5 เรื่องประหลาดในจีน ยุคเหมาเจ๋อตุงและการปฏิวัติวัฒนธรรม
จากมะม่วงศักดิ์สิทธิ์ถึงเรดการ์ด 5 เรื่องจริงในยุคเหมาเจ๋อตุง
ในช่วงที่ เหมา เจ๋อตุง เป็นผู้นำประเทศจีน โดยเฉพาะระหว่าง การปฏิวัติวัฒนธรรม ค.ศ. 1966-1976 สังคมจีนเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง หลายเหตุการณ์เต็มไปด้วยความหวาดกลัว การทำลายวัฒนธรรมเก่า และการยกย่องผู้นำจนแทบไม่มีพื้นที่ให้ตั้งคำถาม
สิ่งของธรรมดาอย่างมะม่วง แสตมป์ เนกไท หรือหนังสือ อาจถูกตีความให้มีความหมายทางการเมืองได้ ขณะที่ครู นักวิชาการ และประชาชนจำนวนมากตกเป็นเป้าหมายของการประณาม เพียงเพราะถูกมองว่ามีความคิดไม่สอดคล้องกับแนวทางการปฏิวัติ
หอจดหมายเหตุแห่งชาติของสหราชอาณาจักรระบุว่า การปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นขบวนการทางการเมืองที่เหมาเริ่มขึ้นเพื่อกำจัดสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นอิทธิพลของทุนนิยมและวัฒนธรรมดั้งเดิม พร้อมกับฟื้นอำนาจของตนเอง เยาวชนถูกระดมให้รวมตัวเป็น เรดการ์ด และโจมตีสิ่งที่เรียกว่า “สี่เก่า” ได้แก่ ความคิดเก่า วัฒนธรรมเก่า ประเพณีเก่า และนิสัยเก่า
ต่อไปนี้คือ 5 เรื่องที่ฟังดูเหมือนนิยาย แต่มีรากฐานมาจากเหตุการณ์จริงในยุคนั้น
1. มะม่วงธรรมดาที่ถูกยกขึ้นเป็นสัญลักษณ์ของผู้นำ
หนึ่งในเรื่องที่ประหลาดที่สุดเกิดขึ้นในปี 1968 เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศของปากีสถานนำมะม่วงมามอบให้ เหมา เจ๋อตุง
สำหรับคนทั่วไป มะม่วงก็เป็นเพียงผลไม้ชนิดหนึ่ง แต่ในจีนเวลานั้น ผลไม้ชุดดังกล่าวกลับถูกเปลี่ยนให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเมตตาของผู้นำ หลังเหมานำมะม่วงไปมอบต่อให้ทีมโฆษณาชวนเชื่อของคนงานที่เข้าไปควบคุมสถานการณ์ภายในมหาวิทยาลัยชิงหัว
มีการนำมะม่วงไปจัดแสดงในโรงงานและขบวนแห่ หลายคนแสดงความเคารพต่อผลไม้เสมือนเป็นตัวแทนของขวัญจากผู้นำ บางแห่งเก็บมะม่วงไว้ในภาชนะหรือวางบนแท่น เมื่อผลไม้เริ่มเน่าเสียก็มีการทำมะม่วงจำลองจากขี้ผึ้งขึ้นมาทดแทน กระแสนี้ถูกนำไปใช้ในงานโฆษณาชวนเชื่ออย่างกว้างขวาง
ด้านที่น่ากลัวของเรื่องนี้คือกรณีทันตแพทย์ในมณฑลเสฉวน ซึ่งมีบันทึกเล่าว่าเขาพูดว่ามะม่วงไม่ได้พิเศษและมีลักษณะคล้ายมันเทศ คำพูดดังกล่าวถูกตีความว่าเป็นการดูหมิ่นของขวัญจากเหมา เขาถูกกล่าวหาว่าต่อต้านการปฏิวัติ ถูกนำไปประจาน และถูกประหารชีวิตในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของคดีนี้มักถูกอ้างผ่านงานศึกษาทางประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าย้อนหลัง จึงควรอ่านโดยแยกระหว่างเหตุการณ์ “กระแสคลั่งไคล้มะม่วง” ซึ่งมีหลักฐานค่อนข้างชัด กับรายละเอียดเฉพาะของบุคคลที่อาจต้องตรวจสอบจากเอกสารเพิ่มเติม
2. แสตมป์ เนกไท และสูท กลายเป็นหลักฐานของความคิดแบบทุนนิยม
ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม รัฐพยายามกำจัดสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นวัฒนธรรมของชนชั้นนายทุน แม้แต่การสะสมแสตมป์ก็อาจทำให้เจ้าของถูกเพ่งเล็ง เพราะถูกมองว่าเป็นงานอดิเรกของคนร่ำรวยและเกี่ยวข้องกับอิทธิพลจากต่างประเทศ
นักสะสมจำนวนมากจึงต้องซ่อนหรือทำลายคอลเลกชันของตัวเอง แสตมป์จีนจากยุคดังกล่าวหลายรุ่นจึงกลายเป็นของหายากในเวลาต่อมา เนื่องจากมีผู้เก็บรักษาไว้น้อยและการสะสมอย่างเปิดเผยมีความเสี่ยง
ไม่เพียงแสตมป์เท่านั้น เสื้อผ้าและเครื่องใช้แบบตะวันตกก็อาจกลายเป็นปัญหาได้เช่นกัน
ในเรื่องเล่าของ เหลียง เหิง นักเขียนชาวจีน เขาระบุว่าเรดการ์ดเคยบุกค้นบ้านของครอบครัวและพบเนกไท สูท รวมถึงกระดุมข้อมือ สิ่งเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยม เสื้อผ้า หนังสือ และทรัพย์สินบางส่วนจึงถูกยึดหรือเผาทำลาย
เหตุการณ์ลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่า ในบรรยากาศที่อุดมการณ์ทางการเมืองถูกนำมาใช้ตัดสินทุกเรื่อง แม้แต่สิ่งของส่วนตัวก็อาจถูกตีความว่าแสดงถึงความเป็นศัตรูของการปฏิวัติได้
3. นักเรียนหันมาประณามและทำร้ายครูของตัวเอง
เหตุการณ์ที่สะเทือนใจที่สุดเรื่องหนึ่งคือการที่นักเรียนและเยาวชนจำนวนหนึ่งหันมาทำร้ายครู นักวิชาการ และปัญญาชน
เหมา เจ๋อตุง สนับสนุนให้เยาวชนรวมตัวเป็น เรดการ์ด เพื่อโจมตีแนวคิดเก่าและบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นศัตรูของการปฏิวัติ แม้ไม่มีคำสั่งอย่างเป็นทางการให้ฆ่าครู แต่บรรยากาศในสังคมทำให้ครูจำนวนมากถูกมองว่าเป็นผู้สืบทอดระบบเก่า
ครูบางคนถูกลากออกมาประจานต่อหน้าสาธารณะ บังคับให้ก้มศีรษะ สวมป้ายระบุความผิด หรือสารภาพในสิ่งที่ไม่ได้ทำ หลายคนถูกทำร้ายร่างกายและทรมาน บางรายเสียชีวิตหรือเลือกจบชีวิตตัวเองเพราะไม่สามารถทนต่อความอับอายและความรุนแรงได้
ความรุนแรงของเรดการ์ดขยายตัวจนควบคุมได้ยาก ก่อนที่เหมาต้องใช้กองทัพปลดปล่อยประชาชนเข้าฟื้นฟูความสงบ ข้อมูลจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติอังกฤษระบุว่า ขบวนการดังกล่าวกระทบทั้งการศึกษา การบริหาร การผลิต และชีวิตประจำวัน โรงเรียนหลายแห่งถูกปิด หน่วยงานรัฐถูกบุกค้น และระบบคมนาคมได้รับผลกระทบ
4. อิฐจากกำแพงเมืองจีนถูกนำไปสร้างบ้านและโรงนา
ความเสียหายในยุคดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้คนเท่านั้น แต่ยังเกิดกับโบราณสถาน หนังสือ งานศิลปะ วัด และสิ่งของทางวัฒนธรรมจำนวนมากด้วย
ในบางพื้นที่ของชนบท ประชาชนเคยนำอิฐและวัสดุจาก กำแพงเมืองจีน ไปใช้สร้างบ้าน โรงนา หรือสิ่งปลูกสร้างอื่น เนื่องจากกำแพงบางช่วงอยู่ห่างไกล ขาดการดูแล และถูกมองว่าเป็นแหล่งวัสดุก่อสร้างที่หาได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม การระบุว่ารัฐบาลจีนมีนโยบายส่วนกลางสั่งให้รื้อกำแพงเมืองจีนโดยตรงอาจกว้างเกินหลักฐานที่มี ความเสียหายจำนวนมากเกิดจากการขาดการอนุรักษ์ การนำอิฐไปใช้โดยคนในท้องถิ่น การก่อสร้าง และการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดเฉพาะในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมเท่านั้น
ต่อมาจีนเริ่มให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์กำแพงเมืองจีนมากขึ้น และในปี 1987 กำแพงเมืองจีนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก
5. เหมาเคยพูดว่าจะส่งผู้หญิงจีน 10 ล้านคนไปอเมริกา
ในช่วงปลายชีวิต เหมา เจ๋อตุง ยังเคยสร้างความประหลาดใจระหว่างการพบกับ เฮนรี คิสซิงเจอร์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาในปี 1973
บันทึกการสนทนาของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า เหมาพูดในเชิงล้อเล่นว่า จีนอาจส่งผู้หญิงจำนวน 10 ล้านคนไปยังสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มประชากรและสร้างปัญหาให้กับอเมริกา บทสนทนาดังกล่าวเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ และคิสซิงเจอร์ก็ตอบกลับในลักษณะเล่นไปตามมุก
คำพูดนี้จึงไม่ใช่ข้อเสนอทางการทูตที่จีนเตรียมดำเนินการจริง แต่เป็นการพูดเล่นหรือเสียดสีระหว่างการสนทนา ถึงอย่างนั้น การพูดถึงผู้หญิงเสมือนเป็นสิ่งที่สามารถส่งมอบระหว่างประเทศก็สะท้อนมุมมองและรูปแบบอารมณ์ขันที่อาจฟังดูไม่เหมาะสมอย่างมากในปัจจุบัน
เรื่องเหล่านี้บอกอะไรเกี่ยวกับยุคเหมาเจ๋อตุง?
ทั้ง 5 เรื่องอาจดูแตกต่างกัน ตั้งแต่มะม่วง แสตมป์ เสื้อผ้า ครู ไปจนถึงกำแพงเมืองจีน แต่มีจุดร่วมเดียวกัน คือสภาพสังคมที่การเมืองและอุดมการณ์แทรกเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันแทบทุกด้าน
เมื่อการยกย่องผู้นำ การกำหนดว่าใครเป็นศัตรู และการทำตามกระแสมีอำนาจเหนือเหตุผล สิ่งของธรรมดาก็อาจกลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง ส่วนคำพูดเพียงไม่กี่คำอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ร้ายแรงได้
การอ่านประวัติศาสตร์ช่วงนี้จึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงความรู้สึกว่า “แปลก” หรือ “เหลือเชื่อ” แต่ควรช่วยให้เราเห็นอันตรายของสังคมที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถาม ไม่ยอมรับความคิดที่แตกต่าง และปล่อยให้การกล่าวหาทางการเมืองมีอำนาจเหนือศักดิ์ศรีและชีวิตของผู้คน
เขียนโดย ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
รู้จัก “ปลาหวานโรยงา” อาหารแปรรูปยอดฮิต แท้จริงแล้วทำจากปลาอะไร?
รวมสุดยอดเลขเด่น-เลขดัง มหาชน "แม่ทำเนียบ" งวด 16 พ.ย. 2569 เจาะลึก 10 เลขฮิตและรหัสเลขมงคลทั่วไทย
5 จังหวัดในไทยที่ชาวต่างชาติชอบมากที่สุด และนิยมย้ายมาใช้ชีวิตหลังเกษียณ
Trick or Treat ในวันฮาโลวีนมีที่มาอย่างไร
นางนพมาศมีตัวตนจริงไหม และทำไมจึงมีการประกวดในวันลอยกระทง
เปิด 10 อำเภอที่ดินถูกที่สุดในไทย บางพื้นที่ราคาประเมินเริ่มเพียง 10,000 บาทต่อไร่
ศาลเกาหลีใต้ชี้ สัญญาซื้อ Tesla FSD ไม่ได้รับประกันรถไร้คนขับระดับ 5: ผู้ซื้อได้ฟังก์ชันอะไรบ้าง?
เปิดพิกัดอุโบสถเงินเชียงใหม่ อายุวัดกว่า 500 ปี เบื้องหลังงานศิลป์ที่ไม่เหมือนใคร
ประเทศที่นิยมกินข้าวไทย และนำเข้าข้าวจากประเทศไทยมากที่สุด ไทยขายข้าวให้ชาติไหนมากเป็นอันดับหนึ่ง?
สอบเข้า ม.4 ปี 2569 โรงเรียนไหนแข่งขันสูง? เจาะตัวเลขเตรียมอุดมฯ พร้อมแผนเตรียมสอบและเช็กลิสต์สมัคร
เลขกำลังวันจันทร์ งวด 16 พ.ย. 69 เปิดเลขเด่นจากตาราง จัดเต็มชุด 2 ตัว-3 ตัว เน้นเลข 6
ฮอปในเบียร์ช่วยให้ผ่อนคลายได้จริงไหม
Trick or Treat ในวันฮาโลวีนมีที่มาอย่างไร
นางนพมาศมีตัวตนจริงไหม และทำไมจึงมีการประกวดในวันลอยกระทง
ประเทศที่นิยมกินข้าวไทย และนำเข้าข้าวจากประเทศไทยมากที่สุด ไทยขายข้าวให้ชาติไหนมากเป็นอันดับหนึ่ง?
เปิดพิกัดอุโบสถเงินเชียงใหม่ อายุวัดกว่า 500 ปี เบื้องหลังงานศิลป์ที่ไม่เหมือนใคร
ศาลเกาหลีใต้ชี้ สัญญาซื้อ Tesla FSD ไม่ได้รับประกันรถไร้คนขับระดับ 5: ผู้ซื้อได้ฟังก์ชันอะไรบ้าง?
จังหวัดเดียวเท่านั้นในภาคอีสาน ที่ไม่ปรากฎว่ามีน้ำตกอยู่เลย
ศาลเกาหลีใต้ชี้ สัญญาซื้อ Tesla FSD ไม่ได้รับประกันรถไร้คนขับระดับ 5: ผู้ซื้อได้ฟังก์ชันอะไรบ้าง?
แคมเปญสัมภาษณ์ที่แพร่กระจาย อย่างรวดเร็วได้เจาะระบบอุปกรณ์ กว่า 30,000 เครื่อง และขโมยคริปโต เคอร์เรนซีมูลค่า 10.71 ล้านดอลลาร์
กล้องชัด! จับ"กิ๊บ ท่าเตียน" ตีนแมวงัดร้านขายเนื้อ ขโมยไข่ไก่
คดีพลิก! ขโมยนาฬิกา Audemars Piguet มูลค่า 46 ล้าน ส่งไปrษณีย์คืนพร้อมจดหมายขอโทษ
