แม่บ้านรีเทิร์น! แชร์ประสบการณ์หางงานในวัย 40 หลังลาออกไปเลี้ยงลูก 10 ปี พร้อมเทคนิคอุดช่องว่างในเรซูเม่
เขียนโดย มะม่วงแอปเปิ้ล
การตัดสินใจลาออกจากงานมาเป็น คุณแม่ฟูลไทม์ เพื่อดูแลลูกเต็มเวลา สำหรับหลายครอบครัวไม่ใช่เรื่องเล็กเลย เพราะมันหมายถึงการยอมวางเส้นทางอาชีพไว้ข้างหลังชั่วคราว แลกกับช่วงเวลาสำคัญของลูกที่ย้อนกลับมาไม่ได้ แต่พอวันที่ลูกโตขึ้น และคนเป็นแม่อยากกลับเข้าสู่ตลาดงานอีกครั้ง เรื่องที่เคยคิดว่า “เดี๋ยวค่อยกลับไปทำงานก็ได้” กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด
กรณีนี้มาจากประสบการณ์ของคุณแม่คนหนึ่งที่ถูกนำเสนอโดย HK01 หลังจากเธอลาออกจากงานสายธุรการมาเกือบ 10 ปี เพื่อดูแลลูกเต็มเวลา พอกลับมาหางานในวัย 40 กว่า เธอส่งเรซูเม่ไปประมาณ 80 แห่ง แต่ได้โอกาสสัมภาษณ์ไม่ถึง 10 ครั้ง กว่าจะได้งานใหม่ในบริษัทต่างชาติ และเงินเดือนมากกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนราว 70%
เอาจริง ๆ นะ เรื่องนี้สะท้อนความจริงที่หลายคนไม่ค่อยพูดกันตรง ๆ ว่า การหยุดทำงานเพื่อดูแลครอบครัว แม้เป็นงานหนักมากในชีวิตจริง แต่ในสายตาตลาดแรงงาน มันมักถูกมองเป็น “ช่องว่าง” บนเรซูเม่มากกว่าจะถูกนับเป็นประสบการณ์แบบหนึ่ง นี่แหละคือจุดเจ็บของคนที่เคยออกจากงานไปเลี้ยงลูก ดูแลบ้าน หรือดูแลคนในครอบครัว
ปัญหาแรกที่เจ้าของเรื่องเจอคือ ช่องว่างการทำงานเกือบ 10 ปี ซึ่งทำให้ฝ่ายบุคคลตั้งคำถามทันทีว่า ผู้สมัครยังตามระบบงานสมัยใหม่ทันไหม ยังใช้เครื่องมือดิจิทัลได้คล่องหรือเปล่า และจะปรับตัวกับวัฒนธรรมองค์กรยุคใหม่ได้เร็วแค่ไหน คำถามเหล่านี้อาจฟังดูโหด แต่ในสนามสมัครงานจริง มันเกิดขึ้นได้บ่อยกว่าที่คิด
อีกเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้คืออายุ เมื่อผู้สมัครอยู่ในวัย 40 กว่า หลายบริษัทอาจนำไปเทียบกับเด็กจบใหม่หรือคนที่ทำงานต่อเนื่องมาตลอด ซึ่งมีโปรไฟล์คนละแบบกัน คนรุ่นใหม่อาจขอเงินเดือนไม่สูงมากและพร้อมเรียนรู้งานใหม่ ส่วนคนที่กลับมาทำงานหลังเว้นช่วงนาน ต้องพิสูจน์ให้เห็นมากกว่าเดิมว่าตัวเองไม่ได้ “หลุดจากตลาด” ไปแล้ว
ที่หลายคนเข้าใจผิดคือ การเป็นแม่บ้านหรือคนดูแลลูกเต็มเวลาไม่ได้แปลว่า “ไม่ได้ทำอะไร” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนเป็นแม่ต้องจัดการเวลา แก้ปัญหาเฉพาะหน้า คุมค่าใช้จ่าย วางแผนชีวิตครอบครัว และรับมือกับแรงกดดันแทบทุกวัน เพียงแต่ทักษะเหล่านี้ไม่ได้ถูกเขียนอยู่ในเรซูเม่แบบที่นายจ้างอ่านแล้วเห็นภาพทันที
จุดอ่อนที่เจ้าของเรื่องยอมรับเองคือ เธอเคยเลือกงานที่มั่นคงมากกว่างานที่สร้างทักษะเฉพาะทาง พอกลับมาสมัครงานอีกครั้งในวัยเลข 4 จึงไม่มี “ไม้ตาย” ที่ชัดพอจะสู้กับผู้สมัครคนอื่น โดยเฉพาะในตำแหน่งสายธุรการหรือ...ที่มีคนสมัครจำนวนมาก และหลายงานต้องใช้ทั้งภาษา เครื่องมือออนไลน์ รวมถึงความคล่องตัวในการประสานงาน
อีกจุดที่หนักไม่แพ้กันคือความมั่นใจที่หายไป หลังห่างจากสังคมออฟฟิศนานหลายปี การกลับไปสัมภาษณ์งานไม่ใช่แค่ตอบคำถามให้ถูก แต่ต้องขายตัวเองให้เป็น ต้องเล่าให้ได้ว่าช่วงที่ไม่ได้ทำงานประจำ ตัวเองยังมีคุณค่าอะไรติดตัวอยู่บ้าง ถ้าตอบแบบลังเลหรือขอโทษกับช่องว่างในชีวิตมากเกินไป คนฟังก็อาจลังเลตามไปด้วย
ผมว่าแก่นของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่ว่าเธอส่งเรซูเม่ 80 แห่งแล้วสุดท้ายได้งาน แต่อยู่ที่เธอไม่ปล่อยให้การถูกปฏิเสธกลายเป็นคำตัดสินชีวิตตัวเอง เธอปรับเรซูเม่ใหม่ มองหางานที่เหมาะกับประสบการณ์จริง และพยายามทำให้ฝ่ายนายจ้างเห็นว่า การหายไปจากออฟฟิศไม่ได้แปลว่าความสามารถหายไปด้วย
การได้งานในบริษัทต่างชาติของเธอจึงไม่ใช่เรื่องฟลุกอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการหาจุดยืนใหม่ให้ตัวเอง เธอไม่ได้แข่งกับเด็กจบใหม่ด้วยความสดหรืออายุ แต่ใช้ความนิ่ง ความรับผิดชอบ และประสบการณ์ชีวิตมาเป็นจุดขาย ซึ่งบางองค์กรอาจมองว่าสิ่งเหล่านี้มีค่ามากกว่าประวัติการทำงานที่ต่อเนื่องแต่ยังขาดวุฒิภาวะ
สำหรับคนที่อยากกลับไปทำงานหลังหยุดไปดูแลลูก สิ่งที่ควรทำก่อนส่งเรซูเม่ไม่ใช่แค่แก้ไฟล์ให้สวยขึ้น แต่ต้องอัปเดตตัวเองจริง ๆ เช่น เรียนคอร์สออนไลน์ที่เกี่ยวกับงานที่อยากสมัคร ฝึกใช้เครื่องมือพื้นฐานที่ตลาดงานต้องการ และใส่หลักฐานเหล่านี้ลงไปในเรซูเม่ เพื่อบอกนายจ้างว่า ช่วงเวลาที่หายไปไม่ได้ทำให้คุณหยุดพัฒนา
เรซูเม่เองก็ไม่ควรปล่อยให้ช่องว่าง 10 ปีดูว่างเปล่า ควรเขียนอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นช่วงดูแลครอบครัว พร้อมอธิบายทักษะที่ได้จากบทบาทนั้นในภาษางาน เช่น การจัดการเวลา การวางแผนงบประมาณ การประสานงาน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และความรับผิดชอบต่อภารกิจระยะยาว ฟังดูธรรมดา แต่ถ้าเรียบเรียงดี มันช่วยเปลี่ยนภาพจำของคนอ่านเรซูเม่ได้มาก
อีกอย่างที่ไม่ควรมองข้ามคือ อย่าสมัครงานต่ำกว่าประสบการณ์ของตัวเองมากเกินไปเพียงเพราะกลัวไม่มีใครรับ บางครั้งการสมัครตำแหน่งที่ต่ำเกินไปอาจทำให้นายจ้างมองว่าอยู่ไม่นาน หรือเกินกว่าหน้าที่งานที่เปิดรับ ทางที่ดีกว่าคือเลือกตำแหน่งที่ใช้ประสบการณ์เดิมผสมกับทักษะที่อัปเดตใหม่ แล้วเล่าให้ชัดว่าทำไมตัวเองเหมาะกับงานนั้น
จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ได้ให้กำลังใจแบบสวย ๆ ว่าใครก็กลับไปทำงานได้ทันที เพราะสนามจริงยังมีทั้งอคติเรื่องอายุ ช่องว่างในเรซูเม่ และการแข่งขันกับคนที่ทำงานต่อเนื่องมาตลอด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าประตูปิดตาย คนที่เตรียมตัวดี รู้จุดอ่อนของตัวเอง และกล้าเล่าอดีตแบบไม่ลดคุณค่าตัวเอง ยังมีโอกาสกลับมาได้
สิ่งที่น่าคิดกว่าการได้งานคือ สังคมควรมอง “งานดูแลครอบครัว” เป็นทักษะชีวิตที่มีราคามากกว่านี้หรือเปล่า เพราะถ้าคนคนหนึ่งใช้เวลาเกือบ 10 ปีดูแลลูกจนเติบโต จัดการบ้าน จัดการชีวิต และยังกลับมายืนในตลาดงานได้อีกครั้ง คำถามอาจไม่ใช่แค่ว่าเธอมีช่องว่างในเรซูเม่แค่ไหน แต่อาจเป็นว่า นายจ้างมองเห็นคุณค่าระหว่างบรรทัดเหล่านั้นมากพอหรือยัง
แหล่งที่มา: HK01
อ้างอิง: https://www.hk01.com/熱爆話題/60343718/全職媽重投職場-投80份履歷僅10次面試終獲聘-分析2大求職弱點
เขียนโดย มะม่วงแอปเปิ้ล
โรงเรียนเอกชนที่มีนักเรียนมากที่สุดในประเทศไทย
สะพานมอญน้ำลด เห็นวัดจมน้ำโผล่ ช่วงนี้เกิดจากอะไร
10 จังหวัดในไทยที่นักเรียนสอบติดมหาวิทยาลัยดังมากที่สุด
บริษัทเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ที่ยังคงเปิดกิจการอยู่ในปัจจุบัน
สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่เหลือเพียง 2 ตัวในโลก
6 มหาวิทยาลัยเอกชนที่ POP ที่สุดในประเทศไทย
จังหวัดเพียงหนึ่งเดียวในไทย ที่มีพื้นที่ติดกับจังหวัดอื่นเพียงแห่งเดียว
จังหวัดในไทย ที่ยังไม่มี "มหาวิทยาลัยราชภัฏ" ตั้งในพื้นที่
7 ผลไม้ป่า ที่หายากที่สุดในประเทศไทย
รู้ไหม? “โรงเรียนขนาดใหญ่ที่สุด” ในประเทศไทย อยู่ที่ชลบุรี
"นามสกุลลงท้าย 'กลาง-กระโทก-ขุนทด' รู้ยังว่าคือรหัสลับบอกถิ่นกำเนิด?"
ประเทศที่"ทั้งประเทศอยู่บนภูเขา"
รู้จัก “พระรามลงสรง” เมนูชื่อไทย ที่จริงมีรากจากข้าวสะเต๊ะจีนโบราณ
อดีตผู้นำแห่งกัมพูชา ที่ถูกจดจำในฐานะอาชญากรของโลก
ทำไมชนชั้นกลางไทยถึงเหนื่อยที่สุด รายได้พอมี แต่ภาระไม่เคยเบา
"นามสกุลลงท้าย 'กลาง-กระโทก-ขุนทด' รู้ยังว่าคือรหัสลับบอกถิ่นกำเนิด?"
รอยัล เพนกวิน (Royal penguin) เพนกวินหน้าตาแสนเท่ห์และน่ารัก
5 เมนูอาหารไทยที่เผ็ดจัด จนต่างชาติยกให้เป็นด่านทดสอบสายกิน





