หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
News บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

5 เหตุผลในอดีต ที่อาจทำให้คนถูกส่งเข้าโรงพยาบาลจิตเวช

เขียนโดย ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน

เมื่อประมาณ 100 ปีก่อน การถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลจิตเวชในสหรัฐอเมริกา อาจเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิด บางคนไม่ได้ถูกกักตัวเพราะมีอาการป่วยทางจิตรุนแรง แต่เพราะมีพฤติกรรม ความเชื่อ ฐานะ หรือการแต่งกายที่ไม่ตรงกับมาตรฐานของสังคมในเวลานั้น

ทุกวันนี้ โรงพยาบาลจิตเวชมีหน้าที่ประเมิน วินิจฉัย และรักษาผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตตามกระบวนการทางการแพทย์ แต่ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 คำว่า “วิกลจริต” ยังมีขอบเขตคลุมเครืออย่างมาก

ตำรวจ แพทย์ ผู้พิพากษา หรือแม้แต่สมาชิกในครอบครัว อาจกล่าวหาว่าใครคนหนึ่งมีจิตผิดปกติได้ และเมื่อศาลเห็นชอบ คนคนนั้นก็อาจถูกส่งเข้าโรงพยาบาลจิตเวชเป็นเวลาหลายปี ถึงแม้จะไม่ได้ป่วยทางจิตจริงก็ตาม

แพทย์ประจำโรงพยาบาลจิตเวชคนหนึ่งในรัฐเคนตักกี้ ถึงกับวิจารณ์ระบบในปี 1903 ว่า คณะลูกขุนที่ใช้ตัดสินว่าบุคคลใดเป็นบ้าหรือไม่ มักไม่มีความรู้เพียงพอสำหรับการตัดสินเรื่องสำคัญเช่นนี้ ส่งผลให้ชะตาชีวิตของผู้คนเต็มไปด้วยความไม่ยุติธรรม

ประวัติศาสตร์ของโรงพยาบาลจิตเวชสะท้อนภาพที่ซับซ้อน สถานพยาบาลเหล่านี้เริ่มต้นจากความพยายามดูแลผู้ป่วยอย่างมีมนุษยธรรม แต่เมื่อระบบขยายตัว ผู้ยากไร้ คนไร้ที่พึ่ง และผู้ที่ถูกสังคมมองว่า “แตกต่าง” ก็อาจถูกผลักเข้าสู่สถานกักกันได้เช่นกัน

1. ขับรถเร็วเกินกำหนด

ตัวอย่างแรกที่ฟังดูแปลกสำหรับคนในปัจจุบัน คือ การขับรถเร็ว

ในปี 1922 เมืองดีทรอยต์มีแนวคิดว่า คนที่ชอบขับรถเร็วอาจมีปัญหาทางจิต ผู้พิพากษาจึงเสนอให้ผู้ที่ถูกจับในข้อหาขับรถเร็วต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพจิต

หากจิตแพทย์เห็นว่ามีความผิดปกติ ผู้ขับขี่ก็อาจถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลจิตเวช พร้อมถูกยึดใบขับขี่และไม่มีสิทธิ์ขอใบใหม่ ผู้พิพากษาเชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยลดอุบัติเหตุ เพราะมองว่าคนที่ขับรถเร็วนั้น “คิดไม่ปกติ”

เอกสารหนังสือพิมพ์ในปี 1922 แสดงให้เห็นว่า มีผู้ขับขี่ที่ถูกส่งไปทดสอบสภาพจิตใจจริง และบางรายถูกประเมินว่าไม่เหมาะสมที่จะขับรถ

แน่นอนว่า การขับรถเร็วยังคงเป็นพฤติกรรมอันตรายและอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง แต่การทำผิดกฎจราจรเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าผู้กระทำจะเป็นผู้ป่วยทางจิตเสมอไป

2. ศึกษาศาสนาหรือความเชื่ออย่างหนัก

อีกกรณีหนึ่ง คือ การเรียนหรือศึกษาหลักคำสอนบางอย่างอย่างหนักเกินไป

ต้นฉบับยกเหตุการณ์ในปี 1915 ซึ่งหนังสือพิมพ์รายงานเรื่องพี่น้องผู้หญิง 2 คนที่หมกมุ่นกับการศึกษาหลักคำสอนของศาสนา คริสเตียนไซเอนซ์ จนถูกกล่าวว่า “จิตใจพังทลาย” และศาลมีคำสั่งให้ส่งทั้งคู่เข้าโรงพยาบาลจิตเวช

คริสเตียนไซเอนซ์เป็นขบวนการทางศาสนาคริสต์ที่ก่อตั้งโดย แมรี เบเกอร์ เอ็ดดี โดยให้ความสำคัญกับการอธิษฐานและการเยียวยาทางจิตวิญญาณอย่างมาก

ในช่วงเวลานั้น การแสดงความเชื่อทางศาสนาที่เข้มข้น หรือการยึดถือความคิดบางอย่างจนแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ อาจถูกนำไปตีความว่าเป็นสัญญาณของความวิกลจริตได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม ความศรัทธา ความเครียด หรือการสนใจศึกษาศาสนาอย่างจริงจัง ไม่ใช่หลักฐานว่าบุคคลนั้นป่วยทางจิต การประเมินสุขภาพจิตต้องพิจารณาหลายปัจจัย เช่น ความคิด พฤติกรรม การใช้ชีวิต และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

3. ยากจนและไม่มีคนช่วยเหลือ

ความยากจน ก็เคยเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยถูกส่งเข้าโรงพยาบาลจิตเวช โดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่มีรายได้ ไม่มีบ้าน หรือไม่มีญาติคอยช่วยเหลือ

ในปี 1913 มีหญิงวัย 45 ปีคนหนึ่งทำงานเป็นพนักงานพิมพ์ดีด แต่เมื่อสุขภาพไม่ดีจนทำงานต่อไม่ได้ เงินเก็บของเธอก็ค่อย ๆ หมดลง เธอจึงไปขอความช่วยเหลือจากองค์กรการกุศล

แทนที่จะได้รับเงินช่วยเหลือหรือที่พัก องค์กรกลับตัดสินว่าเธอเป็นบ้าและส่งเข้าโรงพยาบาลจิตเวช เธอถูกกักตัวอยู่ที่นั่นถึง 5 ปี ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวและฟ้องร้องหน่วยงานที่กักขังเธอโดยไม่เป็นธรรม

อีกเหตุการณ์หนึ่งในปี 1921 หญิงชาวแอฟริกันอเมริกันคนหนึ่งถูกพบว่าเดินเท้าเปล่าบนถนน พร้อมอุ้มลูกวัย 5 เดือน

แทนที่เธอจะได้รับอาหาร ที่พัก หรือความช่วยเหลือในการเลี้ยงลูก เจ้าหน้าที่กลับส่งทั้งแม่และลูกเข้าโรงพยาบาลจิตเวช เพียงเพราะพี่สาวของเธอเคยถูกส่งไปอยู่ที่นั่นมาก่อน

เรื่องเหล่านี้สะท้อนว่า ในอดีตปัญหาความยากจน การไร้บ้าน และความเจ็บป่วย อาจถูกปะปนกับการวินิจฉัยทางจิตเวช เมื่อสังคมยังไม่มีระบบสวัสดิการหรือบริการช่วยเหลือที่เพียงพอ

4. เหนื่อยจากงานหรือปฏิเสธทำงานนานเกินไป

ในช่วงเวลาเดียวกัน คนงานโรงงานกำลังต่อสู้เรียกร้องให้มีกฎหมายกำหนดเวลาทำงานวันละ 8 ชั่วโมง เพราะก่อนหน้านั้นหลายคนต้องทำงานวันละ 10 ชั่วโมงหรือมากกว่า สัปดาห์ละ 6 วัน

นายจ้างจำนวนมากไม่เห็นด้วย เนื่องจากการลดชั่วโมงทำงานอาจทำให้ต้องจ้างคนเพิ่มและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น

ต้นฉบับระบุว่า ทนายความจากสมาคมนายจ้างรายหนึ่งถึงกับเสนอว่า คนงานที่ไม่สามารถทำงานได้ตามชั่วโมงที่นายจ้างต้องการควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ และหากยังทำงานไม่ได้ ก็ควรถูกส่งไปยังสถานสงเคราะห์ของรัฐเพื่อรับการดูแล

แนวคิดเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า ความเหนื่อยล้าจากงานหนัก หรือการปฏิเสธทำงานล่วงเวลา อาจถูกตีความว่าเป็นความผิดปกติของตัวคนงาน ทั้งที่ความจริงแล้ว พวกเขาอาจเพียงต้องการเวลาพักผ่อน ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม

ต่อมา หลักการทำงานวันละ 8 ชั่วโมงและสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง กลายเป็นมาตรฐานสำคัญด้านแรงงาน เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าที่มากเกินไปและเปิดโอกาสให้คนงานมีเวลาพักผ่อน

5. ผู้หญิงสวมกางเกงและทำงานเหมือนผู้ชาย

อีกตัวอย่างหนึ่งเกี่ยวข้องกับ การแต่งกายและบทบาททางเพศ

ในปี 1916 หนังสือพิมพ์รายงานว่า หญิงคนหนึ่งชื่อ เอ็มมา มิลเลอร์ ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลจิตเวช โดยพาดหัวระบุว่า เธอ “สวมกางเกงและทำงานเหมือนผู้ชาย”

แม้ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้เธอถูกส่งตัว หรือระบุว่าเธอเป็นคนข้ามเพศ แต่ถ้อยคำในข่าวสะท้อนทัศนคติของสังคมในยุคนั้น ซึ่งมองผู้หญิงที่แต่งตัวหรือทำงานนอกกรอบว่าเป็นคนผิดปกติ

ในช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 การสวมกางเกงของผู้หญิงเคยถูกต่อต้าน เพราะเสื้อผ้าถูกเชื่อมโยงกับบทบาทและอำนาจทางเพศ การแต่งกายที่ต่างจากขนบจึงถูกมองว่าเป็นการท้าทายระเบียบของสังคม

อย่างไรก็ตาม การแต่งกาย อาชีพ อัตลักษณ์ทางเพศ หรือการแสดงออกที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่อาการป่วยทางจิต

บทเรียนที่ควรจำจากเรื่องนี้

เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าโรงพยาบาลจิตเวชทุกแห่งในอดีตมีไว้กักขังผู้บริสุทธิ์ หรือผู้ที่ถูกส่งเข้าไปทุกคนไม่มีอาการป่วย แต่สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อคำจำกัดความของความเจ็บป่วยยังคลุมเครือ อคติของครอบครัว ศาล เพศ ชนชั้น และเชื้อชาติ ก็อาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินชีวิตของคนคนหนึ่งได้

สิ่งที่ดู “ผิดปกติ” ในสายตาสังคม ไม่จำเป็นต้องเป็นความผิดปกติทางจิต การวินิจฉัยควรเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญที่ประเมินอย่างรอบด้าน ไม่ใช่อาศัยเพียงการแต่งกาย ความยากจน ความเชื่อ หรือการไม่ยอมทำตามบทบาทที่สังคมกำหนด

 



⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 94 ครั้ง
เขียนโดย ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
นักข่าวสายไวรัล [เน้นข่าวต่างประเทศ] และ คนดูหนังแห่งชาติ
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ส่องสถิติเลขท้าย 2 ตัว งวดวันที่ 1 กันยายน ย้อนหลัง 20 ปี คัดคู่เลขตัวเต็งทำแต้มสู้ศึกงวดใหม่เปิดค่าเช่าที่งานวัดไร่ขิง ราคาประมูลพุ่งสูงสุด 1.8 ล้านทุเรียนจังหวัดไหนแพงที่สุด? เปิด 5 แหล่งทุเรียนพรีเมียมของไทยวิธีสังเกตว่าบริเวณนี้อาจมีงูซ่อนอยู่AI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 กันยายน 2569แฟนคลับบุกขึ้นรถตู้ของ "แครี่ หวัง" และ ถ่ายรูปโดยที่เขาไม่รู้ตัว6 ประเทศที่ยังไม่มีรถไฟ และดูเหมือนยังไม่จำเป็นต้องสร้างรางรถไฟเจซึงซาจา การเดินทางของยมทูตเกาหลี จากชุดเกราะโบราณสู่สูทดำในซีรีส์ดังเสาไฟประติมากรรมรูปสัตว์จังหวัดไหนแพงสุด เปิดราคาต่อต้น เทียบกันชัด ๆสูตรคำนวณหาแนวทาง งวด 1/9/69ไชรหัสเลข ขุนพันธุ์ นำโชค 1/9/69Gangnam Style ทำเงินให้ PSY เท่าไรจากยอดวิว 6 พันล้าน?
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เปิด 7 ธนบัตรรัชกาลที่ 8 หาดูได้ยาก คนรุ่นใหม่แทบไม่เคยเห็นเจซึงซาจา การเดินทางของยมทูตเกาหลี จากชุดเกราะโบราณสู่สูทดำในซีรีส์ดังเปิดค่าเช่าที่งานวัดไร่ขิง ราคาประมูลพุ่งสูงสุด 1.8 ล้านเสาไฟประติมากรรมรูปสัตว์จังหวัดไหนแพงสุด เปิดราคาต่อต้น เทียบกันชัด ๆจีนและอินโดนีเซีย ตกลงจะร่วมมือกันด้านการทหารและเศรษฐกิจปลาร้าดิบเสี่ยงพยาธิชอนไชเข้าตาได้จริงหรือ?
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ข่าววันนี้
จีนและอินโดนีเซีย ตกลงจะร่วมมือกันด้านการทหารและเศรษฐกิจแฟนคลับบุกขึ้นรถตู้ของ "แครี่ หวัง" และ ถ่ายรูปโดยที่เขาไม่รู้ตัว"อู๋เจี้ยนหาว" ป้องเมีย หลังถูกกล่าวหาว่าปลอมประวัติญี่ปุ่นยกเลิกความร่วมมือกับเน็ตฟลิกซ์ หลังเกิดกระแสต่อต้านรายการหาคู่
ตั้งกระทู้ใหม่