หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
News บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

อ่านคำพิพากษาเต็ม ศาลมีคำตัดสินประหารชีวิต แอม ไซยาไนด์

เขียนโดย ตะวัน 2520

อ่านคำพิพากษาเต็ม ศาลมีคำตัดสินประหารชีวิต แอม ไซยาไนด์

ศาลได้มีคำพิพากษาประหารชีวิต แอม ไซยาไนด์ โดยระบุว่าหากเธอมีความบริสุทธิ์จริง ควรจะอยู่ช่วยชีวิตจนถึงที่สุด และมีการวางแผนการกระทำผิดมาตั้งแต่ต้น

ในกรณีนี้ ศาลอาญาได้มีการนัดฟังคำพิพากษาคดีแอมไซยาไนด์ ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการวางยาฆ่าผู้อื่น โดยพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 และมารดาของ น.ส.ศิริพร หรือ ก้อย ผู้เสียชีวิต ได้ร่วมกันฟ้องร้องและเรียกค่าเสียหายจำนวน 30 ล้านบาท โดยมีนางสรารัตน์ หรือที่รู้จักกันในชื่อแอม ไซยาไนด์ เป็นจำเลยที่ 1 ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ขณะที่ พ.ต.ท.วิฑูรย์ อดีตสามี เป็นจำเลยที่ 2 และ น.ส.ธันย์นิชา หรือ ทนายพัช เป็นจำเลยที่ 3 ในข้อหาช่วยเหลือจำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง และซ่อนเร้นทำลายหลักฐาน โดยวันนี้ถือเป็นการพิพากษาคดีแรกจากทั้งหมด 15 คดี

ในคดีนี้ อัยการโจทก์ได้ยื่นฟ้องพฤติการณ์ความผิดของจำเลยต่อศาลอาญาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2566 โดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2566 นางสรารัตน์ จำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่านางสาวศิริพร ขันวงษ์ หรือก้อย อายุ 32 ปี โดยใช้สารโพแทสเซียมไซยาไนด์ ซึ่งเป็นสารพิษ ผสมลงในอาหารหรือน้ำดื่มในปริมาณที่ไม่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ตายดื่มหรือรับประทาน ขณะนั้นจำเลยที่ 1 และผู้ตายซึ่งเป็นเพื่อนกันได้เดินทางไปปล่อยปลาที่ท่าน้ำ ตำบลบ้านโป่ง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ก่อนที่ผู้ตายจะหมดสติและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังไม่ให้การช่วยเหลือผู้ตาย และได้นำทรัพย์สินของผู้ตายจำนวน 9 รายการ มูลค่า 154,630 บาท ไปซ่อนเร้นหรือทำให้สูญหาย โดยมีจำเลยที่ 3 ใช้หรือยุยงส่งเสริมจำเลยที่ 2 เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามทรัพย์สินของผู้ตาย ซึ่งเป็นการช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้หลีกเลี่ยงโทษตามกฎหมาย หรือให้ได้รับโทษที่เบาลง ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

จำเลยทั้งสามได้ให้การปฏิเสธและต่อสู้คดี โดยจำเลยที่ 1 ถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิงกลาง ขณะที่จำเลยที่ 2 และ 3 ได้รับการประกันตัวจากศาลในวงเงินคนละ 100,000 บาท

ศาลได้พิจารณาพฤติการณ์ของคดี โดยระบุว่าในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 ถึง 5 พฤษภาคม 2566 จำเลยที่ 1 มีเงินหมุนเวียนในบัญชีมากกว่า 95 ล้านบาท และมีเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับบัญชีอีก 10 บัญชี ซึ่งถูกตรวจสอบพบว่าเป็นบัญชีม้าและเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ พร้อมกับมีหนี้สินจำนวนมาก

ในปี 2564-2565 พบว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้จ่ายเงินจำนวนมากในการพนันออนไลน์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีพยานที่เป็นผู้เสียหายซึ่งถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวงให้วางยาลงในน้ำดื่มและในยาเม็ดแคปซูล จนทำให้มีอาการเหมือนถูกพิษ

สำหรับการเสียชีวิตของนางสาวศิริพร หรือก้อย พบว่ามีการกระทำหลายอย่างของจำเลยที่ 1 ที่แสดงถึงความผิดปกติ ซึ่งบ่งชี้ถึงเจตนาและความคาดหมายว่าจะให้ผู้ตายเสียชีวิตในช่วงเวลาหนึ่ง รวมถึงจำเลยที่ 1 ยังอยู่ใกล้ผู้ตายเพื่อขโมยของ ก่อนที่จะมีผู้อื่นเข้ามาช่วยเหลือ

หากมีความบริสุทธิ์จริง ควรจะอยู่ช่วยชีวิตผู้ตายจนถึงที่สุด หรือโทรแจ้งญาติของผู้ตายให้ทราบ ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 มีการวางแผนล่วงหน้า นอกจากนี้ยังพบข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้สั่งซื้อไซยาไนด์อย่างเร่งด่วน ทั้งที่ไม่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับสารเคมี และยังพบยาไซยาไนด์ซ่อนอยู่ในรถยนต์ของผู้ตายในหลายจุด รวมถึงมีแคปซูลที่มีสารไซยาไนด์ซ่อนอยู่ในห้องโดยสารของรถยนต์ด้วย

สำหรับจำเลยที่ 2 มีประเด็นเกี่ยวกับการนำหลักฐานสำคัญซึ่งเป็นกระเป๋าของกลางไปส่งให้จำเลยที่ 1 แทนที่จะนำไปให้พนักงานสอบสวน

ในส่วนของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทนายความที่จำเลยที่ 1 ไว้วางใจ ได้ยุยงให้จำเลยที่ 1 ปกปิดกระเป๋าของกลางในคดี เพื่อเป็นแนวทางในการชนะคดี และยังส่งคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ชนะคดีโดยไม่มีของกลางให้จำเลยที่ 1 และ 3 อ่านในกลุ่มไลน์ที่สร้างขึ้น

จากพยานและหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนัก ศาลจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึง 3 กระทำผิดตามฟ้อง ส่วนในคดีแพ่ง โจทก์ร่วมได้ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าควรชำระให้โจทก์ร่วมเป็นเงิน 2,343,588 ล้านบาท

ศาลได้มีคำพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามรายได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา โดยนางสรารัตน์ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อกระทำการอื่น และได้รับโทษประหารชีวิต

ในส่วนของ พ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ อดีตสามีและอดีตรองผู้กำกับการสถานีตำรวจสวนผึ้ง ซึ่งเป็นจำเลยที่สอง และน.ส.ธันย์นิชา เอกสุวรรณวัตร์ หรือทนายพัช จำเลยที่สาม ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาช่วยเหลือจำเลยที่หนึ่งโดยไม่ต้องรับโทษหรือได้รับโทษน้อยลง รวมถึงการซ่อนเร้นและทำลายหลักฐาน โดยทั้งสองคนได้รับโทษจำคุกคนละ 2 ปี

อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.วิฑูรย์ จำเลยที่สอง ได้ให้การเป็นประโยชน์ต่อศาล จึงได้รับการลดโทษลง 1 ใน 3 เหลือโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงินจำนวน 2,400,000 บาทเศษ

เนื้อหาโดย: ตะวัน 2520
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
ตะวัน 2520's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 618 ครั้ง
เขียนโดย ตะวัน 2520
นักข่าวสายไวรัลและข่าวกระแสสังคม
เชี่ยวชาญการคัดเลือกและเรียบเรียงข่าวที่กำลังเป็นที่สนใจแบบเรียลไทม์ ถ่ายทอดเหตุการณ์ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย กระชับ และเข้าถึงอารมณ์ผู้อ่านได้ทันที
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
คณะที่เรียนจบยากที่สุดในประเทศไทย6 ประเทศที่ไม่มีกลางวันคณะไหนมีนักศึกษาลาออกกลางทาง มากที่สุด?วิเคราะห์เลขเด่น แม่น้ำหนึ่ง 16/5/69ใช้ปลั๊กไฟมาทั้งชีวิต เพิ่งรู้ ว่ารูเล็กๆ บนขา มีไว้ทำแบบนี้นี่เองจังหวัดที่คนย้ายไปแล้วไม่อยากกลับกรุงเทพ”สิบเลขขายดีแม่จำเนียร งวด 16/5/69ใช้คอมมาทั้งชีวิตเพิ่งรู้! ขีดนูนบนปุ่ม F และ J มีไว้ทำไม?จังหวัดที่คนอยากย้ายออกมากที่สุด” คือจังหวัดไหน?อำเภอในประเทศไทยที่ยังไม่มีร้าน 7-Eleven เปิดให้บริการเลขเด็ดเจ๊นุ๊ก บารมีมหาเฮง งวด 16 พฤษภาคม 2569 รวมเลขเด่น 2 ตัว 3 ตัวเงินเดือน 30,000 อยู่จังหวัดไหน สบายกว่ากรุงเทพฯมาก
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ข่าววันนี้
เหตุใดคนยุคใหม่จึงรู้สึก "ว่างเปล่า" มากขึ้นเรื่อยๆควันดำปกคลุมทางด่วนฟุกุโอกะญี่ปุ่นกำลังขาดแคลนแนฟทาจริงหรือ?ราคาปลาทูน่าครีบน้ำเงินร่วงลงอย่างหนัก หลังชาวประมงจับได้มากเป็นประวัติการณ์
ตั้งกระทู้ใหม่