หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
News บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

5 ข้อเท็จจริงสุดอัศจรรย์ เกี่ยวกับฝาแฝดสยามคู่แรก

เขียนโดย ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน

5 ข้อเท็จจริงสุดอัศจรรย์ เกี่ยวกับฝาแฝดสยามคู่แรก

"ชาง" และ "เอ็ง บังเกอร์"  พวกเป็นฝาแฝดติดกันที่โด่งดังที่สุดในโลก และ เป็นต้นกำเนิดของคำว่า "แฝดสยาม อิน-จัน" ทั้งคู่เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1811 ในสยาม ซึ่งก็คือประเทศไทยในปัจจุบัน พวกเขาเกิดมาติดกันบริเวณหน้าอกด้วยแถบเนื้อ กระดูกอ่อน และ เอ็น ทำให้แยกจากกันไม่ได้... ถึงแม้คนส่วนใหญ่จะเรียกพวกเขาว่า "แฝดสยาม" แต่ความจริงแล้วพวกเขาไม่ได้มีเชื้อชาติสยามทั้งหมด เพราะพ่อเป็นชาวจีน ส่วนแม่มีเชื้อสายจีนและมาเลย์ ดังนั้นทั้งสองจึงมีเชื้อสายจีนเป็นหลัก เพียงแต่เกิดและเติบโตในสยามเท่านั้น ตอนที่พวกเขาเกิด ผู้คนต่างตกใจมาก เพราะไม่เคยเห็นเด็กที่ติดกันแบบนี้มาก่อน หลายคนเชื่อว่า "เป็นลางร้ายหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ" แต่แม่ของพวกเขาไม่เคยทอดทิ้งลูก เธอกลับเลี้ยงดูทั้งสองเหมือนเด็กทั่วไป และ สนับสนุนให้ฝึกออกกำลังกายตั้งแต่ยังเล็ก จนสามารถเดิน วิ่ง ว่ายน้ำ เล่นกายกรรม และ ใช้ชีวิตได้เกือบเหมือนคนทั่วไป...

ช่วงวัยเด็กของ "ชาง" และ "เอ็ง บังเกอร์" ไม่ได้สวยงามนัก เพราะพวกเขามักถูกล้อเลียนและถูกมองว่าเป็น "ตัวประหลาด" นอกจากนั้นยังมีคนกล่าวหาว่าทั้งคู่เป็นต้นเหตุ ของการระบาดของโรค "อหิวาตกโรค" ที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก ทั้งที่ไม่มีหลักฐานใดรองรับ ทำให้เคยเกือบถูกชาวบ้านทำร้ายเพราะความเชื่อผิดๆ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา พวกเขาพยายามใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็ง และ ฝึกฝนความสามารถของตนเองจนกลายเป็นนักกายกรรมที่เก่งมาก!!

จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตของ "ชาง" และ "เอ็ง บังเกอร์" เกิดขึ้นเมื่อ "โรเบิร์ต ฮันเตอร์" พ่อค้าชาวอังกฤษ พบทั้งสองขณะยังเป็นเด็ก ตอนแรกเขาคิดว่าพวกเขาเป็นสัตว์ประหลาด ที่กำลังว่ายน้ำอยู่ในแม่น้ำ แต่เมื่อรู้ว่าเป็นเด็กฝาแฝดติดกัน เขาจึงมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ และ พยายามขอพาพวกเขาไปแสดงในต่างประเทศ หลังจากใช้เวลาหลายปีในการขออนุญาตและเจรจา ในที่สุด "ชาง" และ "เอ็ง บังเกอร์" ก็เดินทางไปยังอเมริกา ในปี ค.ศ. 1829 จากนั้นเริ่มแสดงต่อหน้าผู้ชมจำนวนมาก ทั้งในอเมริกาและยุโรป ผู้คนหลั่งไหลมาดูพวกเขาเพราะความแปลก แต่เมื่อได้ชมการแสดงจริง หลายคนก็ประทับใจในความสามารถ เพราะทั้งสองไม่ได้เพียงแค่ยืนให้คนดูเท่านั้น แต่ยังแสดงกายกรรม เดินด้วยมือ วิ่ง ว่ายน้ำ และ ทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างน่าทึ่ง จนได้รับการยกย่องว่าเป็น "สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก" [ในยุคนั้น]

ถึงแม้ว่า "ชาง" และ "เอ็ง บังเกอร์" จะโด่งดังและร่ำรวย แต่ "ชาง" กับ "เอ็ง บังเกอร์" ก็ยังต้องเผชิญกับการดูถูกจากคนจำนวนมาก นักเขียนและบุคคลมีชื่อเสียงบางคนเรียกพวกเขาว่า "สัตว์ประหลาด" ในขณะที่คณะละครสัตว์ก็นำพวกเขาไปจัดแสดงร่วมกับคนที่ถูกมองว่า "แปลกประหลาด" ในยุคนั้น... อย่างไรก็ตาม ทั้งสองสามารถเปลี่ยนชื่อเสียงให้กลายเป็นรายได้ จนมีฐานะมั่งคั่งก่อนอายุ 30 ปี และ ในเวลาต่อมาก็ซื้อที่ดิน ทำฟาร์ม และ ใช้ชีวิตเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเทศอเมริกา


มีเรื่องเล่าหลายเรื่องเกี่ยวกับ "ชาง" และ "เอ็ง บังเกอร์" ที่ไม่เป็นความจริงเช่นกัน ซึ่งเรื่องหนึ่งในนั้น คือ เรื่องวความเชื่อว่า "ทั้งคู่เคยออกรบในสงครามกลางเมืองอเมริกา โดยคนหนึ่งอยู่ฝ่ายเหนือ อีกคนอยู่ฝ่ายใต้" ซึ่งเรื่องนี้มาจากบทความเสียดสีของ "มาร์ก ทเวน" นักเขียนชื่อดัง ซึ่งแต่งขึ้นเพื่อสร้างความขบขัน ไม่ใช่เหตุการณ์จริง ส่วนความจริง คือ "เคยมีความพยายามเรียก "เอ็ง บังเกอร์" ให้เข้ารับราชการทหารฝ่ายใต้ แต่เมื่อ "ชาง" ไม่ยอมเข้าร่วม เจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถเกณฑ์คนใดคนหนึ่งเพียงลำพังได้ จึงปล่อยให้ทั้งคู่กลับบ้าน แต่ลูกชายของพวกเขา ถูกเกณฑ์เป็นทหาร และ ถูกส่งเข้าร่วมสงคราม...!!

อีกเรื่องที่คนชอบเข้าใจผิด คือ "ชีวิตรักของทั้ง 2 คน" หลายคนเล่าว่า "พวกเขาหลงรักผู้หญิงคนเดียวกันจนเกือบยิงกันเอง" แต่ในความจริงไม่ใช่แบบนั้น "ชาง" ตกหลุมรัก "อเดเลด เยตส์" ส่วน "เอ็ง บังเกอร์" ตกหลุมรัก "ซาราห์ เยตส์" ซึ่งเป็นพี่น้องกัน หลังจากคบหากันหลายปี ทั้ง 4 คนก็แต่งงานพร้อมกันในปี ค.ศ. 1843 แม้ในเวลานั้นผู้คนจำนวนมากจะมองว่า "การแต่งงานแบบนี้เป็นเรื่องแปลกและผิดศีลธรรม" แต่ทั้ง 4 คนก็ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข โดยสร้างบ้าน 2 หลัง และ ผลัดกันไปอาศัยกับภรรยาแต่ละคนตามกำหนด "ชาง" และ "เอ็ง บังเกอร์" มีลูกรวมกันถึง 21 คน และ ปัจจุบันเชื่อว่ามีลูกหลานมากกว่า 1,500 คน ซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลก...

ช่วงบั้นปลายชีวิต สุขภาพของ "ชาง" เริ่มทรุดโทรม เขาดื่มสุราหนักและเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ทำให้ร่างกายอ่อนแรง ส่วน "เอ็ง บังเกอร์" ค่อนข้างแข็งแรงกว่า แต่เนื่องจากทั้ง 2 คน มีร่างกายเชื่อมติดกัน ชะตาชีวิตของพวกเขาจึงผูกพันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในคืนวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1874 "ชาง" เสียชีวิตขณะหลับ "เอ็ง บังเกอร์" ตื่นขึ้นมาพบว่าพี่ชายเสียชีวิตแล้ว เขาเลยตกใจเป้นอย่างมาก เพียงประมาณ 2-3 ชั่วโมงต่อมา "เอ็ง บังเกอร์" ก็เสียชีวิตตามไปด้วย... แพทย์ในยุคนั้นเชื่อว่า .สาเหตุอาจเกิดจากระบบไหลเวียนโลหิตที่เชื่อมต่อกัน  หรือ ความตกใจอย่างรุนแรงจากการสูญเสียพี่ชาย" ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามผ่าตัดแยกร่างหลัง "ชาง" เสียชีวิต แต่ก็สายเกินไป...

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 6 ครั้ง
เขียนโดย ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
นักข่าวสายไวรัล [เน้นข่าวต่างประเทศ] และ คนดูหนังแห่งชาติ
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
พระต้องใส่หมวกกันน็อกไหม?เปิดตำนาน 7 ห้างสรรพสินค้าในอดีตที่เคยรุ่งเรืองทำไมเสาไม้ใต้เวนิสยังไม่ผุ10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำชาวบ้านตึกตะลึง หลังพบเห็ดที่มีน้ำหนักมากกว่า 50 กิโลกรัมซากปลาวาฬเกยตื้นจัดการยังไงทัลชุม ระบำหน้ากากที่ซ่อนเสียงของผู้คนไว้ภายใต้หน้ากากกิ้งกือมีตาไหม มันมองเห็นทางยังไงเปิดแนวทางเลขเด็ด "อาจารย์หนู" งวดวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2569ถังขยะควรวางตรงไหน? 3 จุดในบ้านที่สายฮวงจุ้ยแนะนำให้เลี่ยงพูดตรง ไม่ยิ้ม หรือแค่ต่างวัฒนธรรม? เปิดผลสำรวจ 10 สัญชาติที่ถูกมองว่าหยาบคายเสนอชุดไทยขึ้นทะเบียน UNESCO
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
10 นิสัยแปลกๆ ของ “คนฉลาดจริง” ที่คุณอาจจะมีแต่ไม่เคยรู้ตัว
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ข่าววันนี้
พ่อแม่ตกใจหนัก คิดว่านมที่ให้ลูกกินหลายปี เป็นนมที่ตรวจพบสารไดออกซินญี่ปุ่นยืนยันการพบแร่หายากในโคลนใต้ทะเลลึกกองทัพอเมริกายิงถล่มเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวโอมานพนักงานหญิงโดนไล่ออก เพราะขโมยกินช็อคโกแลตเจ้านาย
ตั้งกระทู้ใหม่