ญี่ปุ่นเจอวิกฤติ “เงินเดือนลวงตา” ค่าจ้างเพิ่ม แต่ทำไมเงินในกระเป๋ากลับไม่เพิ่มตาม
เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจของญี่ปุ่น โดยมีข้อความสะดุดตาว่า “ญี่ปุ่นเจอวิกฤติ เงินเดือนลวงตา ค่าจ้างขึ้น แต่เงินเหลือน้อยลง ชนชั้นกลางกำลังช็อกทรุด ภาษี-ประกันสังคมซ้ำเติม”
อ่านครั้งแรกอาจทำให้หลายคนเข้าใจว่า ญี่ปุ่นกำลังเผชิญสถานการณ์ที่เงินเดือนของประชาชนลดลง ทั้งที่บริษัทต่าง ๆ ประกาศขึ้นค่าจ้าง หรือบางคนอาจตีความไปไกลถึงขั้นว่า “ขึ้นเงินเดือนก็ไม่มีประโยชน์ เพราะรัฐเอาไปหมด”
แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลทางเศรษฐกิจและสถิติของญี่ปุ่นอย่างละเอียดแล้ว เรื่องนี้มีรายละเอียดมากกว่านั้น และที่สำคัญคือ คำว่า “เงินเดือนลวงตา” ไม่ใช่ศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์อย่างเป็นทางการ หากใช้เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่ตัวเลขค่าจ้างในใบเงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่กำลังซื้อหรือเงินที่เหลือสำหรับใช้จ่ายไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
ยิ่งไปกว่านั้น หากนำข้อมูลล่าสุดของปี 2569 มาประกอบ จะพบว่า ภาพของญี่ปุ่นไม่ได้มีเพียงด้านเดียว เพราะในช่วงปี 2569 ค่าจ้างที่แท้จริงของญี่ปุ่นเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นแล้ว ขณะที่ปัญหาค่าครองชีพ รายได้ใช้สอย และการบริโภคของครัวเรือนยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา
ดังนั้น เรื่องนี้จึงน่าสนใจตรงที่ว่า “เงินเดือนเพิ่ม” กับ “ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น” ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป
และนี่อาจเป็นบทเรียนทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจสำหรับคนไทยไม่น้อย
เงินเดือนเพิ่ม ไม่ได้หมายความว่าเงินในกระเป๋าเพิ่มเท่ากัน
ก่อนอื่นต้องแยกคำว่า “ค่าจ้าง” ออกจาก “เงินที่ได้รับจริง”
สมมุติว่าพนักงานคนหนึ่งเคยได้รับเงินเดือน 300,000 เยนต่อเดือน ต่อมาบริษัทปรับขึ้นเป็น 315,000 เยน เท่ากับเงินเดือนเพิ่มขึ้น 15,000 เยน หรือประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์
ถ้ามองเพียงตัวเลขบนใบเงินเดือนก็ถือว่าเป็นข่าวดี
แต่ชีวิตจริงไม่ได้จบลงตรงนั้น
เพราะเงินเดือนที่นายจ้างจ่ายให้ไม่ได้กลายเป็นเงินที่ลูกจ้างสามารถนำกลับบ้านไปใช้ได้ทั้งหมด ยังมีภาษีเงินได้ ภาษีท้องถิ่น ตลอดจนเงินสมทบประกันสังคมและเงินสมทบระบบบำนาญที่ต้องหักออกตามกฎเกณฑ์
กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นเองอธิบายไว้ชัดเจนว่า รายได้จากการทำงานที่ลูกจ้างได้รับจะไม่เท่ากับเงินที่ได้รับจริงหลังหักภาษีและเงินประกันต่าง ๆ แล้ว
พูดง่าย ๆ คือ
เงินเดือน = เงินที่นายจ้างจ่าย
แต่
เงินในบัญชี = เงินเดือน - ภาษี - เงินสมทบต่าง ๆ
และยังมีอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ
เงินในบัญชีที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้แปลว่ากำลังซื้อเพิ่มขึ้น
เพราะหากราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นเร็วกว่าเงินเดือน คนทำงานก็อาจรู้สึกว่า “ได้เงินเดือนเพิ่ม แต่ซื้อของได้น้อยลง”
นี่คือหัวใจสำคัญของคำว่า “เงินเดือนลวงตา”
ตัวเลขค่าจ้างญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่?
คำตอบคือ เพิ่มขึ้นจริง
และตรงนี้ต้องแก้ความเข้าใจที่อาจเกิดจากการอ่านภาพเพียงอย่างเดียวเสียก่อน
ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการญี่ปุ่นระบุว่า ในปี 2568 ค่าจ้างเงินสดรวมของลูกจ้างประจำโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ขณะที่ค่าจ้างที่แท้จริงยังได้รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อ
ข้อมูลของสถาบันนโยบายแรงงานและการฝึกอบรมแห่งญี่ปุ่น ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากกระทรวงฯ ระบุว่า ปี 2568 ค่าจ้างเงินสดรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 2.3% แต่ค่าจ้างที่แท้จริงเมื่อปรับด้วยดัชนีราคาผู้บริโภคบางมาตรวัดยังติดลบ
ดังนั้น หากถามว่า
“ญี่ปุ่นขึ้นเงินเดือนจริงไหม?”
คำตอบคือ จริง
แต่ถ้าถามว่า
“ขึ้นเงินเดือนแล้วคนญี่ปุ่นมีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้นทันทีหรือไม่?”
คำตอบคือ ไม่เสมอไป
เพราะต้องนำเงินเฟ้อมาคำนวณด้วย
และนี่เป็นจุดที่คนทั่วไปมักมองข้าม
ปี 2568 เงินเดือนเพิ่ม แต่รายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนยังถูกกดดัน
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติญี่ปุ่นมีตัวเลขที่น่าสนใจมาก
ในปี 2568 ครัวเรือนที่มีคนทำงานตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 653,901 เยน เพิ่มขึ้น 2.8% ในแง่ตัวเงิน
ฟังดูดีใช่หรือไม่?
แต่เมื่อปรับด้วยเงินเฟ้อแล้ว รายได้ดังกล่าว ลดลง 0.9% ในแง่ที่แท้จริง เมื่อเทียบกับปีก่อน
ตัวเลขนี้อธิบายคำว่า “เงินเดือนเพิ่ม แต่รู้สึกจนลง” ได้ค่อนข้างดี
เพราะสิ่งที่ประชาชนสนใจในชีวิตประจำวันไม่ได้มีเพียงคำถามว่า
“ปีนี้ได้เงินเดือนเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์?”
แต่เป็นคำถามว่า
“หลังจากซื้ออาหาร จ่ายค่าไฟ ค่าเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัย ค่าประกัน และค่าใช้จ่ายประจำแล้ว ยังเหลือเงินเท่าไร?”
นี่ต่างหากคือสิ่งที่สะท้อนคุณภาพชีวิตของครอบครัว
แล้วคำว่า “เงินเดือนลวงตา” เกิดขึ้นได้อย่างไร?
ลองนึกภาพง่าย ๆ
เมื่อก่อนหาเงินได้ 300,000 เยน ซื้ออาหารและของใช้ในบ้านเดือนหนึ่ง 100,000 เยน เหลือเงิน 200,000 เยนสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นและการออม
ต่อมาบริษัทขึ้นเงินเดือนเป็น 315,000 เยน
แต่ราคาสินค้าต่าง ๆ เพิ่มขึ้นจนค่าใช้จ่ายประจำกลายเป็น 110,000 หรือ 115,000 เยน ขณะเดียวกันภาษีและเงินสมทบต่าง ๆ ก็ถูกหักเพิ่มขึ้นตามฐานรายได้
สุดท้ายเงินที่เหลือจริงอาจเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย หรือบางครอบครัวอาจแทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง
นี่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทขึ้นเงินเดือน “หลอก” ลูกจ้าง
แต่หมายความว่า ค่าจ้างในรูปตัวเงินกับกำลังซื้อของประชาชนเป็นคนละเรื่องกัน
ในทางเศรษฐศาสตร์จึงมีความสำคัญอย่างมากที่จะต้องดู “ค่าจ้างที่แท้จริง” ซึ่งเป็นการนำค่าจ้างไปปรับด้วยระดับราคา
ถ้าเงินเดือนเพิ่ม 3%
แต่ราคาสินค้าเพิ่ม 4%
ในทางกำลังซื้อ คนทำงานไม่ได้รวยขึ้น 3%
ตรงกันข้าม กำลังซื้อยังมีโอกาสลดลง
นี่คือเหตุผลที่บางคนได้รับเงินเดือนเพิ่ม แต่กลับรู้สึกว่าใช้ชีวิตยากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ปี 2569 มีข่าวดีที่ต้องพูดให้ครบ
ตรงนี้ผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าเขียนเพียงว่า “ญี่ปุ่นเงินเดือนเพิ่มแต่เงินเหลือน้อยลง” โดยไม่พูดถึงข้อมูลล่าสุด ก็อาจทำให้ภาพรวมคลาดเคลื่อนได้
ข้อมูลล่าสุดของญี่ปุ่นในปี 2569 ระบุว่า สถานการณ์ค่าจ้างที่แท้จริงเริ่มดีขึ้น
ข้อมูลที่รวบรวมโดยสถาบันนโยบายแรงงานและการฝึกอบรมแห่งญี่ปุ่น ระบุว่า ในเดือนมกราคม 2569 ค่าจ้างที่แท้จริงเพิ่มขึ้น 0.7% จากปีก่อน เดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้น 2.0% เดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 1.4% เดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 2.0% และเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อใช้มาตรวัดค่าจ้างที่ปรับด้วยดัชนีราคาผู้บริโภคทุกหมวด
ส่วนข้อมูลเดือนมิถุนายน 2569 ระบุว่า ค่าจ้างเงินสดรวมเพิ่มขึ้น 3.4% และค่าจ้างที่แท้จริงเพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6
ดังนั้น ภาพปัจจุบันจึงไม่ใช่
“ญี่ปุ่นขึ้นเงินเดือน แต่ค่าจ้างที่แท้จริงลดลงตลอดเวลา”
อีกต่อไป
แต่ควรพูดให้ถูกต้องว่า
ญี่ปุ่นผ่านช่วงเวลาที่ค่าจ้างเพิ่มไม่ทันราคาสินค้า และในปี 2569 ค่าจ้างที่แท้จริงเริ่มฟื้นตัว ขณะที่ภาระค่าครองชีพและรายจ่ายครัวเรือนยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม
นี่คือภาพที่ตรงกับข้อมูลมากกว่า
แล้วทำไมคนญี่ปุ่นยังรู้สึกว่าเงินไม่พอ?
คำตอบไม่ได้อยู่ที่เงินเดือนอย่างเดียว
แต่ต้องมองทั้งระบบ
ประการแรกคือ ราคาสินค้า
ต่อให้ค่าจ้างเพิ่ม แต่ถ้าราคาอาหาร ค่าไฟ ค่าบริการ และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นตาม คนธรรมดาย่อมรู้สึกว่าเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นมากนัก
สำนักงานสถิติญี่ปุ่นรายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคของญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคม 2569 เพิ่มขึ้น 1.9% จากปีก่อน
แม้อัตราเงินเฟ้อจะลดความร้อนแรงลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า แต่ราคาสินค้าจำนวนมากไม่ได้ย้อนกลับไปอยู่ที่ราคาเดิม
นี่เป็นเรื่องที่หลายคนไม่ค่อยนึกถึง
เงินเฟ้อลดลงไม่ได้หมายความว่า “ของถูกลง”
แต่โดยทั่วไปหมายถึง ของยังแพงขึ้น เพียงแต่แพงช้าลง
ดังนั้นครอบครัวที่เคยเจอกับราคาสินค้าที่สูงขึ้นแล้ว ยังคงต้องใช้เงินในระดับใหม่ต่อไป
เงินเดือนเพิ่ม แต่ค่าครองชีพไม่ย้อนกลับ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมประชาชนจึงอาจยังรู้สึกกดดัน แม้ตัวเลขค่าจ้างเริ่มดีขึ้น
สมมุติว่าเมื่อ 3 ปีก่อน อาหารมื้อหนึ่งราคา 700 เยน
วันนี้ราคา 800 เยน
ต่อให้เงินเดือนเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ถ้ารายจ่ายอื่น ๆ ก็เพิ่มขึ้นพร้อมกัน คนทำงานย่อมรู้สึกว่าเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้มีเงินเหลืออย่างที่คิด
เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของญี่ปุ่นประเทศเดียว
แต่เป็นปัญหาที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ
เพียงแต่ญี่ปุ่นมีลักษณะเฉพาะ เพราะประเทศนี้ผ่านช่วงเวลาที่ยาวนานของเงินเฟ้อต่ำและค่าจ้างเติบโตไม่มาก ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงที่ราคาสินค้าและค่าจ้างเริ่มขยับขึ้นพร้อมกันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงรู้สึกชัดเจนกว่าประเทศที่ประชาชนคุ้นเคยกับเงินเฟ้ออยู่แล้ว
อีกตัวการที่มองไม่เห็นง่าย ๆ คือ “เงินหักจากเงินเดือน”
หลายคนเวลาพูดถึงเงินเดือน มักพูดถึงตัวเลขก่อนหัก
แต่ครัวเรือนต้องดำรงชีวิตด้วยเงินหลังหัก
นี่คือความแตกต่างระหว่าง “รายได้” กับ “รายได้ใช้สอย”
กระทรวงการคลังญี่ปุ่นอธิบายแนวคิดรายได้ใช้สอยว่าเป็นรายได้หลังจากหักภาษีและเงินสมทบประกันสังคมออกแล้ว
ดังนั้น หากเงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่เงินที่ถูกหักเพิ่มขึ้นตาม หรือค่าใช้จ่ายประจำเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าครอบครัวจะมีเงินเหลือเพิ่มขึ้นมากนัก
ในชีวิตจริงคนไม่ได้เอา “เงินเดือนขั้นต้น” ไปซื้อข้าว
แต่เอา “เงินที่เหลือหลังหักต่าง ๆ” ไปซื้อข้าว
จุดนี้เองที่ทำให้ความรู้สึกของประชาชนแตกต่างจากตัวเลขเศรษฐกิจบนหน้ากระดาษ
ประกันสังคมคือภาระที่ไม่ควรมองข้าม
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างชัดเจน
เมื่อประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น ความต้องการด้านบำนาญ การรักษาพยาบาล และการดูแลระยะยาวก็เพิ่มขึ้นตาม
ระบบสวัสดิการเหล่านี้มีต้นทุน
และหนึ่งในแหล่งเงินสำคัญก็คือระบบประกันสังคม
กระทรวงการคลังญี่ปุ่นระบุว่า งบประมาณด้านประกันสังคมในปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ประมาณ 39.1 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้นจากประมาณ 38.3 ล้านล้านเยนในปีก่อน
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาระด้านสวัสดิการสังคมยังเป็นรายจ่ายขนาดใหญ่มากของรัฐบาลญี่ปุ่น
และเมื่อรายจ่ายด้านสวัสดิการเพิ่มขึ้น ระบบก็จำเป็นต้องมีแหล่งเงินมารองรับ
นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ญี่ปุ่นต้องบริหารให้สมดุล
เพราะถ้าเก็บจากคนทำงานมากเกินไป ก็อาจทำให้รายได้ใช้สอยลดลง
แต่ถ้าเก็บน้อยเกินไป รัฐก็อาจมีปัญหาในการดูแลผู้สูงอายุและระบบสวัสดิการ
นี่คือโจทย์ใหญ่ของประเทศที่กำลังแก่ตัว
ผู้เขียนมองว่า เรื่องนี้สำคัญกว่าประเด็น “ขึ้นเงินเดือนหรือไม่” เสียอีก
เพราะญี่ปุ่นกำลังเผชิญโจทย์สามด้านพร้อมกัน
หนึ่ง คนทำงานต้องการค่าจ้างที่สูงขึ้น
สอง บริษัทต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันและควบคุมต้นทุน
สาม รัฐต้องดูแลสวัสดิการของประชากรสูงวัย
ทั้งสามเรื่องเกี่ยวข้องกันหมด
ถ้าบริษัทขึ้นค่าจ้าง แต่ผลิตภาพไม่ได้เพิ่มเพียงพอ ต้นทุนอาจถูกผลักไปยังราคาสินค้า
ถ้ารัฐเพิ่มภาษีและเงินสมทบมากเกินไป เงินในมือประชาชนก็ลดลง
ถ้ารัฐลดภาระมากเกินไป งบประมาณสำหรับผู้สูงอายุและบริการสาธารณะก็อาจได้รับผลกระทบ
จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ชนชั้นกลางจึงเป็นกลุ่มที่น่าจับตา
คำว่า “ชนชั้นกลาง” ในบทความเกี่ยวกับญี่ปุ่นมักถูกพูดถึงมาก เพราะคนกลุ่มนี้อยู่ตรงกลางระหว่างผู้มีรายได้น้อยกับผู้มีรายได้สูง
คนกลุ่มนี้มีงาน มีรายได้ และมีความสามารถในการจับจ่าย
แต่ในขณะเดียวกันก็มีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก
ทั้งบ้าน รถ ค่าเล่าเรียนบุตร ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค เงินออม และภาษี
ดังนั้นเมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยหลายรายการพร้อมกัน ผลกระทบจึงสะสมเป็นจำนวนมาก
ข้อมูลสำนักงานสถิติญี่ปุ่นระบุว่า ในปี 2567 รายได้ใช้สอยเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนคนทำงานอยู่ในระดับสูงสุดในกลุ่มหัวหน้าครัวเรือนวัย 40 ปีที่ประมาณ 571,000 เยน ตามด้วยวัย 50 ปีประมาณ 569,251 เยน และวัย 30 ปีประมาณ 520,482 เยน
ตัวเลขนี้ทำให้เห็นภาพอีกอย่างหนึ่งว่า ช่วงวัย 40-50 ปีเป็นช่วงที่ครัวเรือนมีรายได้สูง แต่ก็เป็นวัยที่ภาระครอบครัวจำนวนมากมักเข้ามาพร้อมกัน
จึงไม่แปลกที่การเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพจะสร้างแรงกดดันอย่างมาก
คนวัย 50ขึ้นไปของญี่ปุ่นอาจมองเรื่องนี้ต่างจากคนหนุ่มสาว
เรื่องนี้ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ
เพราะคนแต่ละวัยมีภาระทางการเงินไม่เหมือนกัน
คนหนุ่มสาวอาจกำลังเริ่มทำงาน เริ่มสร้างครอบครัว และเริ่มผ่อนบ้าน
คนวัย 40-50 ปีอาจต้องรับผิดชอบทั้งลูกและพ่อแม่
ส่วนคนวัยเกษียณอาจพึ่งพาเงินบำนาญเป็นหลัก
ดังนั้น แม้เศรษฐกิจจะประกาศว่า “ค่าจ้างเพิ่มขึ้น” แต่ผลที่เกิดขึ้นกับแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน
สำหรับคนทำงานที่เงินเดือนเพิ่ม 5% แต่มีค่าเลี้ยงดูลูกเพิ่ม 10% ชีวิตอาจไม่ได้ดีขึ้น
สำหรับคนโสดที่ไม่มีภาระครอบครัวมาก ผลอาจต่างออกไป
สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่ได้มีรายได้จากการทำงาน การขึ้นค่าจ้างแรงงานแทบไม่ได้ช่วยโดยตรง
นี่คือเหตุผลว่าทำไมตัวเลขเศรษฐกิจเพียงตัวเดียวจึงไม่สามารถบอกความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศได้
อีกปัญหาคือ “รายได้เฉลี่ย” ไม่เท่ากับเงินเดือนของทุกคน
เวลามีข่าวว่าเงินเดือนเฉลี่ยของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น คนอ่านอาจเข้าใจว่าคนญี่ปุ่นทุกคนได้เงินเพิ่มในระดับเดียวกัน
แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น
ค่าเฉลี่ยเป็นเพียงค่าเฉลี่ย
บริษัทขนาดใหญ่กับบริษัทขนาดเล็กอาจขึ้นเงินเดือนต่างกัน
พนักงานประจำกับพนักงานชั่วคราวอาจได้รับผลต่างกัน
คนทำงานในอุตสาหกรรมที่มีความต้องการแรงงานสูงอาจได้ขึ้นเงินเดือนมากกว่าอาชีพอื่น
ดังนั้นจึงเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า
“เศรษฐกิจดีขึ้นในตัวเลข แต่คนบางกลุ่มยังไม่รู้สึกว่าดีขึ้น”
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ระบุว่า การเจรจาค่าจ้างของญี่ปุ่นในปี 2568 มีการขึ้นค่าจ้างรวมเฉลี่ย 5.25% ซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ และผลเบื้องต้นของการเจรจาค่าจ้างปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 5.1% สำหรับค่าจ้างรวม และ 3.5% สำหรับค่าจ้างพื้นฐาน
นี่เป็นสัญญาณที่ดี
แต่ OECD ก็ชี้ให้เห็นเช่นกันว่าในปี 2568 เงินเฟ้อสูงทำให้การเติบโตของรายได้ใช้สอยและการบริโภคที่แท้จริงถูกจำกัด
พูดง่าย ๆ คือ
ญี่ปุ่นกำลังขึ้นเงินเดือนจริง แต่การทำให้ประชาชน “รู้สึกรวยขึ้น” เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แล้วญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่วิกฤติหรือไม่?
ถ้าถามผู้เขียนตรง ๆ ผู้เขียนไม่อยากใช้คำว่า “ญี่ปุ่นล่มสลาย” หรือ “ญี่ปุ่นเข้าสู่วิกฤติครั้งใหญ่” จากข้อมูลเพียงเท่านี้
เพราะยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสรุปเช่นนั้น
ญี่ปุ่นยังมีตลาดแรงงานที่ค่อนข้างตึงตัว
ค่าจ้างกำลังปรับตัวสูงขึ้น
ค่าจ้างที่แท้จริงในปี 2569 เริ่มฟื้นตัว
และเศรษฐกิจยังเดินหน้าอยู่
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ไม่ควรประมาท
เพราะข้อมูลล่าสุดด้านเศรษฐกิจมหภาคสะท้อนว่าการบริโภคภาคครัวเรือนยังเป็นจุดที่ต้องจับตา
รายงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2569 ระบุว่า การเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอลงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด โดยการบริโภคภาคเอกชนลดลงเล็กน้อย และการลงทุนภาคเอกชนก็ลดลงเช่นกัน
นั่นหมายความว่า แม้ค่าจ้างจะฟื้นตัว แต่ประชาชนยังไม่ได้เร่งใช้จ่ายจนกลายเป็นแรงส่งทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่
นี่ต่างหากคือเรื่องที่น่าสนใจ
ทำไมคนได้เงินเพิ่ม แต่ยังไม่กล้าใช้?
เหตุผลหนึ่งคือ “ความไม่แน่นอน”
ถ้าครอบครัวไม่แน่ใจว่าปีหน้าค่าอาหารจะขึ้นอีกหรือไม่
ไม่แน่ใจว่าค่ารักษาพยาบาลจะเป็นอย่างไร
ไม่แน่ใจว่าค่าประกันจะเพิ่มหรือไม่
ไม่แน่ใจว่าบุตรจะต้องใช้เงินเรียนอีกเท่าไร
คนจำนวนหนึ่งก็จะเลือกเก็บเงินไว้ก่อน
ต่อให้เงินเดือนเพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำเงินทั้งหมดไปซื้อของใหม่
นี่คือพฤติกรรมทางเศรษฐกิจที่เข้าใจได้
เพราะคนเราจะตัดสินใจใช้เงินจาก “ความมั่นใจในอนาคต” ไม่ใช่จากเงินเดือนเดือนนี้เพียงอย่างเดียว
ญี่ปุ่นจึงต้องทำมากกว่า “ขึ้นเงินเดือน”
นี่คือประเด็นที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจที่สุด
การขึ้นเงินเดือนเป็นเรื่องดี
แต่หากต้องการให้ประชาชนรู้สึกว่าคุณภาพชีวิตดีขึ้นจริง รัฐบาลและภาคธุรกิจจำเป็นต้องทำให้ รายได้จริงเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน
ไม่ใช่เพียงเพิ่มเงินเดือนในตัวเลข
แต่ต้องทำให้ค่าจ้างเพิ่มเร็วกว่าราคาสินค้าในระยะที่เหมาะสม
ต้องเพิ่มผลิตภาพแรงงาน
ต้องสร้างโอกาสให้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถขึ้นค่าจ้างได้
ต้องดูแลภาระภาษีและประกันสังคมไม่ให้หนักจนเกินไป
และต้องสร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืนสำหรับสังคมสูงวัย
องค์การ OECD มองว่าการเติบโตของค่าจ้างที่แท้จริงและรายได้ใช้สอยมีความสำคัญต่อการทำให้การบริโภคของครัวเรือนฟื้นตัวอย่างยั่งยืน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เศรษฐกิจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยตัวเลขเงินเดือนอย่างเดียว
แต่ขับเคลื่อนด้วย กำลังซื้อของประชาชน
บทเรียนจากญี่ปุ่นที่ประเทศไทยควรจับตา
ผู้เขียนเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยเลย
ประเทศไทยเองกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วเช่นกัน
เมื่อผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ภาระด้านสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ และระบบสวัสดิการย่อมเพิ่มขึ้นตาม
ขณะเดียวกัน คนวัยทำงานก็ต้องรับผิดชอบทั้งตัวเอง ครอบครัว ลูก และบางครั้งต้องดูแลพ่อแม่ที่สูงอายุด้วย
หากค่าจ้างเพิ่มขึ้น แต่ค่าครองชีพเพิ่มเร็วกว่า
หากเงินเดือนเพิ่ม แต่ภาระรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นมากกว่า
หากรายได้เพิ่ม แต่เงินเหลือออมกลับลดลง
สุดท้ายประชาชนก็อาจรู้สึกเหมือนเดิมว่า
“ทำไมทำงานหนักขึ้น แต่กลับมีเงินเหลือน้อยลง?”
นี่คือคำถามที่ไม่ควรมองข้าม
“เงินเดือนสูง” ไม่เท่ากับ “ชีวิตดี”
ผู้เขียนคิดว่าความเข้าใจเรื่องนี้มีความสำคัญมากสำหรับคนวัยทำงาน โดยเฉพาะคนวัย 40-50 ปีขึ้นไป
เพราะในวัยนี้สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่รายได้เท่าไร
แต่ต้องถามด้วยว่า
มีหนี้เท่าไร
มีเงินออมเท่าไร
ค่าใช้จ่ายต่อเดือนเท่าไร
ต้องส่งลูกเรียนอีกกี่ปี
ต้องดูแลพ่อแม่หรือไม่
มีประกันสุขภาพหรือไม่
และหากหยุดทำงานในวันหนึ่ง จะมีเงินเพียงพอหรือไม่
บางคนได้เงินเดือน 50,000 บาท แต่มีหนี้เดือนละ 30,000 บาท
อีกคนได้เงินเดือน 40,000 บาท แต่ไม่มีหนี้และมีเงินออม
ใครมีฐานะทางการเงินแข็งแรงกว่ากัน?
คำตอบย่อมไม่ได้ดูจากเงินเดือนเพียงตัวเดียว
นี่เป็นหลักเดียวกับกรณีของญี่ปุ่น
“เงินเหลือ” ต่างหากที่สะท้อนชีวิตจริง
สำนักงานสถิติญี่ปุ่นมีตัวเลขที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับรายได้ใช้สอย เพราะรายได้ใช้สอยเป็นเงินที่เหลือหลังจากหักรายการที่ไม่ใช่การบริโภค เช่น ภาษีและเงินสมทบประกันสังคมแล้ว
นี่คือเหตุผลที่นักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้ดูเฉพาะรายได้ขั้นต้น
แต่ต้องดูว่า หลังจากจ่ายภาระต่าง ๆ แล้ว ครัวเรือนยังมีเงินเหลือเท่าไร
และเมื่อเงินที่เหลือนั้นถูกนำไปซื้ออาหาร ที่อยู่อาศัย พลังงาน การเดินทาง การศึกษา และการรักษาพยาบาลแล้ว เหลือเงินสำหรับการออมและสร้างความมั่นคงมากน้อยเพียงใด
หากรายได้เพิ่ม แต่เงินออมไม่เพิ่ม
หากรายได้เพิ่ม แต่หนี้เพิ่มเร็วกว่า
หากรายได้เพิ่ม แต่กำลังซื้อลดลง
ก็ยากที่จะบอกได้เต็มปากว่า “ฐานะของครัวเรือนดีขึ้น”
ที่น่าห่วงกว่าคือ หากประชาชนหมดกำลังซื้อ
เศรษฐกิจประเทศจะพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศอย่างมาก
เมื่อประชาชนไม่มีเงินเหลือ ก็จะเริ่มลดการใช้จ่าย
ร้านอาหารอาจขายได้น้อยลง
ร้านค้าขายของได้น้อยลง
ธุรกิจบางประเภทชะลอการลงทุน
เมื่อธุรกิจชะลอ การจ้างงานและการขึ้นค่าจ้างในอนาคตก็อาจได้รับผลกระทบ
จึงเกิดวงจรที่น่ากังวล
รายได้ไม่เพิ่ม → ลดการใช้จ่าย → ธุรกิจขายของได้น้อย → เศรษฐกิจชะลอ → การขึ้นค่าจ้างทำได้ยาก
นี่เป็นเหตุผลที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการทำให้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและกระจายไปยังบริษัทขนาดเล็กด้วย
แต่การขึ้นค่าจ้างอย่างเดียวก็ไม่ใช่ยาวิเศษ
ผู้เขียนเห็นว่าเรื่องนี้ต้องพูดกันตรง ๆ
ถ้าบริษัทขึ้นเงินเดือนเพียงเพราะถูกกดดัน แต่ไม่ได้เพิ่มผลิตภาพ ผลลัพธ์อาจกลายเป็นต้นทุนที่สูงขึ้น
สุดท้ายต้นทุนเหล่านั้นอาจสะท้อนกลับไปยังราคาสินค้า
คนทำงานจึงได้เงินเพิ่ม
แต่ต้องจ่ายของแพงขึ้น
สุดท้ายก็กลับมาอยู่ที่เดิม
การขึ้นค่าจ้างที่ดีจึงควรเกิดจากเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงขึ้น ธุรกิจสร้างมูลค่าได้มากขึ้น และสามารถแบ่งผลประโยชน์กลับไปยังแรงงานได้มากขึ้น
นี่เป็นเรื่องที่ญี่ปุ่นกำลังพยายามผลักดัน
และเป็นเรื่องที่ประเทศไทยเองก็ควรเรียนรู้
ภาพที่เห็นจึงไม่ควรอ่านเพียงว่า “ญี่ปุ่นกำลังจนลง”
ผู้เขียนอยากย้ำตรงนี้อีกครั้ง
ข้อความในภาพที่ว่า
“ญี่ปุ่นเจอวิกฤติ เงินเดือนลวงตา ค่าจ้างขึ้น แต่เงินเหลือน้อยลง”
มีแก่นเรื่องที่น่าสนใจและสอดคล้องกับปัญหาเชิงโครงสร้างบางส่วน แต่ไม่ควรนำไปตีความว่า คนญี่ปุ่นทุกคนกำลังมีรายได้น้อยลง หรือค่าจ้างจริงกำลังลดลงในปี 2569
เพราะข้อมูลล่าสุดกลับแสดงว่า ค่าจ้างที่แท้จริงของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2569 และเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ขณะเดียวกัน ข้อมูลทั้งปี 2568 ก็แสดงให้เห็นว่า รายได้ของครัวเรือนคนทำงานเพิ่มขึ้นในรูปตัวเงิน แต่ลดลง 0.9% เมื่อปรับเงินเฟ้อ
ดังนั้น ความจริงอยู่ตรงกลาง
ญี่ปุ่นไม่ได้อยู่ในภาวะ “เงินเดือนลดลงทั้งหมด”
แต่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากยุคค่าจ้างต่ำและเงินเฟ้อต่ำ ไปสู่ยุคที่ค่าจ้างสูงขึ้นพร้อมกับค่าครองชีพและภาระทางสังคมที่เพิ่มขึ้น
นี่เป็นช่วงเวลาที่บริหารยากมาก
ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า คำว่า “เงินเดือนลวงตา” แม้จะไม่ใช่คำศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นคำที่ช่วยให้คนทั่วไปเข้าใจปัญหาได้ง่าย
เพราะในชีวิตจริง สิ่งที่คนทำงานสนใจไม่ใช่เพียงว่าเงินเดือนขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์
แต่สนใจว่า
“สิ้นเดือนแล้วเหลือเท่าไร?”
หากบริษัทประกาศขึ้นเงินเดือน 5% แต่ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน ภาษี และเงินสมทบต่าง ๆ เพิ่มขึ้นจนเงินที่เหลือเพิ่มเพียงเล็กน้อย คนธรรมดาก็ย่อมรู้สึกว่าไม่ได้ดีขึ้นมากนัก
และหากคนวัยทำงานรู้สึกเช่นนี้เป็นวงกว้าง ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ครัวเรือน
มันจะลามไปถึงการจับจ่าย การซื้อบ้าน การแต่งงาน การมีลูก การออม และการลงทุน
สุดท้ายกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
ผู้เขียนจึงมองว่า สิ่งที่ญี่ปุ่นต้องการไม่ใช่เพียง “เงินเดือนที่สูงขึ้น”
แต่ต้องการ “เงินเดือนที่สูงขึ้นเร็วกว่าค่าครองชีพ พร้อมกับเงินเหลือหลังหักภาษีและประกันสังคมที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตและการออม”
สองเรื่องนี้ต่างกันอย่างมาก
ถ้าเงินเดือนเพิ่ม แต่เงินออมไม่เพิ่ม ก็ยังน่าห่วง
คนวัย 50น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุด
เพราะเมื่ออายุมากขึ้น เราจะรู้ว่าเงินเดือนสูงอย่างเดียวไม่ได้สร้างความมั่นคง
สิ่งสำคัญคือเงินที่เก็บได้
หากทำงานมาทั้งชีวิต เงินเดือนเพิ่มทุกปี แต่ไม่มีเงินเหลือเก็บ
เมื่อถึงวัยเกษียณก็อาจเกิดปัญหา
ในทางกลับกัน หากรายได้เพิ่มไม่มาก แต่สามารถควบคุมรายจ่าย มีเงินออม มีทรัพย์สิน และไม่มีหนี้ก้อนใหญ่ ชีวิตหลังเกษียณก็อาจมั่นคงกว่า
ดังนั้น เรื่องญี่ปุ่นครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเศรษฐกิจญี่ปุ่น
แต่เป็นเรื่องที่สอนเราว่า
อย่าดูเพียงตัวเลขรายได้ ต้องดูเงินเหลือและกำลังซื้อด้วย
ญี่ปุ่นกำลังเดินมาถึงทางแยกสำคัญ
หนึ่งทางคือ หากค่าจ้างเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเร็วกว่าราคา ประชาชนจะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น
เมื่อประชาชนมีกำลังซื้อ ธุรกิจขายของได้มากขึ้น
เมื่อธุรกิจมีกำไร ก็สามารถขึ้นค่าจ้างและลงทุนเพิ่มได้
เกิดวงจรเศรษฐกิจที่ดี
แต่ถ้าค่าจ้างเพิ่มไม่ทันค่าครองชีพ
ประชาชนจะระมัดระวังการใช้จ่าย
การบริโภคจะอ่อนแอ
ธุรกิจก็อาจไม่กล้าลงทุนหรือขึ้นค่าจ้างมาก
และเศรษฐกิจก็จะกลับเข้าสู่วงจรเดิม
นี่คือเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลญี่ปุ่น ธนาคารกลาง บริษัท และสหภาพแรงงานต่างจับตาเรื่องค่าจ้างอย่างใกล้ชิด
และนี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับประเทศไทย
ผู้เขียนเห็นว่า ประเทศไทยควรศึกษาเรื่องนี้เอาไว้ตั้งแต่วันนี้
เพราะประเทศไทยเองก็ต้องเผชิญกับสังคมสูงวัยมากขึ้น
คนวัยทำงานมีภาระดูแลผู้สูงอายุ
รัฐมีภาระด้านสวัสดิการเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ก็ต้องการรายได้ที่สูงขึ้นเพื่อรับมือกับค่าครองชีพ
ถ้าเราแก้ปัญหาด้วยการขึ้นเงินเดือนเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้เพิ่มผลิตภาพ ไม่ได้ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และไม่ได้สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน สุดท้ายปัญหาอาจย้อนกลับมาในรูปของราคาสินค้าที่แพงขึ้นหรือภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น
สิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่ถามเพียงว่า
“จะขึ้นเงินเดือนเท่าไร?”
แต่ควรถามว่า
“ทำอย่างไรให้คนทำงานมีรายได้เพิ่มขึ้นจริง มีเงินเหลือจริง และมีความมั่นคงเมื่อถึงวัยเกษียณ?”
คำถามนี้สำคัญกว่ามาก
สรุปแล้ว “เงินเดือนลวงตา” จริงหรือไม่?
ถ้าจะตอบอย่างตรงไปตรงมา ผู้เขียนขอสรุปว่า
มีส่วนจริงในแง่ของปรากฏการณ์ แต่ไม่ควรนำไปใช้เหมารวมว่าคนญี่ปุ่นทุกคนกำลังมีเงินเดือนลดลงหรือกำลังยากจนลง
ญี่ปุ่นมีการขึ้นค่าจ้างจริง
ปี 2568 การขึ้นค่าจ้างมีความชัดเจนมากขึ้น
ปี 2569 ค่าจ้างที่แท้จริงเริ่มฟื้นตัว และข้อมูลเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6
แต่ขณะเดียวกัน ครัวเรือนญี่ปุ่นยังต้องรับมือกับค่าครองชีพ ภาษี เงินสมทบประกันสังคม และรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น
ข้อมูลปี 2568 จึงสะท้อนภาพที่น่าสนใจมาก คือ รายได้ครัวเรือนในรูปตัวเงินเพิ่ม 2.8% แต่เมื่อปรับเงินเฟ้อกลับลดลง 0.9%
นี่คือความแตกต่างระหว่าง
“ได้เงินมากขึ้น”
กับ
“มีกำลังซื้อมากขึ้น”
สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน
และสำหรับผู้เขียนแล้ว นี่คือบทเรียนที่สำคัญที่สุดจากเรื่องนี้
เพราะสุดท้ายแล้ว คนเราทำงานไม่ได้ทำเพื่อให้ตัวเลขเงินเดือนบนกระดาษสวยขึ้น
แต่ทำงานเพื่อให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น
มีเงินกิน
มีเงินจ่าย
มีเงินเก็บ
มีเงินรักษาตัวเมื่อเจ็บป่วย
มีเงินส่งลูกเรียน
และเมื่อถึงวันที่ต้องหยุดทำงาน ก็ยังมีเงินพอที่จะใช้ชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรี
เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องดี แต่เงินที่เหลือหลังหักทุกอย่างและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นต่างหาก คือสิ่งที่บอกได้ว่าคนธรรมดา “ดีขึ้นจริง” หรือไม่
และนี่อาจเป็นคำถามที่ญี่ปุ่นกำลังพยายามหาคำตอบอยู่ในเวลานี้
แหล่งที่มาของข้อมูล :
-
กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการญี่ปุ่น — ข้อมูลการสำรวจค่าจ้างรายเดือน และข้อมูลค่าจ้างที่แท้จริงของปี 2568-2569
-
สถาบันนโยบายแรงงานและการฝึกอบรมแห่งญี่ปุ่น — ตารางค่าจ้างเงินสดและค่าจ้างที่แท้จริงรายเดือน ซึ่งแสดงการฟื้นตัวของค่าจ้างที่แท้จริงในช่วงต้นปี 2569 และเดือนมิถุนายน 2569
-
สำนักงานสถิติญี่ปุ่น — ผลสำรวจรายได้และรายจ่ายครัวเรือนปี 2568 ระบุว่ารายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนคนทำงานเพิ่มขึ้น 2.8% ในรูปตัวเงิน แต่ลดลง 0.9% เมื่อปรับเงินเฟ้อ
-
สำนักงานสถิติญี่ปุ่น — ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคและตัวชี้วัดเศรษฐกิจล่าสุดของญี่ปุ่น
-
กระทรวงการคลังญี่ปุ่น — ข้อมูลงบประมาณปีงบประมาณ 2569 โดยงบประมาณด้านประกันสังคมอยู่ที่ประมาณ 39.1 ล้านล้านเยน
-
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) — รายงานภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นปี 2569 ซึ่งกล่าวถึงการเร่งตัวของค่าจ้าง การเจรจาค่าจ้างปี 2568-2569 และข้อจำกัดจากเงินเฟ้อที่มีต่อรายได้ใช้สอยและการบริโภค
-
สำนักข่าวรอยเตอร์ — รายงานข้อมูลค่าจ้างที่แท้จริงของญี่ปุ่นเดือนมิถุนายน 2569 และภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2569
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
ไชรหัสเลข ขุนพันธุ์ นำโชค 1/9/69
TikTok ยอมจ่าย 400 ล้านดอลลาร์! คดีข้อมูลเด็กสะเทือนวงการโซเชียลฯ
มือถือไม่ค้างก็ต้องรีสตาร์ต? เผยความถี่ที่ควรทำ ช่วยเครื่องลื่น-ลดเสี่ยงถูกแฮก
สูตรคำนวณหาแนวทาง งวด 1/9/69
นามสกุล “แม็คโดนัลด์” มีความพิเศษอย่างไร?
ทุเรียนจังหวัดไหนแพงที่สุด? เปิด 5 แหล่งทุเรียนพรีเมียมของไทย
ทำไมเราถึงจำ "เรื่องน่าอาย" ได้ดีกว่าเรื่องมีความสุข?
คุณแม่รายหนึ่งอึบนที่นั่งเครื่องบิน มาเลเซีย-เซี่ยงไฮ้ เลอะเทอะเหม็นคลุ้งไปทั้งลำ
เมื่อคืนที่ผ่านมาเกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.5 ริกเตอร์ในประเทศญี่ปุ่น! แรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ในโตเกียว และอีกหลายพื้นที่
6 ประเทศที่ยังไม่มีรถไฟ และดูเหมือนยังไม่จำเป็นต้องสร้างรางรถไฟ
งูพิษลอยน้ำ งูไม่มีพิษจมน้ำ จริงหรือ? ไขความเชื่อเก่าเกี่ยวกับงูในสายน้ำ
3 แหล่งปลูกข้าวหอมมะลิ ที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุดในประเทศไทย
4 คำไทยที่คนมัก “อ่านผิด” โดยไม่รู้ตัว
บล็อกคอนกรีตไม่ได้ทึบทั้งก้อน แล้ว “ช่องว่าง” ช่วยให้มันทำหน้าที่เป็นผนังได้อย่างไร?
พยากรณ์อากาศวันนี้ 22 สิงหาคม 2569 เตือนหลายพื้นที่ฝนตกหนัก ระวังน้ำท่วมฉับพลัน
สหรัฐฯ วางแผนที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ต่ออิหร่านในสัปดาห์หน้า
เปิดตำนาน 5 ดาราสาวสวยยอดฮิตยุค 80 สวยงามแบบไทยๆ


