หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
News บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ย้อนดู 5 วิธีเสริมความงามยุควิกตอเรีย ยิ่งสวยซีดยิ่งเสี่ยงอันตราย

เขียนโดย ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน

 

5 เทรนด์ความงามอันตรายจากยุควิกตอเรีย ที่เคยแลกความสวยด้วยสุขภาพ

ในยุควิกตอเรียของอังกฤษ ผู้หญิงจำนวนมากเชื่อว่า “ความสวย” คือการมีผิวขาวซีด รูปร่างบอบบาง และใบหน้าที่ดูอ่อนแอคล้ายคนป่วย เพราะในสมัยนั้นคนที่มีฐานะมักไม่ต้องทำงานกลางแดด ผิวขาวจึงถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นและความสูงศักดิ์

ยิ่งไปกว่านั้น สังคมในศตวรรษที่ 19 ยังได้รับอิทธิพลจากภาพลักษณ์ของผู้ป่วยวัณโรค ซึ่งมักมีใบหน้าซีด รูปร่างผอม แก้มแดงเล็กน้อย และดวงตาดูเป็นประกาย ลักษณะที่เกิดจากความเจ็บป่วยกลับถูกนำไปเชื่อมโยงกับความงาม ความบอบบาง และความเป็นผู้หญิงในอุดมคติ

ความเชื่อเหล่านี้ทำให้เกิดวิธีเสริมความงามที่ทั้งแปลกและอันตราย หลายวิธีไม่เพียงสร้างความเจ็บปวด แต่ยังอาจทำให้เกิดพิษ ตาบอด หรือเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

1. ทาฝิ่นและล้างหน้าด้วยแอมโมเนีย

ผู้หญิงในยุคนั้นนิยมทำให้ใบหน้าขาวซีดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเชื่อว่า “ผิวที่ขาวจนมองเห็นเส้นเลือด” จะดูงดงาม บอบบาง และสูงศักดิ์

หนังสือและคอลัมน์แนะนำความงามบางแห่งในยุคนั้นมีคำแนะนำให้ใช้สารที่มีฤทธิ์รุนแรงกับผิว เช่น ทาสารจากฝิ่นไว้บนใบหน้าข้ามคืน แล้วล้างออกด้วยแอมโมเนียในตอนเช้า เพื่อทำให้ผิวดูซีดและสดใสขึ้น

อย่างไรก็ตาม สารเหล่านี้ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นตามมาตรฐานเครื่องสำอางแบบปัจจุบัน แอมโมเนียอาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง แสบร้อน หรือบาดเจ็บจากสารเคมีได้ ขณะที่การใช้สารกลุ่มฝิ่นโดยไม่มีการควบคุมย่อมมีความเสี่ยงต่อสุขภาพเช่นกัน

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังสะท้อนว่า สูตรดูแลผิวในยุคนั้นอาจประกอบด้วยสารอย่างแอมโมเนีย ปรอท และฝิ่น โดยผู้ใช้แทบไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยเพียงพอ

2. กินเวเฟอร์ผสมสารหนูเพื่อให้ผิวขาว

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจคือ “เวเฟอร์สารหนู” ซึ่งโฆษณาว่าช่วยลดฝ้า กระ จุดด่างดำ และทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์หรือโปร่งใสขึ้น

ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มีวางจำหน่ายจริงในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 โดยพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์อเมริกันของสถาบันสมิธโซเนียนยังเก็บรักษาตัวอย่างผลิตภัณฑ์ Dr. Campbell’s Arsenic Complexion Wafers ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงทศวรรษ 1890 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

แม้สารหนูจะเป็นที่รู้จักว่าเป็นพิษ แต่คำโฆษณาในเวลานั้นมักทำให้ผลิตภัณฑ์ดูปลอดภัยและน่าเชื่อถือ ผู้หญิงบางคนจึงยอมเสี่ยงเพื่อให้ได้ผิวตามแบบที่สังคมยกย่อง

การได้รับสารหนูอย่างต่อเนื่องอาจก่อให้เกิดพิษสะสมและกระทบต่ออวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนั้น สิ่งที่ถูกขายในชื่อของ “ความงาม” จึงอาจกลายเป็นการรับพิษเข้าสู่ร่างกายโดยตรง

3. อดอาหารเพื่อให้ผอมซีดเหมือนผู้ป่วยวัณโรค

อีกแนวคิดหนึ่งที่อันตรายคือ การพยายามทำให้ร่างกายดูเหมือนผู้ป่วยวัณโรค เนื่องจากผู้ป่วยในระยะแรกอาจมีใบหน้าซีด รูปร่างผอม แก้มแดง และดวงตาดูฉ่ำเป็นประกาย ลักษณะเหล่านี้จึงถูกทำให้กลายเป็นภาพแทนของความงามแบบบอบบาง

นักเขียนด้านความงามบางคนแนะนำให้ผู้หญิงกินอาหารให้น้อยที่สุด เพื่อทำให้ร่างกายผอม อ่อนแรง และดูซีดคล้ายคนป่วย ตัวอย่างเมนูที่กล่าวถึงคือ กินสตรอว์เบอร์รีเพียงเล็กน้อยเป็นอาหารเช้า ส้มครึ่งลูกเป็นอาหารกลางวัน และกินเชอร์รีเป็นอาหารเย็น หากหิวมากจึงค่อยดื่มซุป

นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำให้ใช้แอมโมเนียมคาร์บอเนตและผงถ่านกับใบหน้า รวมถึงกินยาถ่ายหรือยาที่อ้างว่าช่วย “ชำระล้างเลือด”

วิธีเหล่านี้ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ และอาจทำให้ผู้ใช้ขาดสารอาหาร อ่อนเพลีย ระบบร่างกายทำงานผิดปกติ และสุขภาพทรุดโทรมลงกว่าเดิม สิ่งที่ดูเหมือนรูปร่างบอบบางจึงไม่ได้หมายถึงสุขภาพดี แต่บางครั้งเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ

4. ใช้เครื่องมือโลหะบีบจมูก

รูปร่างของจมูกเป็นอีกเรื่องที่ผู้คนให้ความสำคัญ ในช่วงที่การศัลยกรรมตกแต่งยังไม่แพร่หลายเหมือนปัจจุบัน จึงมีการผลิตอุปกรณ์โลหะสำหรับบีบหรือกดจมูก โดยหวังว่าจะทำให้จมูกเล็กลง ตรงขึ้น หรือโด่งขึ้น

อุปกรณ์บางชนิดใช้สปริงและสายรัดยึดติดกับใบหน้า ผู้ใช้ต้องสวมตอนนอนตลอดทั้งคืน หรือใส่ระหว่างวันติดต่อกันหลายเดือน บริษัทผู้ผลิตมักอ้างว่าแรงกดอย่างต่อเนื่องจะทำให้กระดูกอ่อนของจมูกเปลี่ยนรูปได้

มีหลักฐานว่าอุปกรณ์ลักษณะนี้ถูกนำออกจำหน่ายจริง เช่น Zello-Punkt ซึ่งปรากฏในตลาดตั้งแต่ปี 1894 และมีรูปลักษณ์คล้ายเครื่องมือโลหะที่ครอบและกดลงบนจมูก

อย่างไรก็ตาม แทบไม่มีหลักฐานน่าเชื่อถือว่าอุปกรณ์เหล่านี้สามารถเปลี่ยนโครงสร้างจมูกของผู้ใหญ่ได้อย่างถาวร ขณะที่แรงบีบและแรงกดอาจทำให้เกิดความเจ็บปวด ผิวหนังระคายเคือง เกิดรอยกด หรือบาดเจ็บได้

5. หยอดตาด้วยเบลลาดอนนาเพื่อให้รูม่านตาขยาย

ดวงตาก็เป็นอีกส่วนที่ผู้หญิงในยุคนั้นพยายามทำให้ดูสวย โดยเชื่อว่า “ดวงตาที่มีรูม่านตาขยาย” จะดูอ่อนโยน มีเสน่ห์ และเหมือนกำลังมีความรัก

ลักษณะดวงตาที่ดูเป็นประกายยังถูกเชื่อมโยงกับผู้ป่วยวัณโรค จึงยิ่งทำให้ค่านิยมนี้แพร่หลาย ผู้หญิงจำนวนหนึ่งเลือกใช้ยาหยอดตาที่สกัดจากต้นเบลลาดอนนา หรือที่รู้จักในชื่อ deadly nightshade ซึ่งเป็นพืชมีพิษ

สารจากพืชชนิดนี้สามารถทำให้รูม่านตาขยายได้จริง แต่ก็อาจทำให้ตาพร่า ปวดตา ตาแห้ง ระคายเคือง และไวต่อแสง การใช้ในปริมาณมากหรือใช้อย่างไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดพิษรุนแรง กระทบต่อการมองเห็น และเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ แหล่งข้อมูลด้านประวัติศาสตร์เครื่องสำอางระบุว่า เบลลาดอนนาเคยถูกใช้เพื่อขยายรูม่านตา แม้จะมีความเสี่ยงต่อการตาบอดก็ตาม

ความงามที่สะท้อนแรงกดดันของสังคม

เทรนด์ความงามทั้ง 5 ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงทุกคนในยุควิกตอเรียใช้วิธีดังกล่าว แต่สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อรูปลักษณ์บางแบบถูกยกให้เป็นมาตรฐาน ผู้คนบางส่วนอาจยอมทำสิ่งที่เสี่ยงต่อสุขภาพเพื่อให้ตนเองได้รับการยอมรับ

เรื่องราวจากยุควิกตอเรียยังเป็นบทเรียนที่ใช้ได้กับทุกยุค ก่อนใช้เครื่องสำอาง อาหารเสริม ยาหยอดตา หรืออุปกรณ์ที่อ้างว่าสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ ควรตรวจสอบส่วนประกอบ แหล่งผลิต และหลักฐานด้านความปลอดภัยให้ชัดเจน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่รับประทานเข้าสู่ร่างกายหรือใช้บริเวณดวงตา

เพราะความงามที่ต้องแลกด้วยอาการเจ็บป่วย พิษสะสม หรือความเสียหายถาวร อาจไม่ใช่ความงามที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงเลย

 




⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 54 ครั้ง
เขียนโดย ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
นักข่าวสายไวรัล [เน้นข่าวต่างประเทศ] และ คนดูหนังแห่งชาติ
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
1 VOTES (1/5 จาก 1 คน)
VOTED: pakpranang
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
รวม 5 ลางสังหรณ์และเหตุการณ์นำโชค ก่อนถูกรางวัลที่ 1 ใครมีอาการแบบนี้งวดนี้เตรียมตัวเป็นเศรษฐีAI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569ต้นไม้ชนิดไหนปล่อยออกซิเจนมากที่สุดในโลก10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำ5 เรื่องแปลกจากอดีต ที่ผู้คนทำเพื่อความสนุกและแสดงฐานะพระกัมพูชาอ้างเป็นอดีตทหารเขมรแดง ประกาศจะยึดคืน 37 พื้นที่จากไทยในภูมิประเทศที่อากาศร้อนสุด ๆ ผู้คนเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร?มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ10 นิสัยแปลกๆ ของ “คนฉลาดจริง” ที่คุณอาจจะมีแต่ไม่เคยรู้ตัวทำไมเครื่องหมายดอลลาร์ถึงใช้ตัว S? ไม่เป็นตัว D?Bluetooth ส่งข้อมูลผ่านอากาศได้อย่างไร10 สัตว์ที่มีอวัยวะเพศยาวที่สุดในโลก อันดับหนึ่งยาวกว่าความสูงของคนทั้งตัว
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
“ผู้หญิงบวชได้จริงหรือ?” เปิดมุมมองธรรมะ ประวัติศาสตร์ และความจริงในสังคมไทย5 เรื่องแปลกจากอดีต ที่ผู้คนทำเพื่อความสนุกและแสดงฐานะพระกัมพูชาอ้างเป็นอดีตทหารเขมรแดง ประกาศจะยึดคืน 37 พื้นที่จากไทยในภูมิประเทศที่อากาศร้อนสุด ๆ ผู้คนเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร?เส้นลายมือเปลี่ยนตามอายุได้ไหม? ไขคำตอบทั้งมุมวิทยาศาสตร์และศาสตร์ลายมือ
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ข่าววันนี้
คนโสดชาวเกาหลีใต้มองหาคู่ในฝันในวัดพุทธดาราฮ่องกง "เซี่ย เสียน" จากเรื่อง "นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่" เสียชีวิตแล้วสรุปภาวะตลาดข้าว 21 กค.69"รกเทียม" อาจทําให้ทารกคลอดก่อนกําหนด มีเวลาเติบโตมากขึ้น
ตั้งกระทู้ใหม่