ญี่ปุ่นกำลังขาดแคลนแนฟทาจริงหรือ?
ญี่ปุ่นกำลังขาดแคลนแนฟทาจริงหรือ?
ผลกระทบจากภาวะขาดแคลน "แนฟทา" ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในญี่ปุ่ นกำลังลุกลามไปสู่อุตสาหกรรมหลากหลายประเภทมากขึ้นเรื่อยๆ จนก่อให้เกิดความกังวลต่อภาคการผลิต ระบบโลจิสติกส์ และ แม้แต่ชีวิตประจำวันของประชาชน
"แนฟทา" เป็นของเหลวใสไม่มีสี ที่ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ มักถูกเรียกว่า "ของเหลวมหัศจรรย์" เนื่องจากสามารถนำไปใช้ผลิตสินค้าได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่พลาสติก สี เส้นใยสังเคราะห์ ไปจนถึงยางสังเคราะห์ ทำให้หากเกิดปัญหาการขาดแคลน ก็มีโอกาสส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรม และ สินค้าในชีวิตประจำวัน เช่น ถาดใส่อาหารและวัสดุบรรจุภัณฑ์ต่างๆ
เมื่อแรงกดดันด้านอุปทานเพิ่มสูงขึ้น บริษัทต่างๆจึงเริ่มใช้มาตรการประหยัดทรัพยากรในภาวะฉุกเฉิน โดยบริษัท "คาร์บี้" ประกาศว่า "เราจะทยอยเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์สินค้าหลายรายการ รวมถึงมันฝรั่งทอด ให้เป็นแบบขาวดำ ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2026 ซึ่งครอบคลุมสินค้า 14 รายการ เพื่อลดการใช้วัสดุจากปิโตรเลียม ที่ใช้ในงานพิมพ์และบรรจุภัณฑ์"
ด้าน "นิชชิน เซฟุน เวลนา" ก็เริ่มลดการใช้เทปบนผลิตภัณฑ์พาสต้า ในขณะที่หน่วยงานท้องถิ่นหลายแห่งได้เริ่มดำเนินมาตรการลักษณะเดียวกัน โดยนายกเทศมนตรี "ฮิโรยาสุ ฮาราดะ" ของเมืองอิซุมิโอสึ จังหวัดโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ได้โพสต์ผ่าน X ว่า "ถุงขยะของเทศบาลบางส่วน จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีดำ ตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงนี้!!" และ "การพิมพ์สีต้องผ่านหลายขั้นตอน โดยเริ่มจากการพิมพ์สีขาวก่อน แล้วจึงเติมสีอื่นทีละชั้น ขณะที่การพิมพ์ขาวดำช่วยลดขั้นตอนการผลิต และ ลดการใช้ตัวทำละลาย จึงช่วยประหยัดวัสดุ ที่มีส่วนประกอบจากปิโตรเลียมได้"
แม้จะเกิดสถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงยืนยันว่า "อุปทานยังมีเสถียรภาพ" โดยหัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรี "ซาโตะ" กล่าวว่า "ญี่ปุ่นยังมีปริมาณวัตถุดิบ สำหรับหมึกพิมพ์" และ "มีแนฟทาเพียงพอทั่วประเทศ" ในขณะที่นายกรัฐมนตรี "โคอิจิ" กล่าวว่า "ขณะนี้ยังไม่มีแผนปล่อยน้ำมันสำรองแห่งชาติรอบที่ 3 ในเดือนนี้"
ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นได้ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองแห่งชาติไปแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งส่งผลทำให้ปริมาณสำรองที่เหลือคาดว่าจะรองรับการใช้งานได้ประมาณ 206 วัน ภายหลังช่องแคบฮอร์มุซแทบไม่สามารถใช้งานได้ ญี่ปุ่นจึงหันไปพึ่งพาซัพพลายเออร์นอกตะวันออกกลางมากขึ้น โดยคาดว่าการจัดหาทดแทนจะครอบคลุมความต้องการได้ประมาณ 60% ในเดือนพฤษภาคม 2026 และ 70% ในเดือนมิถุนายน 2026 อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจระบุว่าสถานการณ์จริงแตกต่างออกไป
โดยกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง กล่าวเตือนว่า "การขาดแคลนและความล่าช้าของวัสดุก่อสร้าง กำลังทำให้การระงับและเลื่อนโครงการต่างๆ กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้" ในขณะที่บริษัทการพิมพ์แห่งหนึ่งในจังหวัดโคจิ กล่าวว่า "เรายังมองไม่เห็นแนวโน้มการจัดหา ตัวทำละลายในเดือนหน้า" และ "ตอนนี้เราได้หยุดรับคำสั่งซื้อใหม่ทั้งหมดแล้ว!!"
บริษัท "ทโกกุ ดาต้าแบงก์" กล่าวประเมินว่า "ภาวะขาดแคลนแนฟทาอาจสร้างความเสี่ยง ด้านการจัดหาวัตถุดิบให้กับบริษัทผู้ผลิตทั่วประเทศ ถึง 46,741 แห่ง!!"
ซึ่งผลสำรวจผู้ผลิตขนาดเล็กและกลาง ในเกียวโตช่วงปลายเดือนเมษายน 2026 พบว่า "ประมาณ 80% ของผู้ประกอบการ กำลังประสบปัญหาในการจัดหาวัตถุดิบ" โดยหลายรายระบุว่า "สินค้าบางชนิด ไม่มีขายแล้ว!!" โดยข้อมูลอุตสาหกรรมยังสะท้อนว่า "สถานการณ์กำลังเลวร้ายลง โดยอัตราการเดินเครื่องโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเอทิลีนลดลงเกือบ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม" ในขณะที่สถิติของรัฐบาลระบุว่า "ผลผลิตอุตสาหกรรมเคมีในเดือนมีนาคม ลดลง 8.6% จากเดือนก่อนหน้า และ ลดลง 15.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการผลิตเริ่มหดตัวอย่างชัดเจนแล้ว..."
การที่รัฐบาลยังคงยืนยันว่า "อุปทานเพียงพอนั้น ถูกมองว่าเป็นความพยายามเพื่อหลีกเลี่ยง ความตื่นตระหนกและรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เพื่อประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้นานที่สุด" ในขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีเสียงเรียกร้องให้ดำเนินมาตรการประหยัดทรัพยากร อย่างค่อยเป็นค่อยไปก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายยิ่งขึ้น โดยบางประเทศในต่างประเทศเริ่มใช้มาตรการเข้มงวดแล้ว เช่น อินเดียที่มีรายงานว่าเริ่มขอความร่วมมือให้ประชาชนหลีกเลี่ยง การเดินทางไปต่างประเทศและการกักตุนทองคำ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น...
ภาวะขาดแคลนยังคาดว่า "จะส่งผลต่อการติดตั้งเครื่องปรับอากาศก่อนฤดูร้อน เนื่องจากพลาสติกที่ผลิตจากแนฟทาถูกใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนต่างๆอย่างแพร่หลาย โดยคาดว่าระยะเวลารอการติดตั้ง อาจยาวนานจากปกติ 2-3 สัปดาห์ เป็นประมาณ 1 เดือนในปีนี้" นอกจากนี้ ผู้รับเหมาหลายรายยังเตือนถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยบางธุรกิจติดตั้งเครื่องปรับอากาศ กล่าวว่า "อาจจำเป็นต้องขึ้นค่าติดตั้งอีก 7,000-8,000 เยน เนื่องจากราคาชิ้นส่วนพุ่งสูงขึ้น!!"
ปัญหานี้ยังเกิดขึ้นพร้อมกับสิ่งที่ญี่ปุ่นเรียกว่า "ปัญหาปี 2027" ซึ่งมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานใหม่สำหรับเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายนปีหน้า ภายใต้นโยบายลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งผู้ผลิตอย่าง "มิตซูบิชิ อิเล็กทริค" กำลังเร่งปรับสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ ในขณะที่ผู้ค้าปลีกประเมินว่า "ราคาเครื่องปรับอากาศเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นอีก 150,000-200,000 เยน แล้วแต่รุ่น"
ภาวะเงินเฟ้อเพิ่มเติม อาจกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นกำลังกดดันผู้ประกอบการรายเล็กอย่างหนัก แม้บริษัทขนาดใหญ่จะยังพอรับภาระได้ จากยอดขายจำนวนมาก แต่ธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบการอิสระ กลับมีความยากลำบากมากกว่าในการผลักภาระต้นทุน ไปยังผู้บริโภค
ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าพร้อมกันในอนาคตอันใกล้ ในขณะที่บางรายซึ่งไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ อาจเผชิญปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรงหรือถึงขั้นปิดกิจการ ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าผลกระทบจากภาวะขาดแคลนแนฟทา กำลังขยายตัวเกินกว่าความไม่สะดวกทั่วไป และ เริ่มกลายเป็นความเสี่ยงต่อชีวิตประจำวัน และ เศรษฐกิจโดยรวมแล้ว...
ที่มา: https://newsonjapan.com/article/149197.php
รูป: แคปมาจากตลิปที่แปะนั่นแหล่ะ
เขียนโดย ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
สิบเลขขายดีแม่จำเนียร งวด 16/5/69
คณะไหนมีนักศึกษาลาออกกลางทาง มากที่สุด?
มหาวิทยาลัยที่ได้งบประมาณมากที่สุดในประเทศไทย
6 ประเทศที่ไม่มีกลางวัน
คณะที่เรียนจบยากที่สุดในประเทศไทย
เงินเดือน 30,000 อยู่จังหวัดไหน สบายกว่ากรุงเทพฯมาก
จังหวัดที่คนอยากย้ายออกมากที่สุด” คือจังหวัดไหน?
จังหวัดที่คนย้ายไปแล้วไม่อยากกลับกรุงเทพ”
ใช้ปลั๊กไฟมาทั้งชีวิต เพิ่งรู้ ว่ารูเล็กๆ บนขา มีไว้ทำแบบนี้นี่เอง
อำเภอในประเทศไทยที่ยังไม่มีร้าน 7-Eleven เปิดให้บริการ
เลขเด็ดเจ๊นุ๊ก บารมีมหาเฮง งวด 16 พฤษภาคม 2569 รวมเลขเด่น 2 ตัว 3 ตัว
เลขฮิตและเลขมงคล..แม่จำเนียนอ่อนนุช 16/5/69
