ยัตเปิดใจกลางโหนกระแส ปมเงินบริษัทเฟ็ดเฟ่ ลั่นถ้าต้าพูดความจริง เรื่องนี้จบได้ ด้านต้าเปิดเหตุผลวันที่ขอออก ทำเอาบรรยากาศเดือด
ยัตเปิดใจกลางโหนกระแส ปมเงินบริษัทเฟ็ดเฟ่ ลั่นถ้าต้าพูดความจริง เรื่องนี้จบได้ ด้านต้าเปิดเหตุผลวันที่ขอออก ทำเอาบรรยากาศเดือด
เรื่องของ ยัต ชัยโสโร กับ ต้า เฟ็ดเฟ่ ดูเหมือนจะเดินทางมาถึงจุดที่ทั้งสองฝ่ายต้องเปิดข้อมูลกันแบบตรงๆ หลังจากก่อนหน้านี้มีการพูดถึงเรื่องบริษัท หุ้น เงิน และปัญหาที่สะสมกันมานาน
วันนี้ในรายการ โหนกระแส ยัตมาพร้อมภรรยาและทนายอาร์ม เพื่อเล่าเรื่องในมุมของตัวเอง หลังจากที่ต้ามาเปิดใจไปก่อนหน้านี้
สิ่งหนึ่งที่ยัตย้ำตั้งแต่ต้นคือ ตนกับต้าเคยสนิทกันมาก ไม่ได้มองกันแค่เพื่อนร่วมงาน แต่ถึงขั้นเป็นเหมือน คนในครอบครัว
เพราะฉะนั้น จุดแตกหักที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก
ยัตเล่าว่า หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไปแล้ว บริษัทเฟ็ดเฟ่ยังไม่ได้ปิด และยังมีรายได้เข้ามาอยู่ โดยโครงสร้างหุ้นตอนนั้น ต้าถือ 98% ส่วนยัตและเจมส์ถือคนละ 1%
ทุกคนรู้ว่าต้าเป็นคนเริ่มต้นบริษัท และไม่ได้มีปัญหากับสัดส่วนหุ้น
แต่สิ่งที่เคยคุยกันไว้คือ เงินที่บริษัทมีรายได้เข้ามาหลังจากแยกย้าย จะนำมาแบ่งให้ทุกคนเท่าๆ กันในลักษณะเงินสวัสดิการ
จนกระทั่งวันหนึ่งฝ่ายบัญชีพบความผิดปกติ
มีการเบิกเงินออกจากบริษัทต่อเนื่องประมาณ 4-5 เดือน รวมแล้วมากกว่า 200,000 บาท และจากข้อมูลที่ยัตเล่า คนที่สามารถเบิกเงินส่วนนี้ได้คือต้า
ตรงนี้เองที่ทำให้ยัตบอกว่า ความรู้สึกเริ่มเปลี่ยน
เพราะถึงแม้เรื่องการแบ่งเงินจะไม่ได้มีเอกสารเซ็นเป็นลายลักษณ์อักษร แต่สำหรับยัตมันคือเรื่องของคำพูดและข้อตกลงที่เคยคุยกันระหว่างเพื่อน
และเมื่อความไว้ใจหายไป การกลับมาทำงานร่วมกันก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
แต่ประโยคที่ผมว่าน่าสนใจที่สุดในวันนี้ คือเมื่อถูกถามว่า สุดท้ายแล้วเรื่องนี้มีทางจบไหม
ยัตตอบว่า
“ได้”
แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ อยากให้ต้าพูดความจริง
โดยประเด็นที่ยัตต้องการให้ชี้แจง คือเรื่องการออกจากบริษัท ซึ่งยัตยืนยันว่าเคยพูดคุยกันหลายครั้ง และเป็นต้าเองที่ต้องการออก ก่อนจะมีการดำเนินการตามขั้นตอน
ด้าน แอม ภรรยาของยัต ก็ได้นำแชตที่ต้าเคยส่งมาเปิดเผย โดยในข้อความมีลักษณะว่าต้าตัดสินใจออกจากบริษัทและไม่ต้องการเอาอะไรไป
แต่เรื่องกลับไม่ได้จบตรงนั้น
เพราะเมื่อแชตดังกล่าวถูกนำมาเปิด ต้าก็ยอมรับว่า เป็นข้อความที่ตัวเองส่งจริง
เพียงแต่ต้าอธิบายว่า ข้อความนั้นเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพจิตใจของตัวเองย่ำแย่มาก และถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่
ต้าบอกว่า ในตอนนั้นการอยู่ในสถานการณ์เดิมเป็นเรื่องทรมาน จนจิตแพทย์แนะนำให้นำตัวเองออกมาจากสถานการณ์ดังกล่าว
จึงตัดสินใจออกมา โดยไม่ได้สนใจว่าจะต้องได้อะไรกลับไปหรือไม่
แต่หลังจากนั้นกลับเกิดอีกเรื่อง
เพราะต้าบอกว่า แม้ตัวเองจะบอกว่าจะออกแล้ว แต่ยัตก็ยังมาหา ยังชวนให้กลับไปต่างจังหวัดด้วยกัน เพื่อไปพูดคุยและเคลียร์ปัญหา
จนกลายเป็นลักษณะ งอนกัน ง้อกัน แล้วก็วนกลับมาคุยกันอยู่แบบนั้น
ตรงนี้ผมว่าคือจุดที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนกว่าคำว่า “ใครถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์”
เพราะเมื่อย้อนกลับไป ทั้งสองคนเคยเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน
วันนี้ฝ่ายหนึ่งบอกว่า ถ้าพูดความจริงก็พร้อมจบ
ส่วนอีกฝ่ายก็กำลังอธิบายว่า สิ่งที่ตัวเองเคยพูดหรือเคยตัดสินใจในวันนั้น เกิดขึ้นในช่วงที่ชีวิตและสภาพจิตใจของตัวเองอยู่ในจุดที่แย่มาก
ดังนั้นคำถามสำคัญต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเงินหรือหุ้น
แต่คือ “ข้อตกลงระหว่างเพื่อนในวันนั้น มีน้ำหนักแค่ไหนเมื่อเวลาผ่านไป”
และเมื่อทั้งสองฝ่ายมีหลักฐาน แชต และคำอธิบายของตัวเองออกมาแล้ว สุดท้ายเรื่องนี้จะจบลงด้วยการพูดคุยกัน หรือจะต้องไปพิสูจน์กันในกระบวนการทางกฎหมาย
น่าจะต้องติดตามกันต่อยาวๆ
เพราะจากที่ฟังวันนี้ ดูแล้วเรื่องนี้ยังมีรายละเอียดอีกหลายชั้นที่ทั้งสองฝ่ายมองไม่เหมือนกัน
รอยบุ๋มบนลูกกอล์ฟช่วยให้ลูกบินไกลขึ้นได้อย่างไร
ไขปริศนาใกล้ตัว: รูเล็กๆ บนขาปลั๊กไฟ มีไว้ทำไมและช่วยอะไรได้บ้าง
ทำไมแป้นพิมพ์ QWERTY ไม่เรียงตามตัวอักษร
เลขท้าย 2 ตัวที่เคยออกบ่อย งวด 1 ตุลาคม 69
เลขม้าสีหมอก 1/10/69 เปิดเลขเด่นบน-ล่าง พร้อมชุด 2 ตัว งวด 1 ตุลาคม 2569
ติ่งกระบอกบนสายชาร์จโน้ตบุ๊กมีไว้ทำอะไร
อำเภอที่มีชื่อเหมือนชื่อจังหวัด เพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย
สถิติหวย 1 ต.ค. ย้อนหลัง 10 ปี เลข 59 ซ้ำ 3 ครั้ง พบ 594-726 ออกซ้ำ
หนุ่มวัย 23 เปิดใจเป็นไบฯ กลางรายการเรียลลิตี้ 2026 หลังเก็บไว้นานเกือบ 2 ปี
เฮอริเคน ไต้ฝุ่น และไซโคลนต่างกันตรงไหน
ทำไมแผลกระดาษบาดนิ้วเล็กนิดเดียวจึงเจ็บมาก
AI ไล่สถิติหวยย้อนหลัง 20 ปี งวด 1 ต.ค. 69 จับตาเลขท้าย 2 ตัว
อำเภอที่มีชื่อเหมือนชื่อจังหวัด เพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย
มอเตอร์ไซค์ที่คนไทยชอบที่สุด ทำยอดขายสูงที่สุดในประเทศไทย

