เหตุใดคนยุคใหม่จึงรู้สึก "ว่างเปล่า" มากขึ้นเรื่อยๆ
เหตุใดคนยุคใหม่จึงรู้สึก "ว่างเปล่า" มากขึ้นเรื่อยๆ
ในยุคที่มนุษย์มีเทคโนโลยีก้าวหน้ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ หลายคนกลับรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าเดิม เครียดกว่าเดิม และ มีความสุขยากกว่าเดิม ทั้งๆที่ชีวิตสะดวกสบายขึ้นอย่างมหาศาล เราเดินทางเร็วขึ้น ติดต่อกันง่ายขึ้น และ สามารถเข้าถึงข้อมูลแทบทุกอย่างบนโลกได้ ภายในเวลาไม่กี่วินาที แต่คำถามสำคัญคือ "เหตุใดคนยุคใหม่จึงรู้สึก "ว่างเปล่า" มากขึ้นเรื่อยๆ"
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงกับคนบางกลุ่ม แต่กำลังเกิดขึ้นกับคนจำนวนมากทั่วโลก โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ความเร่งรีบ และ โลกออนไลน์ที่ไม่เคยหลับใหล หลายคนตื่นนอนมาพร้อมความรู้สึกเหนื่อย ทั้งๆที่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไร บางคนใช้เวลาหลายชั่วโมงไถหน้าจอโทรศัพท์ แต่กลับรู้สึกเหมือนไม่ได้พักผ่อนจริงๆ ในขณะที่บางคนเริ่มสูญเสียความสามารถ ในการจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานาน แม้กระทั่งการอ่านหนังสือไม่กี่หน้า
นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า "ปัญหาใหญ่ของมนุษย์ยุคใหม่อาจไม่ใช่ การขาดทรัพยากรเหมือนในอดีต แต่อาจเป็น "การมีสิ่งกระตุ้นมากเกินไป" จนสมองไม่สามารถรับมือได้อีกต่อไป สมองของมนุษย์วิวัฒนาการมาเป็นเวลาหลายแสนปี ในโลกที่เงียบกว่านี้มาก ซึ่งมนุษย์ในอดีตไม่ได้ตื่นมาพร้อมการแจ้งเตือนหลายสิบรายการ ไม่ได้เห็นข่าวร้ายจากทั่วโลกทุกนาที และ ไม่ได้เปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับคนอีกนับล้าน ผ่านหน้าจอมือถือตลอดเวลา"
ปัจจุบันโลกออนไลน์กลายเป็นพื้นที่ที่แข่งขันกันแย่งความสนใจของมนุษย์ บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากลงทุนมหาศาลเพื่อทำให้ผู้ใช้งานอยู่บนแพลตฟอร์มให้นานที่สุด เพราะเวลาที่มนุษย์ใช้บนหน้าจอสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้จากโฆษณาได้โดยตรง ระบบอัลกอริทึมจึงถูกออกแบบมาให้ดึงดูดสายตา กระตุ้นอารมณ์ และ ทำให้มนุษย์อยากเลื่อนหน้าจอต่อไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะคอนเทนต์แบบคลิปสั้น ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน โดยคลิปสั้นเหล่านี้อาจดูเหมือนไม่มีอันตราย แต่จริงๆแล้วมันกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของสมองอย่างเงียบๆ เพราะสมองมนุษย์ตอบสนองต่อรางวัลรวดเร็วได้ดีมาก ทุกๆครั้งที่เราเห็นคลิปใหม่ รูปใหม่ หรือ ข้อความแจ้งเตือนใหม่ สมองจะหลั่งสาร "โดพามีน" ซึ่งเกี่ยวข้องกับความคาดหวังและความพึงพอใจ เมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆ สมองก็จะเริ่มคุ้นชินกับการได้รับสิ่งกระตุ้นทุกไม่กี่วินาที ส่งผลให้กิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิระยะยาว เช่น การอ่านหนังสือ การเรียน หรือ การทำงานเชิงลึก จนทุกอย่างกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อโดยอัตโนมัติ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนจำนวนมาก สามารถดูคลิปต่อเนื่องได้เป็นชั่วโมง แต่กลับอ่านหนังสือไม่กี่หน้าไม่จบ หรือ เปิดทำงานเพียงไม่กี่นาทีก็เผลอหยิบมือถือขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ปัญหาไม่ได้เกิดจากความขี้เกียจเสมอไป แต่อาจเกิดจากสมองที่ถูกฝึกให้คุ้นเคย กับความเร็วและความตื่นเต้นตลอดเวลา
นอกจากเรื่องสมาธิแล้ว โลกดิจิทัลยังส่งผลต่อสุขภาพจิตอย่างลึกซึ้ง มนุษย์ในอดีตมักเปรียบเทียบตัวเองกับคนในชุมชนเล็กๆ แต่ปัจจุบันเราเปรียบเทียบตัวเองกับคนทั้งโลก ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย และ สิ่งที่เห็นมักเป็นเพียงด้านที่ดีที่สุดของชีวิตคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ การท่องเที่ยว รูปร่างหน้าตา หรือ ไลฟ์สไตล์หรูหรา จนทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกว่า "ชีวิตตัวเองด้อยกว่า" ทั้งๆที่ความจริงทุกคน ต่างมีปัญหาที่มองไม่เห็นเหมือนกัน...
โดยงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า "การใช้สื่อโซเชียลมีเดียมากเกินไป มีความสัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวล ความเครียด และ ภาวะซึมเศร้า โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่ยังอยู่ในช่วงสร้างตัวตนของตัวเอง เพราะสมองมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมา เพื่อรับมือกับการเปรียบเทียบมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง การเห็นชีวิตที่ดูสมบูรณ์แบบของคนอื่นซ้ำๆ อาจทำให้มนุษย์รู้สึกว่าตัวเองยังไม่ดีพออยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกัน การนอนหลับซึ่งเป็นระบบฟื้นฟูสมองตามธรรมชาติ ก็กำลังถูกทำลายโดยพฤติกรรมยุคใหม่ หลายคนใช้โทรศัพท์ก่อนนอนจนดึก ทำงานต่อเนื่องโดยพักผ่อนน้อย หรือ คิดว่าการนอนเป็นเรื่องเสียเวลา ทั้งๆที่ในความจริง สมองต้องการการนอนอย่างมาก เพื่อซ่อมแซมตัวเอง ระหว่างการนอน สมองจะจัดเก็บความทรงจำ กำจัดของเสีย และ ฟื้นฟูระบบประสาท หากนอนไม่พอเป็นเวลานาน ประสิทธิภาพในการคิด การตัดสินใจ และการควบคุมอารมณ์จะลดลงอย่างชัดเจน
ซึ่งงานวิจัยจากหลายสถาบันชี้ว่า "การอดนอนเรื้อรังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ภาวะซึมเศร้า และ โรคทางสมองในระยะยาว... และ สิ่งที่น่าสนใจ คือ "แม้เทคโนโลยีจะช่วยลดแรงงานทางกาย แต่มันกลับเพิ่มภาระทางสมองอย่างมหาศาล" โดยมนุษย์ยุคใหม่ต้องตัดสินใจเรื่องเล็กๆจำนวนมากทุกวัน ตั้งแต่จะตอบข้อความไหนก่อน จะซื้ออะไร จะดูอะไร จะโพสต์อะไร หรือ แม้แต่จะกินอะไรดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่เมื่อสะสมทั้งวัน สมองจะเกิดภาวะที่เรียกว่า "ความล้าจากการตัดสินใจ" ซึ่งส่งผลให้มนุษย์รู้สึกเหนื่อยทั้งที่ไม่ได้ใช้แรงกายมากนัก...
ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ มนุษย์กำลังสูญเสียความสามารถในการอยู่กับความเงียบ... ในอดีต เวลาว่างคือเวลาที่สมองได้พักและคิดทบทวน แต่ปัจจุบัน หลายคนหยิบมือถือขึ้นมาทันทีที่ไม่มีอะไรทำ ไม่ว่าจะตอนรออาหาร นั่งรถ หรือ แม้แต่ก่อนนอน ส่งผลให้สมองแทบไม่มีช่วงเวลาที่ปลอดจากสิ่งกระตุ้นเลย ทั้งที่ช่วงเวลาว่างและความเงียบมีความสำคัญ ต่อความคิดสร้างสรรค์และสุขภาพจิตอย่างมาก
นักประสาทวิทยาหลายคน กล่าวอธิบายว่า "สมองต้องการช่วงเวลาที่ไม่ได้โฟกัสกับสิ่งใดโดยตรง เพื่อประมวลผลข้อมูล เชื่อมโยงความคิด และ สร้างไอเดียใหม่ แต่เมื่อมนุษย์เติมข้อมูลเข้าไปตลอดเวลา สมองก็ไม่มีโอกาสฟื้นตัวอย่างแท้จริง"
ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีก็ไม่ได้มีแต่ข้อเสีย มันช่วยให้มนุษย์เข้าถึงความรู้ได้ง่ายขึ้น เปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และ ทำให้คนจากทั่วโลกเชื่อมต่อกันได้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ปัญหาจึงไม่ใช่ตัวเทคโนโลยีเอง แต่คือวิธีที่มนุษย์ใช้งานมันต่างหาก หากมนุษย์ใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ มันก็สามารถเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังได้อย่างมหาศาล แต่ถ้าปล่อยให้ระบบดิจิทัลควบคุมพฤติกรรมโดยไม่รู้ตัว มันก็อาจค่อยๆดึงเวลา สมาธิ และ สุขภาพจิตออกไปทีละน้อย
หลายคนเชื่อว่า "การพักผ่อน คือ การนั่งดูคลิปหรือเล่นมือถือ" แต่ความจริงแล้ว สมองอาจไม่ได้พักเลยด้วยซ้ำ เพราะมันยังคงรับข้อมูลใหม่อย่างต่อเนื่อง การพักผ่อนที่แท้จริงอาจเป็นเพียงการเดินเล่นเงียบๆ การอ่านหนังสือ การนั่งคุยกับคนใกล้ตัว หรือ แม้แต่การนั่งเฉยๆ โดยไม่มีหน้าจออยู่ตรงหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ยุคใหม่ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ... ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่มีค่าที่สุดในยุคดิจิทัลอาจไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ข้อมูล และ ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ "ความสามารถในการควบคุม ความสนใจของตัวเอง..." เพราะในโลกที่ทุกอย่างแข่งขันกันดึงสายตา คนที่ยังสามารถจดจ่อ คิดลึก และ อยู่กับปัจจุบันได้ อาจกลายเป็นคนที่ได้เปรียบที่สุดในอนาคต โลกยุคใหม่ไม่ได้ขาดข้อมูล แต่กำลังขาดผู้คนที่สามารถหยุดนิ่ง พอจะคิดอย่างแท้จริง...
เขียนโดย ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
6 ประเทศที่ไม่มีกลางวัน
สิบเลขขายดีแม่จำเนียร งวด 16/5/69
ใช้ปลั๊กไฟมาทั้งชีวิต เพิ่งรู้ ว่ารูเล็กๆ บนขา มีไว้ทำแบบนี้นี่เอง
จังหวัดที่คนอยากย้ายออกมากที่สุด” คือจังหวัดไหน?
มหาวิทยาลัยที่ได้งบประมาณมากที่สุดในประเทศไทย
คณะไหนมีนักศึกษาลาออกกลางทาง มากที่สุด?
ใช้คอมมาทั้งชีวิตเพิ่งรู้! ขีดนูนบนปุ่ม F และ J มีไว้ทำไม?
จังหวัดที่คนย้ายไปแล้วไม่อยากกลับกรุงเทพ”
เงินเดือน 30,000 อยู่จังหวัดไหน สบายกว่ากรุงเทพฯมาก
วิเคราะห์เลขเด่น แม่น้ำหนึ่ง 16/5/69
คณะที่เรียนจบยากที่สุดในประเทศไทย
อำเภอในประเทศไทยที่ยังไม่มีร้าน 7-Eleven เปิดให้บริการ