โรงพยาบาล มทส. แจงแล้ว ปม ผ้าก๊อซค้างในช่องคลอด คนไข้ต้องกลับไปหลายรอบ ก่อนจบด้วยคำขอโทษ
โรงพยาบาล มทส. แจงแล้ว! ปม “ผ้าก๊อซค้างในช่องคลอด” คนไข้ต้องกลับไปหลายรอบ ก่อนจบด้วยคำขอโทษ
กลายเป็นเรื่องที่หลายคนติดตามกันอยู่ในตอนนี้
หลังมีการแชร์ประสบการณ์ของผู้ป่วยรายหนึ่ง ซึ่งเข้ารับการรักษาที่ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ก่อนจะพบภายหลังว่า ยังมี ผ้าก๊อซเหลืออยู่ในช่องคลอด
ที่ทำให้คนตั้งคำถามหนักกว่าเดิม คือกว่าจะได้รับการแก้ไข ผู้ป่วยต้องเดินทางไปโรงพยาบาล หลายรอบ แถมระหว่างทางยังเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เรื่องยืดเยื้อออกไปอีก
ล่าสุดวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ทางโรงพยาบาลออกมาชี้แจงเรื่องนี้แล้ว พร้อมแสดงความเสียใจและขออภัยต่อผู้ป่วยและครอบครัว
จากคำชี้แจงของโรงพยาบาล ระบุว่า ผู้ป่วยเข้ารับการ ตัดชิ้นเนื้อปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้า หรือ LEEP เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม
เนื่องจากแพทย์พบว่าปากมดลูกมีขนาดใหญ่ จึงมีการแพ็คผ้าก๊อซไว้ 2 ชิ้น ได้แก่ แทมปอน 1 ชิ้น และวาสลีนก๊อซอีก 1 ชิ้น ซึ่งโรงพยาบาลระบุว่าเป็นขั้นตอนตามมาตรฐานการรักษาต่อมา วันที่ 22 สิงหาคม หลังครบ 48 ชั่วโมง แพทย์เวรนำออกให้ 1 ชิ้น ก่อนให้ผู้ป่วยกลับบ้าน
แต่ปัญหาอยู่ตรงนี้หลังจากนั้นแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดกลับมาตรวจสอบประวัติการรักษา และพบว่า ยังมีผ้าก๊อซเหลืออยู่อีก 1 ชิ้นทางโรงพยาบาลจึงติดต่อผู้ป่วยให้กลับมานำออกทันที แต่เนื่องจากผู้ป่วยมีข้อจำกัดในการเดินทาง จึงนัดกลับมาในวันที่ 23 สิงหาคม
พอถึงวันที่ 23 ผู้ป่วยเดินทางกลับมาที่โรงพยาบาลตามนัดแต่จังหวะนั้นเอง ทีมสูตินรีแพทย์กำลังเร่งช่วยเหลือผู้ป่วยวิกฤตที่มีภาวะ น้ำคร่ำอุดตันในกระแสเลือด (Amniotic fluid embolism)
ทางโรงพยาบาลจึงไม่สามารถจัดแพทย์มาดูแลได้ทันที และแจ้งให้ผู้ป่วยรอประมาณ 3-4 ชั่วโมงสุดท้ายด้วยข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง ผู้ป่วยจึงขอกลับก่อน และนัดหมายมาใหม่ในช่วงเช้าวันที่ 24 สิงหาคม ทางโรงพยาบาลระบุว่า ได้จัดคิวให้เป็น คิวแรกแต่พอถึงเวลา 09.00 น. กลับไม่พบผู้ป่วยภายหลังจึงทราบว่า ผู้ป่วยตัดสินใจไปโรงพยาบาลใกล้เคียง เพื่อให้นำผ้าก๊อซออก
และตรงนี้เองก็เกิดปัญหาขึ้นอีกหลังนำผ้าก๊อซออก ผู้ป่วยมีอาการ เลือดซึมออกมาไม่หยุดโรงพยาบาลดังกล่าวจึงส่งตัวกลับมาที่ โรงพยาบาล มทส. เพื่อรักษาต่อครั้งนี้ทางทีมแพทย์จึงรับผู้ป่วยไว้เป็น ผู้ป่วยใน และทำการรักษาด้วยการแพ็คแทมปอนซ้ำร่วมกับอะดรีนาลีน เป็นเวลา 48 ชั่วโมงจนวันที่ 26 สิงหาคม จึงสามารถนำผ้าก๊อซออกได้อย่างปลอดภัย
โดยการรักษาช่วงหลังมีทีมแพทย์อีกชุดเข้ามาดูแล เนื่องจากแพทย์ผู้รักษาเดิมติดภารกิจอื่น และโรงพยาบาลยืนยันว่า ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากผู้ป่วย
อ่านมาถึงตรงนี้
ผมว่าหลายคนคงไม่ได้สงสัยกันแค่เรื่องว่าผ้าก๊อซเหลือได้อย่างไรแต่สิ่งที่น่าจะติดใจไม่แพ้กันคือ เมื่อโรงพยาบาลทราบว่ามีผ้าก๊อซเหลืออยู่ แล้วทำไมกระบวนการแก้ไขถึงทำให้ผู้ป่วยต้องเดินทางกลับไปกลับมาหลายครั้ง
เพราะในมุมของคนไข้ การกลับโรงพยาบาลแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องเล็กเลยมีทั้ง ค่าเดินทาง เวลา ความกังวล และความไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายตัวเองยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพโดยตรง คนไข้ยิ่งอยากได้คำอธิบายที่ชัดเจนว่า
เกิดอะไรขึ้น
ต้องทำอะไรต่อ
และจะได้รับการแก้ไขเมื่อไหร่
เรื่องนี้ทางโรงพยาบาลเองก็ยอมรับในแถลงการณ์ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยต้องเดินทางไปกลับหลายรอบ และไม่ได้รับคำชี้แจงรวมถึงการสร้างความเข้าใจที่เพียงพอก่อนออกจากโรงพยาบาลพร้อมระบุว่าจะนำเหตุการณ์ไป ทบทวนกระบวนการทำงานและวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
ส่วนตัวผมมองว่า การออกมาชี้แจงและยอมรับในส่วนที่ต้องปรับปรุงเป็นเรื่องที่ควรทำ
เพราะบางครั้งความผิดพลาดในระบบอาจเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่คนไข้คาดหวังหลังเกิดปัญหา คือ การแก้ไขที่รวดเร็ว การสื่อสารที่ตรงไปตรงมา และการดูแลที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้ถูกปล่อยให้รับมือกับปัญหาเพียงลำพัง
สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้คงต้องมองกันให้ครบทุกมุม ทั้งมุมของ โรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และที่สำคัญที่สุดคือผู้ป่วยที่ต้องเป็นคนเผชิญกับเหตุการณ์ทั้งหมด
และหวังจริง ๆ ว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนสำคัญ ไม่ใช่แค่สำหรับโรงพยาบาลแห่งเดียว แต่สำหรับระบบการรักษาทุกแห่งว่า เวลามีอะไรผิดพลาด คนไข้ควรได้รับรู้และได้รับคำอธิบายอย่างชัดเจนที่สุด
เพราะบางทีสิ่งที่คนไข้ต้องการ อาจไม่ได้มีแค่การรักษาแต่คือการได้รู้ว่า “ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับฉัน และฉันควรทำอย่างไรต่อ”
แล้วถ้าเป็นคุณ
คุณคิดว่าเรื่องนี้ จุดที่ควรนำไปแก้ไขมากที่สุดคือเรื่อง “ขั้นตอนการรักษา” หรือ “การสื่อสารกับคนไข้”
มาคุยกันครับ
ช้างนอนวันละ 2–4 ชั่วโมงจริงไหม คำตอบต่างกันระหว่างป่ากับสวนสัตว์
ทวงถามอีกครั้ง! “ซ้อเปา” เปิดภาพ “เอย เลอรส–น้ำแข็ง AF7” เที่ยวต่างประเทศหวานฉ่ำ หลัง “ฝ้าย เรือทอง” เสียชีวิต ย้อนคำพูดกลางโหนกระแส “ยินดีจ่ายให้ทุกคนทุกบาททุกสตางค์”
ไทยเอาจริง “ฟรีวีซ่า” 60 วันถูกลดเหลือ 30 วัน เปิดรายชื่อ 60 ประเทศ
ข้าวเหนียวไทยไม่ได้กินแค่ในไทย! 5 ประเทศที่ซื้อข้าวเหนียวไทยมากที่สุด
เปิด 5 อันดับ มหาวิทยาลัยไทยที่มีหลักสูตรค่าเรียนสูงที่สุด บางแห่งแตะ 5 ล้านบาท”
10 เลขท้าย 2 ตัวขายดีงวด 1 ก.ย. 69 แต่ “ขายดี” ไม่ได้แปลว่ามีโอกาสออกมากกว่าเลขอื่น
5 สิทธิ์ฟรีของ "ประกันสังคม" ที่คนไทยจ่ายทุกเดือนแต่ไม่ค่อยรู้ว่าใช้ได้
ทำไมดาวศุกร์จึงร้อนกว่าเมอร์คิวรี ทั้งที่ไม่ได้อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด
เลขชนสำนักพิมพ์ 1 กันยายน 2569 จับตา “47-74” เด่นชนเลขดัง ส่องไทยรัฐ–บางกอกทูเดย์ มีเลขไหนน่าตามบ้าง
5 ดอกไม้สุดสวยของไทย
บอล ซุปเปอร์บอล มาแล้ว! แนวทางหวยงวด 1 ก.ย. 69 เน้นวิ่ง 9-6
สื่ออิสราเอลเล่นข่าว! คนภูเก็ตสุดทน ลุกขึ้นประท้วง หลังเจอพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไม่เคารพกฎหมาย-ป่วนพื้นที่
ช้างนอนวันละ 2–4 ชั่วโมงจริงไหม คำตอบต่างกันระหว่างป่ากับสวนสัตว์
ทำไมดาวศุกร์จึงร้อนกว่าเมอร์คิวรี ทั้งที่ไม่ได้อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด
ไทยเอาจริง “ฟรีวีซ่า” 60 วันถูกลดเหลือ 30 วัน เปิดรายชื่อ 60 ประเทศ
ทวงถามอีกครั้ง! “ซ้อเปา” เปิดภาพ “เอย เลอรส–น้ำแข็ง AF7” เที่ยวต่างประเทศหวานฉ่ำ หลัง “ฝ้าย เรือทอง” เสียชีวิต ย้อนคำพูดกลางโหนกระแส “ยินดีจ่ายให้ทุกคนทุกบาททุกสตางค์”
5 ดอกไม้สุดสวยของไทย
5 สุดยอดสิ่งของลึกลับ ที่ใช้ในภาพยนตร์ตลอดกาล
ไทยเอาจริง “ฟรีวีซ่า” 60 วันถูกลดเหลือ 30 วัน เปิดรายชื่อ 60 ประเทศ
ทวงถามอีกครั้ง! “ซ้อเปา” เปิดภาพ “เอย เลอรส–น้ำแข็ง AF7” เที่ยวต่างประเทศหวานฉ่ำ หลัง “ฝ้าย เรือทอง” เสียชีวิต ย้อนคำพูดกลางโหนกระแส “ยินดีจ่ายให้ทุกคนทุกบาททุกสตางค์”
สื่ออิสราเอลเล่นข่าว! คนภูเก็ตสุดทน ลุกขึ้นประท้วง หลังเจอพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไม่เคารพกฎหมาย-ป่วนพื้นที่
5 สุดยอดสิ่งของลึกลับ ที่ใช้ในภาพยนตร์ตลอดกาล
