หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
News บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

แอลจีเรียตัดสัมพันธ์ยูเออี ไล่ทูต 48 ชม. ปิดน่านฟ้า ปมร้าวอิสราเอล–ซาฮาราตะวันตก

เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า

 

เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ แล้วสะดุดใจกับข่าวใหญ่จากแอฟริกาเหนือ เมื่อแอลจีเรียประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 พร้อมเรียกเอกอัครราชทูตยูเออีเข้าพบและแจ้งให้ปฏิบัติตามคำตัดสินภายใน 48 ชั่วโมง ขณะที่ในวันเดียวกันนั้นยังมีการประกาศมาตรการปิดน่านฟ้าแอลจีเรียสำหรับอากาศยานที่จดทะเบียนในยูเออีอีกด้วย

 

ข่าวนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของทูตสองประเทศที่มีปัญหากัน แต่เป็นสัญญาณทางการทูตที่มีน้ำหนักอย่างมาก เพราะแอลจีเรียและยูเออีต่างเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในพื้นที่ยุทธศาสตร์ตั้งแต่แอฟริกาเหนือ โลกอาหรับ ไปจนถึงภูมิภาคซาเฮล ซึ่งตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้เกิดความเห็นต่างกันในหลายเรื่อง ทั้งนโยบายต่อตะวันออกกลาง ข้อพิพาทซาฮาราตะวันตก ตลอดจนบทบาทและอิทธิพลของแต่ละประเทศในภูมิภาค

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ แอลจีเรียไม่ได้ระบุเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งว่าเป็น “ชนวน” โดยตรง แต่กระทรวงการต่างประเทศระบุว่ารัฐบาลได้ใช้ความอดกลั้น พยายามรักษาความสัมพันธ์ และเตือนยูเออีหลายครั้งแล้ว ก่อนจะตัดสินใจว่าแนวทางรักษาความสัมพันธ์ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อีก

กล่าวง่าย ๆ คือ เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่การทะเลาะกันเพียงครั้งเดียว หากแต่เป็นความขัดแย้งที่สะสมมานานจนในที่สุดเดินทางมาถึงจุดแตกหัก

แอลจีเรียประกาศตัดสัมพันธ์ หลังบอกว่า “หมดทุกทาง” ที่จะรักษาความสัมพันธ์

เมื่อวันที่ 10 กันยายน กระทรวงการต่างประเทศแอลจีเรียประกาศว่า รัฐบาลตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังจากได้ใช้ช่องทางต่าง ๆ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทวิภาคีจนหมดแล้ว

คำแถลงของแอลจีเรียกล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า การกระทำของยูเออีที่มีลักษณะ “ยั่วยุหรือเป็นศัตรู” และระบุว่าแอลจีเรียได้แสดงความอดกลั้น รวมทั้งพยายามเตือนฝ่ายยูเออีถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากพฤติกรรมดังกล่าวหลายครั้ง

แต่ตามคำแถลงของฝ่ายแอลจีเรีย การกระทำเหล่านั้นยังคงดำเนินต่อไปจนถึงระดับที่รัฐบาลมองว่าไม่สามารถยอมรับหรือปล่อยให้ไม่มีการตอบสนองอีกต่อไป

จากนั้นรัฐบาลแอลจีเรียจึงประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ

ประเด็นสำคัญที่คนอ่านควรเข้าใจตั้งแต่ต้นก็คือ แอลจีเรียไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของเหตุการณ์เฉพาะเจาะจงทั้งหมดต่อสาธารณะ ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปแบบฟันธงว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นสาเหตุโดยตรง

สิ่งที่ทราบแน่ชัดจากคำประกาศคือ รัฐบาลแอลจีเรียมองว่าพฤติกรรมของยูเออีมีความรุนแรงเพียงพอที่จะทำให้การรักษาความสัมพันธ์เดิมไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ และการตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการเตือนกันมาก่อนแล้วหลายครั้ง

ตรงนี้เองที่ทำให้ข่าวมีความน่าสนใจ เพราะการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตโดยปกติไม่ใช่มาตรการที่ประเทศใดจะเลือกใช้โดยง่าย โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองฝ่ายยังมีความสัมพันธ์กับประชาชน การค้า การเดินทาง และผลประโยชน์ด้านอื่น ๆ เชื่อมโยงกันอยู่

ทูตยูเออีถูกเรียกพบ ให้เวลา 48 ชั่วโมง

หลังประกาศตัดสัมพันธ์ กระทรวงการต่างประเทศแอลจีเรียได้เรียกเอกอัครราชทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประจำแอลจีเรียเข้าพบ และแจ้งคำตัดสินอย่างเป็นทางการ

จากนั้นทูตยูเออีได้รับเวลา 48 ชั่วโมงเพื่อปฏิบัติตามการตัดสินใจดังกล่าว

มาตรการลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลแอลจีเรียไม่ได้ต้องการเพียงส่งสัญญาณประท้วง แต่ต้องการให้การลดระดับความสัมพันธ์เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการและมีผลในทางปฏิบัติ

เมื่อความสัมพันธ์ทางการทูตถูกตัดลง การทำงานของสถานทูตและช่องทางการติดต่อระหว่างรัฐบาลก็ย่อมได้รับผลกระทบ ขณะที่เรื่องของประชาชนและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองประเทศก็จำเป็นต้องหาวิธีบริหารจัดการต่อไป

อย่างไรก็ตาม การตัดสัมพันธ์ทางการทูตไม่ได้หมายความว่าประชาชนของสองประเทศกลายเป็นศัตรูกันโดยอัตโนมัติ และท่าทีของยูเออีหลังเกิดเหตุการณ์ก็สะท้อนเรื่องนี้ค่อนข้างชัด

ยูเออีหวังว่าเรื่องนี้จะเป็นเพียง “ชั่วคราว”

หลังแอลจีเรียประกาศตัดสัมพันธ์ กระทรวงการต่างประเทศยูเออีออกแถลงการณ์แสดงความหวังว่าการตัดสินใจของแอลจีเรียจะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลยูเออีให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ และต้องการส่งเสริมความร่วมมือ ผลประโยชน์ร่วม และความเข้าใจระหว่างกัน

ยูเออียังแสดงความชื่นชมต่อประชาชนชาวแอลจีเรีย และเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะชุมชนชาวแอลจีเรียที่พำนักอยู่ในยูเออี รวมถึงผู้ที่เดินทางไปเยือนประเทศ

คำว่า “ชั่วคราว” จึงเป็นคำที่น่าสนใจในทางการทูต เพราะสะท้อนว่าอาบูดาบียังไม่ต้องการประกาศว่าความสัมพันธ์กับแอลเจียร์ได้เดินทางมาถึงทางตันอย่างถาวร

ในโลกการเมืองระหว่างประเทศ การเปิดช่องไว้แม้เพียงเล็กน้อยมีความหมาย เพราะสถานการณ์ทางการเมืองสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และประเทศที่วันนี้มีความขัดแย้งกัน วันหนึ่งอาจกลับมาเจรจากันใหม่ได้หากผลประโยชน์และเงื่อนไขต่าง ๆ เปลี่ยนไป

แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างแอลจีเรียกับยูเออีก็ต้องผ่านช่วงเวลาที่ตึงเครียดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไม่ใช่แค่ตัดสัมพันธ์ เพราะแอลจีเรียเตรียมปิดน่านฟ้าด้วย

เรื่องที่ทำให้การตัดสัมพันธ์ครั้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือแอลจีเรียไม่ได้หยุดอยู่เพียงการประกาศทางการทูต

กระทรวงกลาโหมแอลจีเรียประกาศว่า ตั้งแต่เวลา 00.00 น. ของวันที่ 11 กันยายน 2569 เป็นต้นไป จะปิดน่านฟ้าของประเทศสำหรับอากาศยานพลเรือนและอากาศยานทางทหารที่จดทะเบียนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทั้งในกรณีเดินทางเข้าและออกจากประเทศ

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมีข้อยกเว้นสำหรับเที่ยวบินพาณิชย์ของยูเออีที่เดินทางมายังหรือออกจากท่าอากาศยานนานาชาติฮูอารี บูเมเดียน ในกรุงแอลเจียร์ โดยจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินการต่อไปจนถึงสิ้นปี 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่สัญญาปัจจุบันสิ้นสุดลง

รายละเอียดนี้มีความสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่าแอลจีเรียไม่ได้ปิดทุกอย่างในทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น แต่มีการกำหนดช่วงเวลาสำหรับเที่ยวบินพาณิชย์ที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงเดิม

ถึงอย่างนั้น การประกาศปิดน่านฟ้าก็ยังถือเป็นมาตรการที่รุนแรงในเชิงสัญลักษณ์ เพราะเรื่องการบินเกี่ยวข้องทั้งกับการเดินทางของประชาชน เศรษฐกิจ การค้า และความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ

เมื่อประกอบกับการตัดความสัมพันธ์ทางการทูต จึงเห็นได้ว่าความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่ในระดับคำพูด

รอยร้าวไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว

หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ จะพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างแอลจีเรียกับยูเออีมีสัญญาณตึงเครียดมาระยะหนึ่งแล้ว

รายงานของรอยเตอร์ระบุว่า เมื่อปี 2568 ประธานาธิบดีอับเดลมัดจิด เตบบูน ของแอลจีเรียเคยกล่าวว่าความสัมพันธ์ของประเทศกับรัฐอ่าวเปอร์เซียต่าง ๆ อยู่ในระดับดี ยกเว้นประเทศหนึ่ง ซึ่งแม้ไม่ได้เอ่ยชื่อโดยตรง แต่ถูกมองว่าเป็นการพาดพิงถึงยูเออี

ในเวลานั้น เตบบูนกล่าวหาประเทศดังกล่าวว่าพยายามแทรกแซงกิจการภายในของแอลจีเรียและมีพฤติกรรมที่อาจสร้างความไม่มั่นคง ขณะที่ความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน และกาตาร์ยังถูกกล่าวถึงในเชิง “พี่น้อง”

จุดนี้ทำให้เห็นว่า ความขัดแย้งระหว่างแอลจีเรียกับยูเออีไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2569 แต่มีการส่งสัญญาณทางการเมืองออกมาก่อนหน้านี้แล้ว

และในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แอลจีเรียยังเริ่มกระบวนการยกเลิกข้อตกลงบริการทางอากาศกับยูเออี ซึ่งลงนามกันมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2556 ที่กรุงอาบูดาบีด้วย

เมื่อเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง การประกาศตัดสัมพันธ์ในเดือนกันยายนจึงดูเหมือนเป็นปลายทางของความสัมพันธ์ที่เสื่อมลงมาระยะหนึ่ง มากกว่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน

ปมอิสราเอล จุดยืนต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

แล้วอะไรทำให้สองประเทศมองโลกแตกต่างกันถึงเพียงนี้?

หนึ่งในบริบทสำคัญคือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาหรับกับอิสราเอล

ในปี 2563 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลภายใต้ข้อตกลงอับราฮัม ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีบทบาทสำคัญในการผลักดัน

ขณะเดียวกัน โมร็อกโกซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของแอลจีเรียในแอฟริกาเหนือก็ได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิสราเอลในช่วงเดียวกัน

แต่แอลจีเรียมีท่าทีแตกต่างออกไป โดยคัดค้านการทำให้ความสัมพันธ์กับอิสราเอลเป็นปกติในแนวทางดังกล่าว และมีจุดยืนสนับสนุนสิทธิของชาวปาเลสไตน์อย่างชัดเจน

เรื่องนี้จึงเป็นหนึ่งในความแตกต่างทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญระหว่างแอลเจียร์กับอาบูดาบี

อย่างไรก็ตาม ตรงนี้ต้องย้ำให้ชัดว่า ไม่มีหลักฐานจากประกาศตัดสัมพันธ์ของรัฐบาลแอลจีเรียที่ระบุว่า “การฟื้นความสัมพันธ์กับอิสราเอล” เป็นเหตุผลโดยตรงเพียงข้อเดียวในการตัดสัมพันธ์

สิ่งที่ถูกประกาศอย่างเป็นทางการคือเรื่องการกระทำที่แอลจีเรียมองว่า “ยั่วยุหรือเป็นศัตรู” และการที่รัฐบาลอ้างว่าได้ใช้ทุกช่องทางเพื่อรักษาความสัมพันธ์แล้ว

ดังนั้น เรื่องอิสราเอลควรถูกมองว่าเป็น “บริบทของความแตกต่างทางนโยบาย” มากกว่าการประกาศว่าเป็นต้นเหตุโดยตรง

อีกปมใหญ่ที่ลากยาวมาหลายสิบปี “ซาฮาราตะวันตก”

หากพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างแอลจีเรียกับโมร็อกโก คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึง “ซาฮาราตะวันตก”

พื้นที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในข้อพิพาททางการเมืองที่ยืดเยื้อที่สุดของแอฟริกาเหนือ โดยโมร็อกโกยืนยันอธิปไตยเหนือดินแดนดังกล่าว ขณะที่กลุ่มโปลิซาริโอ หรือ Polisario Front เรียกร้องให้ซาฮาราตะวันตกเป็นรัฐเอกราช

แอลจีเรียให้การสนับสนุนกลุ่มโปลิซาริโอ ขณะที่ยูเออีมีจุดยืนสนับสนุนโมร็อกโกในประเด็นอธิปไตยเหนือดินแดนดังกล่าว และมีสถานกงสุลของยูเออีอยู่ในพื้นที่ตามรายงานที่เกี่ยวข้อง

นี่จึงเป็นอีกจุดที่แอลจีเรียกับยูเออีไม่ได้ยืนอยู่ฝั่งเดียวกัน

และเมื่อพิจารณาว่าโมร็อกโกกับแอลจีเรียเป็นคู่แข่งสำคัญในแอฟริกาเหนือ การที่ยูเออีมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับโมร็อกโกและสนับสนุนจุดยืนของโมร็อกโกในเรื่องซาฮาราตะวันตก ย่อมเป็นประเด็นที่แอลจีเรียจับตามองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การมองเรื่องนี้ต้องระมัดระวัง เพราะข้อพิพาทซาฮาราตะวันตกเป็นปัญหาที่มีผู้เล่นและประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องจำนวนมาก ไม่ใช่เรื่องที่สามารถอธิบายด้วยคำว่า “สองประเทศทะเลาะกันเรื่องดินแดน” เพียงอย่างเดียว

แต่ในทางภูมิรัฐศาสตร์ เรื่องนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้จุดยืนของแอลจีเรียและยูเออีอยู่ห่างกันมากขึ้น

จากซาฮาราตะวันตกถึง “ซาเฮล” พื้นที่แข่งขันอิทธิพลแห่งใหม่

อีกพื้นที่หนึ่งที่น่าจับตามองคือ “ซาเฮล” ซึ่งเป็นเขตกึ่งแห้งแล้งที่ทอดยาวอยู่ทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา ครอบคลุมพื้นที่หลายประเทศในแอฟริกา

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซาเฮลกลายเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อความมั่นคงของแอฟริกา เนื่องจากเผชิญทั้งความไม่สงบ กลุ่มติดอาวุธ ปัญหาเศรษฐกิจ และการรัฐประหารในหลายประเทศ

ยูเออีเพิ่มความสัมพันธ์และสายสัมพันธ์กับหลายรัฐบาลในภูมิภาคนี้ ขณะที่แอลจีเรียก็มีผลประโยชน์ด้านความมั่นคงโดยตรง เพราะมีพรมแดนติดกับประเทศในพื้นที่ซาเฮลหลายแห่ง

เมื่อเกิดรัฐประหารหลายครั้งในภูมิภาค ดุลอำนาจจึงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และประเทศภายนอกที่เข้าไปมีบทบาทก็ยิ่งถูกจับตามองมากขึ้น

รายงานของรอยเตอร์ระบุว่า ความสนใจและผลประโยชน์ของแอลจีเรียกับยูเออีเริ่มทับซ้อนกันมากขึ้นในภูมิภาคซาเฮล ขณะที่ความสัมพันธ์ของแอลจีเรียกับประเทศเพื่อนบ้านทางตอนใต้บางประเทศก็มีความตึงเครียดหลังเกิดรัฐประหารหลายครั้ง

นี่จึงเป็นอีกชั้นหนึ่งของความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เพราะเมื่อประเทศต่าง ๆ แข่งขันกันขยายอิทธิพล ความไม่ไว้วางใจก็สามารถเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ประธานาธิบดีแอลจีเรียเคยพูดแรงถึงยูเออี

ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดถึงขั้นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีคำเตือน

ประธานาธิบดีอับเดลมัดจิด เตบบูน เคยกล่าวถึงยูเออีด้วยถ้อยคำรุนแรงในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยกล่าวถึงยูเออีในลักษณะว่าเป็น “รัฐขนาดจิ๋ว” ที่สร้างความไม่มั่นคงในภูมิภาค และกล่าวในทำนองว่า “ที่ใดก็ตามที่พวกเขาเหยียบย่าง เลือดจะไหลริน”

เตบบูนยังกล่าวด้วยว่า แอลจีเรียต้องการให้ยูเออีอยู่ห่างออกไป เพื่อไม่ให้เกิดการนองเลือดในประเทศของตน และระบุว่า หากแอลจีเรียไม่พยายามหลีกเลี่ยงการทำให้โลกอาหรับแตกแยกมากขึ้น การตัดสัมพันธ์อาจเกิดขึ้นเร็วกว่านี้แล้ว

คำพูดดังกล่าวจึงถือเป็นสัญญาณสำคัญว่า ความไม่พอใจของผู้นำแอลจีเรียต่อยูเออีอยู่ในระดับสูงมาระยะหนึ่งแล้ว

เมื่อมาเทียบกับคำประกาศตัดสัมพันธ์ในวันที่ 10 กันยายน จึงทำให้เห็นภาพว่าเหตุการณ์ล่าสุดเป็นเหมือน “จุดแตกหัก” หลังจากความขัดแย้งสะสมมานาน

ยูเออีตอบกลับอย่างไร?

หลังเกิดเหตุการณ์ ยูเออีไม่ได้ประกาศตัดความสัมพันธ์กับแอลจีเรียกลับในทันที แต่เลือกใช้ถ้อยคำที่เปิดทางให้ความสัมพันธ์สามารถกลับมาฟื้นตัวได้

กระทรวงการต่างประเทศยูเออีระบุว่าหวังว่าการตัดสัมพันธ์ครั้งนี้จะเป็นเพียงชั่วคราว พร้อมย้ำถึงความสำคัญของความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ และความต้องการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสองประเทศเอาไว้

ส่วนอันวาร์ การ์กาช ที่ปรึกษาด้านการทูตของประธานาธิบดียูเออี โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า ความสัมพันธ์ทางการทูตควรตั้งอยู่บนเหตุผล การสื่อสาร และความชัดเจนในผลประโยชน์ มากกว่าการใช้ “ปริศนา” หรือสัญญาณที่ต้องตีความ

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ระบุชื่อแอลจีเรียโดยตรงในข้อความดังกล่าว ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการเขียนว่าเป็น “คำตอบโต้แอลจีเรียโดยตรง” แต่สามารถมองได้ว่าเป็นท่าทีที่สะท้อนแนวคิดของฝ่ายยูเออีต่อการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ

สิ่งที่เกิดขึ้นอาจกระทบมากกว่าความสัมพันธ์ของสองประเทศ

เมื่อพูดถึงการตัดสัมพันธ์ทางการทูต หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องของรัฐบาลกับรัฐบาลเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงผลกระทบสามารถขยายออกไปได้หลายด้าน

เรื่องแรกคือการเดินทาง เมื่อแอลจีเรียปิดน่านฟ้าสำหรับอากาศยานที่จดทะเบียนในยูเออี การเดินทางทางอากาศย่อมต้องได้รับการปรับเปลี่ยน แม้เที่ยวบินพาณิชย์ที่อยู่ภายใต้สัญญาปัจจุบันจะได้รับการยกเว้นจนถึงสิ้นปี

เรื่องที่สองคือการค้าและการลงทุน เพราะเมื่อความสัมพันธ์ทางการเมืองตกต่ำ การเจรจาโครงการใหม่ การเดินทางของนักธุรกิจ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐย่อมทำได้ยากขึ้น

เรื่องที่สามคือภูมิรัฐศาสตร์ เพราะแอลจีเรียมีบทบาทสำคัญในแอฟริกาเหนือ ขณะที่ยูเออีมีเครือข่ายทางการทูตและเศรษฐกิจที่กว้างขวางในตะวันออกกลาง แอฟริกา และภูมิภาคอื่น ๆ

เมื่อสองประเทศนี้มีความเห็นแตกต่างกันในหลายประเด็น การตัดสัมพันธ์จึงอาจส่งผลต่อการจัดวางตัวของประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคด้วย

แน่นอนว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าจะเกิดการแบ่งขั้วครั้งใหญ่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเป็นอีกหนึ่งตัวแปรในสมการการเมืองของแอฟริกาเหนือและโลกอาหรับ

เรื่องนี้อาจไม่ได้จบลงด้วยการตัดสัมพันธ์ถาวร

แม้ภาพในวันนี้จะดูรุนแรง แต่การตัดสัมพันธ์ทางการทูตไม่จำเป็นต้องหมายถึงการปิดประตูตลอดไป

ประวัติศาสตร์การทูตทั่วโลกมีตัวอย่างมากมายที่ประเทศซึ่งเคยตัดสัมพันธ์กันสามารถกลับมาเปิดการเจรจาและฟื้นความสัมพันธ์ได้ในภายหลัง เมื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลง

กรณีแอลจีเรียกับยูเออีก็ยังมีช่องว่างเช่นนั้นอยู่ เพราะฝ่ายยูเออีระบุอย่างชัดเจนว่าหวังให้การตัดสัมพันธ์เป็นเพียงเรื่องชั่วคราว

แต่การกลับมาเจรจาคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความขัดแย้งไม่ได้มีเพียงประเด็นเดียว หากแต่เกี่ยวพันทั้งเรื่องนโยบายตะวันออกกลาง โมร็อกโก ซาฮาราตะวันตก ซาเฮล และข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่สะสมมาหลายปี

หากทั้งสองฝ่ายจะกลับมาเปิดโต๊ะเจรจาอีกครั้ง สิ่งที่จำเป็นอาจไม่ใช่เพียงการส่งทูตกลับมา แต่ต้องสร้างความไว้วางใจขึ้นใหม่ด้วย

จุดที่ต้องจับตาต่อจากนี้

หลังวันที่ 10 กันยายน สิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดคือ ท่าทีของทั้งสองรัฐบาลหลังจากผ่านช่วง 48 ชั่วโมงสำหรับเอกอัครราชทูตยูเออี รวมถึงมาตรการด้านน่านฟ้าที่เริ่มมีผลในวันที่ 11 กันยายน

อีกเรื่องหนึ่งคือ จะมีมาตรการทางเศรษฐกิจหรือการทูตเพิ่มเติมจากฝ่ายใดหรือไม่

หากทั้งสองประเทศหยุดอยู่เพียงการตัดสัมพันธ์ทางการทูต แต่ยังคงรักษาช่องทางสำหรับประชาชนและการค้าเอาไว้ ความเสียหายอาจถูกจำกัดในระดับหนึ่ง

แต่หากมีมาตรการตอบโต้เพิ่มเติมในด้านเศรษฐกิจ การเดินทาง หรือความมั่นคง เรื่องนี้ก็อาจยกระดับจากวิกฤตทางการทูตไปสู่ความขัดแย้งที่กว้างขึ้น

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือบทบาทของประเทศอื่น ๆ ในโลกอาหรับและแอฟริกาเหนือ เพราะเมื่อประเทศที่มีบทบาทสำคัญสองประเทศมีความขัดแย้งกัน ประเทศรอบข้างย่อมต้องประเมินสถานการณ์และผลประโยชน์ของตนเองใหม่

 

ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า ข่าวการตัดสัมพันธ์ระหว่างแอลจีเรียกับยูเออีครั้งนี้ ไม่ควรมองเพียงพาดหัวสั้น ๆ ว่า “สองประเทศทะเลาะกันจนตัดสัมพันธ์” เพราะเบื้องหลังมีความซับซ้อนทางภูมิรัฐศาสตร์อยู่หลายชั้น

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ แอลจีเรียเลือกใช้มาตรการที่มีน้ำหนักมาก หลังจากก่อนหน้านี้ส่งสัญญาณไม่พอใจมาเป็นระยะ ทั้งการวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของยูเออีในภูมิภาค การดำเนินการเกี่ยวกับข้อตกลงบริการทางอากาศ และถ้อยคำรุนแรงจากประธานาธิบดีเตบบูน

ดังนั้น การประกาศวันที่ 10 กันยายนจึงดูเป็น “ปลายทางของความสัมพันธ์ที่เสื่อมถอย” มากกว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน

ขณะเดียวกัน ผู้เขียนเห็นว่าคนอ่านควรระมัดระวังการสรุปข่าวในลักษณะที่ว่า “แอลจีเรียตัดสัมพันธ์กับยูเออีเพราะอิสราเอล” หรือ “เพราะซาฮาราตะวันตก” เพราะคำประกาศอย่างเป็นทางการของรัฐบาลแอลจีเรียไม่ได้ระบุเช่นนั้น

เหตุผลอย่างเป็นทางการที่แอลจีเรียเปิดเผยคือ การกระทำของยูเออีที่ฝ่ายแอลจีเรียมองว่าเป็นการยั่วยุหรือเป็นศัตรู แม้จะมีการเตือนหลายครั้งแล้ว และรัฐบาลแอลจีเรียระบุว่าได้ใช้ช่องทางต่าง ๆ เพื่อรักษาความสัมพันธ์จนหมดสิ้น

ส่วนเรื่องอิสราเอล ซาฮาราตะวันตก และซาเฮล เป็นบริบทสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจว่าเหตุใดสองประเทศจึงมีจุดยืนแตกต่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในทางการเมืองระหว่างประเทศ บางครั้ง “เหตุผลที่ประกาศอย่างเป็นทางการ” กับ “ปัจจัยที่สะสมอยู่เบื้องหลัง” อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การอ่านข่าวจึงต้องแยกสองส่วนนี้ออกจากกัน เพื่อไม่ให้การวิเคราะห์กลายเป็นการฟันธงเกินกว่าข้อมูลที่มี

สิ่งที่น่าจับตาที่สุดต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าแอลจีเรียกับยูเออีจะทะเลาะกันรุนแรงแค่ไหน แต่คือทั้งสองฝ่ายจะจัดการกับความขัดแย้งอย่างไร

เพราะแม้แอลจีเรียจะปิดประตูทางการทูตในวันนี้ แต่ยูเออีก็ยังส่งสัญญาณว่าต้องการให้ความสัมพันธ์กลับมาได้ในอนาคต

คำถามจึงเหลือเพียงว่า เมื่ออารมณ์ทางการเมืองลดลง ทั้งสองฝ่ายจะสามารถกลับมานั่งโต๊ะเดียวกันได้หรือไม่

หากทำได้ ความสัมพันธ์ครั้งนี้อาจเป็นเพียงรอยร้าวครั้งใหญ่ที่ใช้เวลาซ่อมแซม

แต่หากไม่สามารถเปิดช่องทางการเจรจาได้ ความขัดแย้งระหว่างแอลจีเรียกับยูเออีอาจกลายเป็นอีกหนึ่งแนวร้าวสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์แอฟริกาเหนือและโลกอาหรับในช่วงเวลาที่สถานการณ์ระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การตัดสัมพันธ์ทางการทูตอาจเกิดขึ้นได้ภายในวันเดียว แต่การสร้างความไว้วางใจกลับคืนมา อาจต้องใช้เวลานานกว่านั้นหลายเท่า

และนี่คือเหตุผลที่ข่าวแอลจีเรียตัดสัมพันธ์กับยูเออีจึงไม่ใช่เพียงข่าวของสองประเทศ หากแต่เป็นเรื่องที่ควรจับตามองว่า ดุลอำนาจในแอฟริกาเหนือ โลกอาหรับ และภูมิภาคซาเฮลกำลังจะเดินไปในทิศทางใดต่อจากนี้


แหล่งที่มาของข้อมูล :

  1. Reuters — รายงานการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างแอลจีเรียกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เหตุผลที่แอลจีเรียระบุถึงการกระทำที่ “ยั่วยุหรือเป็นศัตรู” การให้เอกอัครราชทูตยูเออีมีเวลา 48 ชั่วโมง และบริบทเรื่องอิสราเอล ซาฮาราตะวันตก และภูมิภาคซาเฮล

  2. Algeria Press Service (APS) — สำนักข่าวทางการของแอลจีเรีย รายงานคำประกาศของกระทรวงการต่างประเทศแอลจีเรียเรื่องการตัดความสัมพันธ์กับยูเออี และระบุว่าแอลจีเรียตัดสินใจหลังจากใช้ช่องทางต่าง ๆ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทวิภาคีจนหมดแล้ว

  3. Algeria Press Service / กระทรวงกลาโหมแอลจีเรีย — รายงานมาตรการปิดน่านฟ้าต่ออากาศยานพลเรือนและทางทหารที่จดทะเบียนในยูเออี ตั้งแต่เวลา 00.00 น. วันที่ 11 กันยายน 2569 พร้อมข้อยกเว้นสำหรับเที่ยวบินพาณิชย์ตามสัญญาปัจจุบันจนถึงสิ้นปี

  4. กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ — ท่าทีของยูเออีหลังการประกาศตัดสัมพันธ์ โดยแสดงความหวังว่าการตัดสัมพันธ์จะเป็นเพียงชั่วคราว และย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

  5. Al Jazeera — รายงานบริบทความตึงเครียดระหว่างแอลจีเรียกับยูเออี รวมถึงจุดยืนเรื่องอิสราเอล ซาฮาราตะวันตก ซาเฮล และถ้อยแถลงของประธานาธิบดีอับเดลมัดจิด เตบบูน

  6. Associated Press (AP) — รายงานยืนยันการประกาศตัดสัมพันธ์ของแอลจีเรีย โดยระบุว่าคำแถลงของรัฐบาลแอลจีเรียไม่ได้ชี้ไปยังเหตุการณ์เฉพาะเจาะจง แต่กล่าวถึงพฤติกรรมที่แอลจีเรียมองว่าเป็นการยั่วยุและเป็นศัตรู

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หนึ่งล้านเรื่องเล่า's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 19 ครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
นักเขียนคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์ด้านพฤติกรรมชีวิต สุขภาพ และสังคมเน้นการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมถ่ายทอดให้อ่านง่าย เข้าใจเร็ว และนำไปใช้ได้จริง
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เปิด 5 จังหวัดไทยที่มีบ่อน้ำมันอยู่ใต้ดิน คนในพื้นที่อาจไม่เคยรู้!โรงเรียนมัธยมที่มีการแข่งขันกันสูงและสอบเข้ายากมากที่สุดในประเทศไทยย้อนรอย 6 ห้างดังในกรุงเทพฯ ที่เคยคึกคัก ตั้งแต่ไทยไดมารู เมอร์รี่คิงส์ ถึงนิวเวิลด์และตั้งฮั่วเส็ง วันนี้เหลืออะไรไว้บ้าง"อาร์ต พศุตม์" ลั่น! นั่นมัน "ท่ายากซะด้วย"..โพสต์ภาพฉาวพระดังเสพเมถุนสีกาประเทศที่บินเข้าประเทศไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 ของโลกAI วิเคราะห์สถิติเลขท้าย 3 ตัวบนและเลขท้าย 2 ตัวล่าง งวด 16 ก.ย.69ความลับใต้สายน้ำ: ทำไม “สมบัติทองคำ” ใต้แม่น้ำเจ้าพระยาจึงไม่มีใครแตะต้องได้นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เขาจัดการ "น้ำเสียเคมี" วันละหลายแสนลูกบาศก์เมตรยังไง ก่อนปล่อยลงธรรมชาติ?พนักงานกวาดถนน เงินเดือนเท่าไหร่ เปิดตัวเลขจริงจากประกาศ กทม. และเทศบาล พร้อมดูว่าทำไมค่าจ้างแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน“หลุมดักรถถัง” ที่ชายแดน อวสาน T-59 เขมรจอดเดี้ยงที่ช่องจอมเปิด 5 ห้างที่เงินสะพัดมากที่สุดในไทย อันดับ 1 คนเดินวันละหลักแสนไม่ใช่จีน! ประเทศนี้ส่งคนมาเที่ยวไทยกว่า 4.5 ล้านคน
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
“หลุมดักรถถัง” ที่ชายแดน อวสาน T-59 เขมรจอดเดี้ยงที่ช่องจอมประเทศที่บินเข้าประเทศไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 ของโลกเปิดอีกมุม “สีกาเอ๋” ก่อนเจออดีตหลวงพ่อ เพื่อนเผยชีวิตสุดเคว้ง! สูญเสียสามี ต้องเลี้ยงลูก 3 คนลำพัง ก่อนหันหน้าเข้าวัดประตูกั้นน้ำบางปะกง ทำไมต้องกั้นแยกน้ำจืด-น้ำเค็ม ทั้งที่แม่น้ำยาวสายใหญ่ขนาดนั้น?พนักงานกวาดถนน เงินเดือนเท่าไหร่ เปิดตัวเลขจริงจากประกาศ กทม. และเทศบาล พร้อมดูว่าทำไมค่าจ้างแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ข่าววันนี้
เฉลยอีกมุม! เปิดธุรกิจ “สีกาเอ๋ - สมีโชติ” พบลงทุนหลายประเภท ทั้งโรงงานข้าวสาร-อาหาร-รถขนส่ง เจ้าหน้าที่เร่งตรวจที่มาเงิน"อาร์ต พศุตม์" ลั่น! นั่นมัน "ท่ายากซะด้วย"..โพสต์ภาพฉาวพระดังเสพเมถุนสีกาชาวบ้านไม่แปลกใจ “ทิดโชติ” ฉาวยักยอกเงินวัด ลั่นไม่เคยเห็นบิณฑบาตสมีโชติซ่อนรักสีกาเอ๋นับ 10 ปี กุมขุมทรัพย์ 100 ล้าน
ตั้งกระทู้ใหม่