
ข้อมูล ณ 27 สิงหาคม 2569 | หมวดเสนอ: ข่าววันนี้
ตัวเลข “ส่งออกโต” กับตัวเลข “ดุลการค้า” ไม่ได้ตอบคำถามเดียวกัน การอ่านข่าวเศรษฐกิจให้ครบจึงต้องดูทั้งเงินที่ขายออกไป เงินที่ซื้อเข้ามา และโครงสร้างสินค้าที่อยู่เบื้องหลัง

ตัวเลขที่ออกมาเป็นอย่างไร
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า การส่งออกมีมูลค่า 34,789.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,128,984 ล้านบาท ขยายตัว 21.6% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 25 [1] [2]
หากไม่นับสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ซึ่ง สนค. เรียกว่าเป็นกลุ่ม real sector การส่งออกเดือนกรกฎาคมขยายตัว 23.3% ตัวเลขนี้จึงไม่ใช่การแทนที่ตัวเลขรวม 21.6% แต่เป็นการมองอีกฐานหนึ่งหลังตัดสินค้าบางกลุ่มออก [1]
ภาพรวม 7 เดือนแรกของปี 2569 หรือช่วงมกราคม–กรกฎาคม การส่งออกมีมูลค่า 231,531.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.2% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 266,885.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 37.8% ผลต่างระหว่างสองด้านทำให้ไทยขาดดุลการค้า 35,354.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ [1]
(+21.6%) 38,399.6 ล้านดอลลาร์
(+36.7%) ขาดดุล 3,610.5 ล้านดอลลาร์ มกราคม–กรกฎาคม 2569 231,531.0 ล้านดอลลาร์
(+18.2%) 266,885.5 ล้านดอลลาร์
(+37.8%) ขาดดุล 35,354.5 ล้านดอลลาร์
อ่านตารางแบบสั้นที่สุด: ไทยขายสินค้าออกไปมากขึ้นจริง แต่ในช่วงเวลาเดียวกันก็ซื้อสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการส่งออก จึงยังเกิด “ขาดดุลการค้า”

ทำไมการส่งออกยังโต แม้ไม่ได้โตทุกกลุ่ม
แรงขับสำคัญในเดือนกรกฎาคมมาจากสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งขยายตัว 24.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 28 ในรายละเอียด สินค้าคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบขยายตัว 63.2%; โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 160.3%; แผงวงจรไฟฟ้า 35.2%; เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 21.7%; หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ 47.5% [1]
สนค. เชื่อมโยงภาพรวมดังกล่าวกับความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก นี่คือเหตุผลที่พาดหัวข่าวส่งออกเดือนนี้มักพูดถึงอิเล็กทรอนิกส์ แต่ควรระวังไม่แปลความว่าอุตสาหกรรมไทยทุกประเภทเติบโตเท่ากัน [1] [2]
ด้านสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรรวมกันยัง หดตัว 1.1% โดยสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรหดตัว 3.3% ส่วนสินค้าเกษตรขยายตัว 0.6% สินค้าที่ สนค. ระบุว่าเติบโต ได้แก่ ยางพารา 33.8%, ข้าว 5.3%, อาหารสัตว์เลี้ยง 17.4%, อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 2.9%, ไก่แปรรูป 7.5% และกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง 24.7% [1]
ในทางกลับกัน ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้งหดตัว 4.6%, น้ำตาลทรายหดตัว 34.0% และไก่สดแช่เย็นแช่แข็งหดตัว 24.8% ตัวเลขชุดนี้ช่วยให้เห็นว่า “ส่งออกโต” เป็นภาพรวมที่เกิดจากการถ่วงน้ำหนักของหลายสินค้า ไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกชนิดส่งออกดีพร้อมกัน [1]
ตลาดไหนเป็นแรงส่งหลัก
ตลาดหลักของไทยในเดือนกรกฎาคมขยายตัวรวม 26.9% โดยสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 45.3%, จีน 15.2%, ญี่ปุ่น 21.3%, สหภาพยุโรป 27 ประเทศ 31.5%, อาเซียน 5 ประเทศ 16.8% และกลุ่ม CLMV 13.0% [1]
ตลาดรองขยายตัวรวม 10.1% แต่อัตราไม่ได้เป็นบวกทุกพื้นที่ ออสเตรเลียเพิ่มขึ้น 28.9%, แอฟริกา 11.3%, ลาตินอเมริกา 12.1% และรัสเซียกับกลุ่ม CIS 4.7% ขณะที่เอเชียใต้หดตัว 5.4%, ตะวันออกกลางหดตัว 12.1% และสหราชอาณาจักรหดตัว 10.6% [1]
ภาพนี้มีความหมายเชิงบริบทว่า การเติบโตกระจุกอยู่ในสินค้าและตลาดบางกลุ่ม โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และตลาดหลัก ไม่ควรถูกย่อเป็นประโยคเดียวว่า “เศรษฐกิจไทยดีขึ้นทุกด้าน” หรือ “ผู้ประกอบการทุกจังหวัดได้ประโยชน์เท่ากัน” เพราะข้อมูลชุดนี้ไม่ได้ตอบคำถามนั้น [1] [2]
ส่งออกโต แต่ขาดดุล แปลว่าอะไร
คำว่า ดุลการค้า เป็นการเปรียบเทียบมูลค่าส่งออกกับมูลค่านำเข้าในช่วงเวลาเดียวกัน ถ้านำเข้าสูงกว่าส่งออกจะเกิดการขาดดุล ในเดือนกรกฎาคม ไทยส่งออก 34,789.1 ล้านดอลลาร์ แต่มีการนำเข้า 38,399.6 ล้านดอลลาร์ จึงขาดดุล 3,610.5 ล้านดอลลาร์ [1]
การขาดดุลไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่าเศรษฐกิจ “พัง” และการส่งออกโตไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่าทุกครัวเรือนมีรายได้เพิ่ม เพราะตัวเลขนี้เป็น มูลค่าการค้าสินค้าระหว่างประเทศ ไม่ใช่รายได้สุทธิของประชาชน ไม่ใช่กำไรของบริษัท และไม่ใช่ตัวเลข GDP โดยตรง สิ่งที่อ่านได้จากเอกสารนี้คือโครงสร้างการค้าในช่วงที่รายงาน: สินค้าบางกลุ่มโตแรง ขณะที่มูลค่านำเข้าโตเร็วกว่าในภาพรวม [1]
การแยกสองประโยคนี้ออกจากกันสำคัญต่อการอ่านข่าว เพราะ “ส่งออกโต 21.6%” เป็นสัญญาณว่ามูลค่าสินค้าที่ขายออกนอกประเทศเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วน “ขาดดุล 35,354.5 ล้านดอลลาร์ใน 7 เดือน” เป็นสัญญาณว่ามูลค่าสินค้าที่นำเข้าในช่วงเดียวกันยังสูงกว่า ทั้งสองข้อเป็นจริงพร้อมกันได้ และในข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2569 ก็เกิดขึ้นพร้อมกัน
แล้วคนทั่วไปควรอ่านต่ออย่างไร
ตัวเลขชุดนี้ตอบได้สามเรื่อง ได้แก่ ไทยส่งออกสินค้าได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน, การเติบโตเด่นมาจากสินค้าอุตสาหกรรมและอิเล็กทรอนิกส์บางกลุ่ม, และตลาดหลักหลายแห่งยังขยายตัว แต่ยังตอบไม่ได้ว่าการเติบโตนั้นกระจายไปถึงรายได้ของแรงงานหรือผู้ประกอบการรายย่อยมากน้อยเพียงใด ราคาสินค้าในประเทศจะลดลงหรือไม่ หรือบริษัทใดจะมีกำไรเพิ่มขึ้น
สนค. ระบุว่าช่วงที่เหลือของปีมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนพลังงานผันผวน และผลสรุปมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจเจาะจงเป็นรายประเทศและรายสินค้า [1] สิ่งเหล่านี้เป็น ความเสี่ยงที่หน่วยงานระบุ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และไม่ควรนำไปใช้เป็นคำแนะนำซื้อขายหุ้น ค่าเงิน หรือสินทรัพย์ใด ๆ
สรุปในประโยคเดียว: ข่าวส่งออกเดือนกรกฎาคมมีด้านบวกจริง คือมูลค่าส่งออกโต 21.6% ต่อเนื่องเดือนที่ 25 แต่ภาพ 7 เดือนแรกต้องอ่านคู่กับการนำเข้าที่โตเร็วกว่าจนขาดดุล 35,354.5 ล้านดอลลาร์ และต้องจำไว้ว่าตัวเลขมหภาคนี้บอกทิศทางการค้าของประเทศ ไม่ได้สรุปชีวิตทางเศรษฐกิจของคนทุกกลุ่มในประโยคเดียว
ขอบเขตหลักฐานและข้อจำกัด
บทความนี้ใช้ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของ สนค. ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เป็นหลัก โดยแยกการเติบโตแบบเงินดอลลาร์สหรัฐออกจากตัวเลขเงินบาท และแยกข้อมูลเดือนกรกฎาคมออกจากยอดสะสมมกราคม–กรกฎาคม. ค่าการเติบโต 23.3% หมายถึงการส่งออกกลุ่ม real sector หลังหักน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ไม่ใช่อัตราส่งออกรวม.
ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ใช่การวิเคราะห์ผลกระทบต่อรายได้ครัวเรือน กำไรบริษัท การจ้างงาน GDP ดุลบัญชีเดินสะพัด หรือราคาสินค้าในประเทศ และคำว่า “แรงขับเคลื่อนจาก AI” เป็นคำอธิบายแนวโน้มที่ สนค. ระบุ ไม่ใช่การพิสูจน์ว่ารายได้ทุกธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น.

















