที่สุด บางแห่งแตะ 5 ล้านบาท”
กินหมูกรอบยังไงให้ฟินโดยไม่รู้สึกผิด? ศาสตร์กินของอร่อยแบบมีสติ
สัตว์ที่เกือบจะสูญพันธุ์จากประเทศไทย แต่กลับมาพบเพิ่มจำนวนได้อีกครั้ง
5 ทริคซักผ้าให้หอมฟุ้งเหมือนร้านซักอบรีด ด้วยเงิน 20 บาท
กาแฟแก้วแรกหลังตื่นนอนทันที อันตรายจริงไหม หรือแค่เข้าใจคอร์ติซอลผิด?
เปิด 5 อันดับ หอพักมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในไทย น่าอยู่แค่ไหน?
เกิดใหม่เป็นสไลม์ในกรุงเทพฯ: คู่มือรอดจากแดด 40 องศาแบบคนธรรมดา
กินหมูกรอบยังไงให้ฟินโดยไม่รู้สึกผิด? ศาสตร์กินของอร่อยแบบมีสติ
แซลมอน VS ทูน่า ต่างกันอย่างไร? สายปลาดิบกินแบบไหนเสี่ยงกว่ากัน


