หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
News บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

กิโลละพันก็ยังมีคนซื้อ “หอยหวาน” สัตว์น้ำราคาสูง กรมประมงเร่งเพาะพันธุ์ เติมคืนทะเล

เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า

 

เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความเกี่ยวกับความพยายามของกรมประมงในการฟื้นฟู “หอยหวาน” สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงอาหารทะเลจานหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงกลับมีมูลค่าสูง และเป็นรายได้สำคัญของชาวประมงชายฝั่งหลายพื้นที่

 

ที่น่าสนใจคือ หอยหวานมีชีวิตมีราคาประมาณ 600–1,000 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่หอยหวานแช่แข็งอยู่ที่ประมาณ 200–300 บาทต่อกิโลกรัม จึงไม่น่าแปลกใจที่ตลาดยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากภาคท่องเที่ยว ร้านอาหารทะเล และตลาดส่งออก

แต่ปัญหาก็คือ…เมื่อคนต้องการมากขึ้น หอยจากธรรมชาติก็ถูกจับมากขึ้นตามไปด้วย

กรมประมงจึงเดินหน้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะขยายพันธุ์ “หอยหวาน” มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2531 เพื่อผลิตลูกพันธุ์นำกลับไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติ ช่วยฟื้นฟูทรัพยากรและสร้างฐานอาชีพให้กับชุมชนชายฝั่งในระยะยาว

จากหอยราคาแพง สู่ปัญหาที่มองข้ามไม่ได้

หอยหวาน หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Babylonia areolata เป็นหอยทะเลฝาเดียวที่พบทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน โดยมีแหล่งสำคัญในหลายจังหวัด เช่น ระยอง จันทบุรี เพชรบุรี ระนอง ปัตตานี และนครศรีธรรมราช

ด้วยรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และกลายเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับชาวประมงพื้นบ้าน

แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ ผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดยังพึ่งพาการจับจากธรรมชาติเป็นหลัก

เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดคำถามสำคัญว่า หากจับกันต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการฟื้นฟู แล้ววันหนึ่งหอยหวานในทะเลลดลงจนไม่เพียงพอ จะเหลืออะไรให้ชาวประมงจับกินจับขาย?

ตัวเลขจากพื้นที่ระยองสะท้อนภาพได้ค่อนข้างชัดเจน

ในปี 2562 มีอัตราการจับหอยหวานเฉลี่ยประมาณ 6.35 กิโลกรัมต่อวัน แต่ในช่วงปี 2565–2567 ลดลงเหลือเพียง 2.97 กิโลกรัมต่อวัน หรือหายไปมากกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับตัวเลขปี 2562

นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “หอยแพงขึ้น” แต่กำลังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาชีพของคนที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรจากทะเลโดยตรง

กรมประมงไม่ได้รอให้หอยหมดทะเล

แนวทางที่กรมประมงเลือกใช้ คือการนำงานวิจัยและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มจำนวนหอยหวาน โดยดำเนินการตั้งแต่ศึกษาชีววิทยาการสืบพันธุ์ การกระตุ้นการวางไข่ การอนุบาลลูกหอย ไปจนถึงการพัฒนาเทคนิคการเลี้ยงให้มีอัตรารอดสูงขึ้น

ปัจจุบันมีหน่วยงานหลักที่ดำเนินงานด้านนี้อย่างต่อเนื่อง 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งระยอง และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบิงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เป้าหมายสำคัญคือผลิตลูกหอยขนาดเหมาะสม ก่อนนำกลับไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ทรัพยากรหอยหวานกลับมามีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า กรมประมงเดินหน้าผลิตลูกพันธุ์เพื่อปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ปีละกว่า 300,000 ตัวในภาพรวมของโครงการ ขณะที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งระยอง ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลัก มีเป้าหมายเพิ่มการผลิตในปี 2570 ให้ได้มากกว่า 100,000 ตัวต่อปี

ชาวประมงเองก็ต้องช่วยกัน

สิ่งที่น่าสนใจของโครงการนี้ไม่ได้อยู่ที่การเพาะหอยของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่คือการดึงชุมชนประมงเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

ชาวประมงในพื้นที่ระยองมีส่วนช่วยเก็บรวบรวมพ่อแม่พันธุ์หอยหวานจากการทำประมงชนิดอื่น เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการเพาะขยายพันธุ์ ก่อนนำลูกหอยกลับคืนสู่ธรรมชาติ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้กรมประมงสามารถเพาะลูกหอยได้เป็นจำนวนมากเพียงใด แต่ถ้าทะเลยังถูกใช้โดยไม่มีการจัดการที่เหมาะสม ปัญหาก็อาจวนกลับมาเหมือนเดิม

ข้อมูลจากชาวประมงในพื้นที่ยังสะท้อนว่า ปัจจุบันการจับหอยหวานทำได้เฉลี่ยประมาณ 3–4 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ลดลงจากอดีตที่เคยจับได้สูงสุดประมาณ 5–7 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ขณะที่การทำประมงหอยหวานในพื้นที่สามารถสร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ 600–1,500 บาทต่อวันต่อเรือประมงหนึ่งลำ

ตัวเลขเหล่านี้อาจดูไม่มากสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับครอบครัวชาวประมง นี่คือรายได้ที่นำไปซื้อข้าว ซื้อกับข้าว จ่ายค่าใช้จ่ายในบ้าน และเลี้ยงดูครอบครัว

“หอยหวาน” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของอาหารทะเล

ในมุมมองของผู้เขียน เห็นว่าเรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ การอนุรักษ์กับการทำมาหากินไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องตรงข้ามกัน

หากบริหารจัดการอย่างถูกทาง การปล่อยลูกหอยคืนสู่ทะเลก็ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนสัตว์น้ำ แต่เป็นการลงทุนกับทรัพยากรที่จะกลับมาเป็นรายได้ของชุมชนในอนาคต

เพราะทะเลที่อุดมสมบูรณ์ ย่อมหมายถึงโอกาสในการทำมาหากินของชาวประมง

แต่ขณะเดียวกัน ผู้เขียนมองว่า การปล่อยพันธุ์อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ หากไม่มีการควบคุมการจับ การดูแลพื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำ และความร่วมมือของชุมชนควบคู่กันไป

หากวันนี้เราจับหอยหวานจากทะเลได้ 1 กิโลกรัม แล้วนำลูกหอยกลับคืนทะเลมากกว่าเดิม นั่นคือการ “ใช้ทรัพยากรพร้อมกับคืนทรัพยากร”

แต่ถ้าจับอย่างเดียวโดยไม่ปล่อยให้ธรรมชาติได้ฟื้นตัว ต่อให้หอยหวานกิโลกรัมละ 1,000 บาท ก็อาจไม่มีอะไรเหลือให้จับในอนาคต

สำหรับผู้เขียน นี่คือหัวใจสำคัญของเรื่องนี้

หอยหวานอาจมีราคาแพง แต่สิ่งที่มีค่ากว่านั้นคือการทำให้ทะเลยังมีหอยให้คนรุ่นต่อไปได้จับ ได้กิน และได้สร้างรายได้ต่อไป

จากหอยตัวเล็ก ๆ ที่คนส่วนใหญ่มองเป็นเพียงอาหารทะเล จึงกลายเป็นอีกหนึ่งบททดสอบว่า ประเทศไทยจะสามารถรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้เดินไปพร้อมกับเศรษฐกิจชุมชนได้มากน้อยเพียงใด

เพราะสุดท้ายแล้ว การอนุรักษ์ที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การห้ามชาวบ้านจับปลาและหอย แต่คือการทำอย่างไรให้ “จับวันนี้ แล้วพรุ่งนี้ยังมีให้จับ”

แหล่งที่มาของข้อมูล :

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หนึ่งล้านเรื่องเล่า's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 31 ครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
นักเขียนคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์ด้านพฤติกรรมชีวิต สุขภาพ และสังคมเน้นการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมถ่ายทอดให้อ่านง่าย เข้าใจเร็ว และนำไปใช้ได้จริง
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
1 VOTES (1/5 จาก 1 คน)
VOTED: pakpranang
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
บอล ซุปเปอร์บอล มาแล้ว! แนวทางหวยงวด 1 ก.ย. 69 เน้นวิ่ง 9-65 สิทธิ์ฟรีของ "ประกันสังคม" ที่คนไทยจ่ายทุกเดือนแต่ไม่ค่อยรู้ว่าใช้ได้จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ที่ปลูกทุเรียนมากที่สุด5 โรงเรียนในตำนานของไทย เปิดประวัติ โรงเรียนเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่าร้อยปีปมคลิปเอ็นดูโร่ นักแข่งชายยอมรับตัดสินใจพลาด หลังคู่กรณีเสียชีวิตนายก อบต.บ้านติ้ว ถูกมีดทำร้ายดับในบ้าน ภรรยาเจ็บด้วย ตำรวจเร่งคลี่ปม ช่วงก่อนเกิดเหตุยังนั่งคุยกับคนก่อเหตุร้านหมูกระทะดังแจกคูปองกินฟรี..งานนี้หลายคนแห่ตามหากันให้วุ่น!5 คณะที่เรียนจบแล้วอาจต้องเจอกับการแข่งขันสูงในยุค AIส่อง “เลขน่าซื้อที่สุด” งวด 1 ก.ย. 2569 คัดเฉพาะเลขชนสำนักดัง ลุ้นรวยรับต้นเดือน! (รวมมิตรจบในกระทู้เดียว)ทำไมบังกลาเทศจึงกลายเป็นหนึ่งในฐานผลิตเสื้อผ้ารายใหญ่ของโลก10 ของใช้ที่อาจสำคัญกว่าทองคำในภาวะสงครามทนายไข่มุกเล่านิสัย ต้า เฟ็ดเฟ่ หลังรับทำคดี เผยคำพูดที่ทำให้รู้เลยว่า “พี่ต้าคนนี้น่ารัก”
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ทำไมบังกลาเทศจึงกลายเป็นหนึ่งในฐานผลิตเสื้อผ้ารายใหญ่ของโลกปมคลิปเอ็นดูโร่ นักแข่งชายยอมรับตัดสินใจพลาด หลังคู่กรณีเสียชีวิต10 ประเทศที่มีภูเขามากที่สุดในโลก บางประเทศแทบไม่มีพื้นที่ราบจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ที่ปลูกทุเรียนมากที่สุดเลขเด็ดน่าซื้อ” งวด 1 ก.ย. 2569 ประมวลผลจากค่าเฉลี่ยสถิติตัวเลข โค้งสุดท้ายก่อนหวยออก!ร้านหมูกระทะดังแจกคูปองกินฟรี..งานนี้หลายคนแห่ตามหากันให้วุ่น!
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ข่าววันนี้
ยัตเปิดใจกลางโหนกระแส ปมเงินบริษัทเฟ็ดเฟ่ ลั่นถ้าต้าพูดความจริง เรื่องนี้จบได้ ด้านต้าเปิดเหตุผลวันที่ขอออก ทำเอาบรรยากาศเดือดผลสำรวจพบว่า 35% ของคนหนุ่มสาวโสดในญี่ปุ่น ระบุว่า "ไม่มีแผนที่จะแต่งงาน"ปมคลิปเอ็นดูโร่ นักแข่งชายยอมรับตัดสินใจพลาด หลังคู่กรณีเสียชีวิตนายก อบต.บ้านติ้ว ถูกมีดทำร้ายดับในบ้าน ภรรยาเจ็บด้วย ตำรวจเร่งคลี่ปม ช่วงก่อนเกิดเหตุยังนั่งคุยกับคนก่อเหตุ
ตั้งกระทู้ใหม่