ชายวัย 52 ปีเสียชีวิตกะทันหัน แม้จะวิ่งวันละ 5 กิโลเมตรก็ตาม
"แค่ผมยังวิ่งได้ หัวใจก็ไม่มีทางมีปัญหา" นี่คือประโยคที่คุณ "ทรัน" วัย 52 ปี จากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ มักพูดอยู่เสมอในชุมชนใกล้บ้านของเขา ในขณะที่ทุกคนต่างชื่นชมเขา รูปร่างกระชับ แข็งแรง ตื่นเช้าออกไปวิ่งวันละ 5 กิโลเมตรเป็นประจำ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ใช้ชีวิตเป็นระเบียบ อารมณ์ดีเสมอ และ ดูอ่อนกว่าวัยจริงมาก
เพื่อนบ้านมักพูดกันว่า "คนที่ต้องไปโรงพยาบาลตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ หรือ กินยาทุกวันยังมีความเสี่ยง แต่คนอย่างคุณ "ทรัน" คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแน่นอน!!"
แต่แล้วเช้าวันจันทร์วันหนึ่ง ขณะที่ฟ้ายังไม่สว่างดี หลังจาก "ทรัน" วิ่งเสร็จได้ไม่นาน เขากลับล้มลงหมดสติหน้าบ้าน ครอบครัวรีบเรียกรถพยาบาลทันที แต่เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง เขาได้จากไปแล้ว ซึ่ง ผลสรุปคือ เขาเสียชีวิตกะทันหันจากภาวะหัวใจ...
ข่าวร้ายนี้ทำให้ทั้งชุมชนเงียบงัน คนที่มีวินัย ดูแลสุขภาพ และ ออกกำลังกายสม่ำเสมอเช่นนี้ เหตุใดจึงจากไปอย่างกะทันหันได้? หลายคนยังเชื่อว่าการออกกำลังกายคือ "เกราะป้องกันสารพัดโรค" เพียงแค่ขยันออกกำลังกาย โรคภัยก็จะไม่กล้าเข้าใกล้...
กรณีของคุณ "ทรัน" ได้ทำลายความเชื่อนั้นอย่างสิ้นเชิง!!
หลังจากแพทย์ตรวจสอบประวัติทางการแพทย์อย่างละเอียด ก็พบความจริงที่น่าคิดว่า "รูปแบบการวิ่งประจำวันของเขา มีความผิดพลาดสำคัญ 3 ประการ ซึ่งเป็น "กับดักของความมีวินัย" ที่คนวัยกลางคนจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญอยู่..."
การออกกำลังกาย ยิ่งมากยิ่งดีจริงหรือ?
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์อย่างมาก การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอและพอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงของความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน และ โรคเรื้อรังอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่า "ยิ่งออกกำลังกายมากยิ่งแข็งแรง" หรือ "ยิ่งหนักยิ่งดี" ในความเป็นจริง การออกกำลังกายที่มากเกินไป หรือ ไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย กลับแฝงความเสี่ยงไม่น้อย
ข้อมูลจากศูนย์โรคหัวใจแห่งชาติจีน ระบุว่า "ผู้ชายอายุมากกว่า 40 ปีมีอัตราการเกิดเหตุการณ์ทางหัวใจสูงกว่าผู้หญิง และ มีไม่น้อยที่ประสบภาวะหัวใจเฉียบพลัน ทั้งที่ภายนอกดูแข็งแรงและออกกำลังกายเป็นประจำ"
การแพทย์สมัยใหม่เน้นย้ำว่า "ประโยชน์หรือความเสี่ยงของการออกกำลังกาย ขึ้นอยู่กับความหนัก วิธีการ และ ความเหมาะสมกับแต่ละบุคคล" โดยเฉพาะในวัยกลางคน "เมื่อการทำงานของร่างกายเริ่มถดถอย การคงความหนักของการออกกำลังกาย เท่ากับตอนหนุ่มสาว อาจทำให้ร่างกายรับภาระเกินไป โดยไม่รู้ตัว"
3 ความผิดพลาด ที่ทำให้การวิ่งไม่สามารถปกป้องชีวิตได้
1. ออกกำลังกายขณะท้องว่าง ทำให้หัวใจขาดพลังงาน
"ทรัน" มีนิสัยตื่นเช้ามาแล้วออกวิ่งทันที โดยไม่รับประทานอาหารเช้า เพราะคิดว่า "กินแล้วตัวหนัก วิ่งไม่สบาย" ในความเป็นจริง ขณะท้องว่าง ปริมาณไกลโคเจนที่สะสมในตับต่ำ ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง หัวใจและสมองจึงขาดพลังงาน และ เมื่อออกกำลังกายหนักในสภาวะเช่นนี้ อัตราการเต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความดันโลหิตผันผวนง่าย เสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะในวัยกลางคน หรือผู้ที่มีพื้นฐานเป็นความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ หรือภาวะก่อนเบาหวาน ความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้น โดยมีงานวิจัยบางชิ้นพบว่า "ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ซึ่งออกกำลังกายหนักขณะท้องว่าง มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตกะทันหัน สูงขึ้นประมาณ 18% เมื่อเทียบกับผู้ที่รับประทานอาหารเบาๆก่อน..."
2. เชื่อว่า "แค่ออกกำลังกายก็พอ" และ ละเลยการตรวจสุขภาพ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา "ทรัน" ไม่เคยตรวจสุขภาพประจำ เพราะคิดว่าตนเองไม่อ้วน กินอาหารเรียบง่าย และวิ่งทุกวัน แต่ผลตรวจหลังจากนั้นพบว่า "คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีสูงมาก หลอดเลือดเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งอย่างรุนแรง บางจุดตีบแคบถึง 90%" โรคหลอดเลือดแข็งมักดำเนินไปอย่างเงียบๆ โดยไม่แสดงอาการชัดเจน เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น ก็มักสายเกินแก้ นี่คือกับดักของผู้ที่ใช้ชีวิตมีวินัยและเข้าใจผิดว่า รูปร่างดีเท่ากับหัวใจแข็งแรง
3. มองข้ามสัญญาณเตือนจากร่างกาย
ประมาณ 1 เดือนก่อนเสียชีวิต "ทรัน" เคยมีอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย ใจสั่นหลายครั้ง แต่กลับปลอบใจตนเองว่า "เป็นเพราะอากาศร้อน หรือ ออกกำลังกายมากเกินไป" โดยอาการเหล่านี้แท้จริงแล้วคือสัญญาณเริ่มต้นของ ภาวะเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด แต่กลับถูกมองข้ามไป
หัวใจไม่เหมือนอวัยวะอื่นๆ เมื่อมันส่งสัญญาณเตือน หากไม่หยุดและแก้ไขทันเวลา ผลที่ตามมาอาจไม่สามารถกู้คืนได้...
ทำอย่างไรจึงจะออกกำลังกายได้อย่างปลอดภัยจริงๆ?
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า "ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ควรจดจำหลักการ 3 ประการต่อไปนี้..."
1. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักขณะท้องว่าง หากออกกำลังกายในตอนเช้า ควรรับประทานอาหารเบาๆก่อน เช่น กล้วยครึ่งผล หรือขนมปังหนึ่งแผ่น เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอ
2. การตรวจสุขภาพประจำเป็นสิ่งจำเป็น อย่างน้อยปีละครั้งควรตรวจความดันโลหิต ไขมันในเลือด น้ำตาลในเลือด และ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ หากมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ควรติดตามอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น
3. รับฟังร่างกายของตนเอง หากมีอาการแน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก เวียนศีรษะ ใจสั่นผิดปกติ หรือ มีอาการอ่อนเพลียเป็นอย่างมาก ควรหยุดออกกำลังกายและไปพบแพทย์ทันที
นอกจากนี้ รูปแบบการออกกำลังกายควรปรับให้เหมาะสมกับวัยและสภาพร่างกาย การเดินเร็ว ว่ายน้ำ ไทเก๊ก หรือแอโรบิกเบาๆ มักปลอดภัยและยั่งยืนกว่าสำหรับวัยกลางคน เมื่อเทียบกับการวิ่งหนักทุกวัน
แก่นแท้ของสุขภาพไม่ใช่ "ความฝืน" แต่คือ "ความเหมาะสมกับตนเอง"
การออกกำลังกายจะมีประโยชน์อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อทำอย่างถูกวิธี ถูกระดับ และ ตั้งอยู่บนความเข้าใจในร่างกายของตนเอง
อ้างอิง : https://cafef.vn/nguoi-dan-ong-52-tuoi-tu-vong-du-ngay-nao-cung-chay-bo-5km-bac-si-chi-ra-3-loi-nhieu-nguoi-mac-188260115144049935.chn
เปิดภาพ “สิ่งมีชีวิตยักษ์ใต้ทะเลลึก” การค้นพบที่นักวิทยาศาสตร์ยังทึ่ง
โรงเรียนที่ต้องจ่ายค่าเทอมแพงที่สุดในประเทศไทย
ทำไมเราจึงซื้อหวยไม่ถูก
ข้าราชการ C8 เงินเดือนเท่าไหร่
หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีพื้นที่กว้างขวางที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย
10 มหาวิทยาลัย ที่มีเปอร์เซ็นต์การสอบผ่านครูผู้ช่วย มากที่สุด
รวม เลขปฏิทินจีน งวด 16/3/69
วิเคราะห์เจาะลึกเลขเด็ด "เจ๊ฟองเบียร์" งวดประจำวันที่ 16 มีนาคม 2569 คอหวยห้ามพลาด
เลขเด็ดเสือตกถัง สูตรอ.พล ขอนแก่น งวด 16 มี.ค. 69
ส่องรายได้วินมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ เดือนหนึ่งได้เท่าไหร่
น้ำตกที่สูงที่สุดในภาคกลางของประเทศไทย
รู้จัก 10 จังหวัดในอดีตของไทย ที่ถูกยุบรวมจนไม่เหลือชื่อบนแผนที่
ภาพถ่ายติดวิญญาณ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในโลก
พ่อวางแผนที่จะใช้เงินทั้งหมดที่มีอยู่ก่อนตาย โดยไม่ทิ้งอะไรไว้ให้ลูกๆ
เปรียบเทียบรับราชการกับงานเอกชนสายไหนมั่นคงกว่ากัน..
จากขยะสู่ชัยชนะ เหรียญโอลิมปิกโตเกียว 2020 สกัดจากโทรศัพท์มือถือเก่า
ส่องประวัติ Thylane Blondeau จาก "เด็กหญิงที่สวยที่สุดในโลก" สู่ว่าที่เจ้าสาวคนใหม่!
ประเทศที่จ่ายค่าตอบแทนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสูงที่สุดในโลก





