หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
News บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

โรงเรียนนายร้อยตำรวจสั่ง “ไล่ออก” ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ สามี “เจ๊หนิง” คู่กรณีเมียบิ๊กโจ๊ก ปมวินัยร้ายแรง-คดีอาญา สะเทือนวงการตำรวจ!

เขียนโดย p9898

โรงเรียนนายร้อยตำรวจสั่ง “ไล่ออก” ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ สามี “เจ๊หนิง” คู่กรณีเมียบิ๊กโจ๊ก ปมวินัยร้ายแรง-คดีอาญา สะเทือนวงการตำรวจ!

เรื่องนี้ไม่ธรรมดาแล้ว เมื่อโรงเรียนนายร้อยตำรวจออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณี ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ อดีตข้าราชการตำรวจ ตำแหน่งอาจารย์ กลุ่มงานคณาจารย์ คณะตำรวจศาสตร์ หลังถูกสอบสวนในประเด็น การกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงหลายกรณี รวมถึงมีคดีอาญาที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จนนำไปสู่คำสั่งลงโทษขั้นสูงสุด คือ “ไล่ออกจากราชการ”

ตามแถลงการณ์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ระบุว่า มีการสอบสวนทางวินัยจากพฤติการณ์ต่างกรรมต่างวาระ โดยกรณีแรกเกี่ยวข้องกับการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ ซึ่งทางโรงเรียนนายร้อยตำรวจระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยามีพฤติการณ์ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง เพื่อกล่าวหาผู้เสียหายในคดีลักทรัพย์และบุกรุก ก่อนที่การสอบสวนจะมีคำสั่งเด็ดขาด “ไม่ฟ้อง”

นอกจากนี้ยังมีกรณีการให้สัมภาษณ์ในรายการ “โหนกระแส” เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2567 ซึ่งโรงเรียนนายร้อยตำรวจระบุว่า มีการกล่าวถึงผู้เสียหายในลักษณะที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง และเห็นว่าเป็นการกระทำผิดวินัยตำรวจอย่างร้ายแรง กระทั่งมีคำสั่งลงโทษ “ปลดออก” จากราชการ ตามคำสั่งโรงเรียนนายร้อยตำรวจที่ 415/2569 ลงวันที่ 13 ส.ค.2569

แต่เรื่องยังไม่จบ...

เพราะยังมี กรณีวินัยที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยามีมูลเหตุจูงใจเกี่ยวกับการเรียกรับเงินจำนวน 3 ล้านบาท แลกกับการไม่เปิดเผยคลิปวิดีโอเกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนบุคคล

จากผลการสอบสวน ทางโรงเรียนนายร้อยตำรวจเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่าย ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และด้วยลักษณะความผิด รวมถึงมูลเหตุจูงใจเกี่ยวกับเงิน จึงไม่สามารถนำการทำคุณประโยชน์ต่อราชการมาใช้ลดหย่อนโทษได้

สุดท้าย ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจจึงมีคำสั่งที่ 462/2569 ลงวันที่ 31 ส.ค.2569 ลงโทษขั้นสูงสุด คือ “ไล่ออกจากราชการ” โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค.2569 ส่งผลให้เจ้าตัว พ้นสภาพจากความเป็นข้าราชการตำรวจ

นอกจากประเด็นทางวินัยแล้ว แถลงการณ์ยังกล่าวถึงพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ การคุกคาม ข่มขู่ และการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่ามีการใช้เพจเฟซบุ๊กบางแห่งเผยแพร่ข้อความโจมตีและกดดันผู้บังคับบัญชา รวมถึงกรณีเมื่อวันที่ 19 ส.ค.2569 ที่ภรรยาของผู้ถูกลงโทษถูกระบุว่าโพสต์ข้อความในลักษณะข่มขู่หมายเอาชีวิตผู้อื่น

ด้านคดีอาญา โรงเรียนนายร้อยตำรวจระบุว่า กรณีการแจ้งความเรื่องลักทรัพย์และบุกรุกนั้น พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีความเห็น “สั่งไม่ฟ้อง” เนื่องจากไม่มีการกระทำความผิดตามที่กล่าวหา และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว

ขณะเดียวกัน อีกคดีหนึ่งเกี่ยวกับการกล่าวหาว่า ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่น นั้น พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง และพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว

ส่วนคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จากกรณีการให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์นั้น โรงเรียนนายร้อยตำรวจระบุว่า เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2569 ศาลอาญามีคำพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิด โดยพิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 150,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี พร้อมมีคำสั่งให้ลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ข่าวตามที่ศาลกำหนด

ส่วนตัวมองว่า เรื่องนี้น่าจับตาตรงที่ไม่ได้จบแค่การทะเลาะหรือข้อพิพาทระหว่างบุคคล แต่ลุกลามเข้ามาสู่ทั้งกระบวนการสอบสวนทางวินัยและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จนสุดท้ายถึงขั้นมีคำสั่ง “ไล่ออกจากราชการ”

โดยเฉพาะเมื่อบุคคลดังกล่าวเป็น ข้าราชการตำรวจและอาจารย์ในสถาบันผลิตนายตำรวจ เรื่องมาตรฐานทางวินัยและภาพลักษณ์ขององค์กรจึงยิ่งถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะตำแหน่งหน้าที่ไม่ได้มีแค่เรื่องส่วนตัว แต่ยังเกี่ยวข้องกับ ความน่าเชื่อถือและศรัทธาที่ประชาชนมีต่อองค์กรตำรวจ

อีกประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญ คือแม้จะมีคำสั่งไล่ออกจากราชการแล้ว แต่ตามแถลงการณ์เองก็ระบุชัดว่า เจ้าตัวยังมีสิทธิ อุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค.ตร. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง และหากไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ก็ยังสามารถใช้สิทธิตามกระบวนการศาลปกครองได้

ดังนั้น คำสั่งไล่ออกคือบทลงโทษทางวินัยของหน่วยงานในขณะนี้ แต่ในส่วนคดีที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม ก็ต้องปล่อยให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยตามขั้นตอน

สำหรับผม เรื่องนี้จึงมีทั้ง ประเด็นวินัยตำรวจ ประเด็นคดีอาญา และประเด็นการใช้อำนาจหรือแรงกดดันต่อกระบวนการยุติธรรม ให้ติดตามกันอีกหลายมุม

ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ว่าคู่กรณีจะเป็นใคร ตำแหน่งใหญ่แค่ไหน หรือมีความขัดแย้งกับใครมาก่อน สุดท้ายก็ควรให้พยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรมเป็นตัวตัดสิน

งานนี้จึงต้องรอดูกันต่อว่า การอุทธรณ์จะเป็นอย่างไร และคดีอาญาที่ยังอยู่ในกระบวนการจะลงเอยแบบไหน

เรื่องนี้ยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้ายทั้งหมด แต่คำสั่ง “ไล่ออกจากราชการ” ที่ออกมาแล้ว ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของคดีนี้อย่างแน่นอน! 

อ้างอิง: https://...https://www.facebook.com/share/p/18B8KHfLcP/
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
p9898's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 171 ครั้ง
เขียนโดย p9898
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
รอยบุ๋มบนลูกกอล์ฟช่วยให้ลูกบินไกลขึ้นได้อย่างไรไขปริศนาใกล้ตัว: รูเล็กๆ บนขาปลั๊กไฟ มีไว้ทำไมและช่วยอะไรได้บ้างอำเภอที่มีชื่อเหมือนชื่อจังหวัด เพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทยทำไมแป้นพิมพ์ QWERTY ไม่เรียงตามตัวอักษรเฮอริเคน ไต้ฝุ่น และไซโคลนต่างกันตรงไหนทำไมแผลกระดาษบาดนิ้วเล็กนิดเดียวจึงเจ็บมาก108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียงAI ไล่สถิติหวยย้อนหลัง 20 ปี งวด 1 ต.ค. 69 จับตาเลขท้าย 2 ตัวเลขท้าย 2 ตัวที่เคยออกบ่อย งวด 1 ตุลาคม 69“ข้าวต้มกุ๊ย” จากอาหารประทังชีวิตคนเสื่อผืนหมอนใบ สู่สำรับคู่ราตรีบนโต๊ะคนไทยภัยพิบัติผ่านไปแล้ว ทำไมตึกถล่มและถนนพังยังต้องถูกตรวจสอบ?ทำไมแว่นหลากยี่ห้อจึงพัวพันกับชื่อ EssilorLuxottica
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
มหาวิทยาลัยไทยที่รวยที่สุด มีสินทรัพย์มูลค่าสูงที่สุด
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ข่าววันนี้
พบมัลแวร์แฝงในจอ Android ติดรถยนต์ราคาถูกจากจีนพบ Apple Support (ปลอม) โทรหาเหยื่อที่มือถือโดนขโมยเพื่อขอรหัสปลดล็อกBlink Digital ฟ้อง Meta กรณีบัญชีถูกระงับปิดใช้งานดราม่าสนั่นโซเชียล! เมียโพสต์ระบาย ปัญหาการเงินในครอบครัว
ตั้งกระทู้ใหม่