หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
News บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

5 หนังภาคต่อ ที่คุณอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน...


เขียนโดย ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน



หลายคนคิดว่า "การทำหนังภาคต่อเป็นเรื่องที่เพิ่งได้รับความนิยมในยุคหลัง" แต่ความจริงแล้วฮอลลีวูดพยายามสร้างภาคต่อของหนังดังมานานหลายสิบปีแล้ว เพราะเมื่อหนังเรื่องแรกประสบความสำเร็จและทำเงินได้มาก สตูดิโอก็มักอยากสร้างภาคต่อเพื่อทำกำไรต่อไป ภุงแม้ว่าภาคต่อเหล่านั้นจะไม่ได้ดีเท่าต้นฉบับก็ตาม และ หลายครั้งผู้ชมแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่า "หนังบางเรื่องมีภาคต่อ" เพราะไม่ได้โปรโมตมากเท่าภาคแรก หรือ ทำออกมาในรูปแบบภาพยนตร์โทรทัศน์ หรือ มินิซีรีส์แทนที่จะเป็นหนังโรง ทำให้ถูกลืมไปตามกาลเวลา...

ตัวอย่างแรก คือ เรื่อง "The Sting 2" ซึ่งเป็นภาคต่อของหนังระดับตำนานอย่าง "The Sting" ที่ออกฉายในปี 1973 โดยภาคแรกประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม เพราะได้สองนักแสดงชื่อดังอย่าง "พอล นิวแมน" และ "โรเบิร์ต เรดฟอร์ด" มารับบทนักต้มตุ๋นคู่หู ที่ใช้ไหวพริบหลอกเหล่าคนรวยและอาชญากร ซึ่งหนังได้รับรางวัลออสการ์หลายสาขา และ กลายเป็นหนังคลาสสิกระดับตำนานในที่สุด แต่เมื่อมีการสร้างภาคสองในปี 1983 นักแสดงหลักกลับไม่กลับมารับบทเดิม ผู้สร้างจึงเปลี่ยนเป็น "แจ็กกี้ เกลสัน" และ "แม็ก เดวิส" ซึ่งไม่สามารถสร้างเสน่ห์แบบเดิมได้ ถึงแม้ว่าตัวละครจะยังเป็นคนเดิม แต่บรรยากาศและคุณภาพของหนังลดลงอย่างชัดเจน ผลสุดท้ายหนังทำรายได้ไม่ดี ได้รับคำวิจารณ์ในแง่ลบ และ ค่อยๆถูกผู้8oลืมจนแทบไม่มีใครพูดถึงในปัจจุบัน...

อีกเรื่องคือ "The Last Days of Patton" ซึ่งเป็นภาคต่อของหนังสงครามชื่อดังเรื่อง "Patton" ที่ออกฉายในปี 1970 โดยหนังเรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ "จอร์จ ซี. สก็อตต์" กลับมารับบท "นายพล จอร์จ เอส. แพตตัน" อีกครั้ง!! ทั้งๆที่ภาคแรกประสบความสำเร็จอย่างมาก และ ทำให้เขาได้รับรางวัลออสการ์ แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธการรับรางวัลก็ตาม แต่ภาคต่อนี้ไม่ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ กลับถูกสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ของช่อง CBS โดยเนื้อเรื่องเล่าช่วงสุดท้ายของชีวิต "นายพล จอร์จ เอส. แพตตัน" หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเขาได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ระหว่างที่นอนรักษาตัว เขาย้อนนึกถึงเหตุการณ์สำคัญในอดีต หนังไม่ได้มีฉากสงครามขนาดใหญ่เหมือนภาคแรก แต่เน้นชีวิตส่วนตัวและช่วงสุดท้ายของนายพล ถึงแม้จะมีผู้ชมพอสมควร แต่ก็ไม่ได้สร้างกระแสและค่อยๆถูกลืมไปโดยปริยาย


ส่วนเรื่อง "Happily Ever After" ถือเป็นกรณีแปลก เพราะไม่ได้สร้างโดยดิสนีย์ แต่สร้างโดยสตูดิโอ "ฟิล์มเมชั่น" ซึ่งมีชื่อเสียงจากการทำการ์ตูนโทรทัศน์ พวกเขาตัดสินใจสร้างเรื่องราวต่อจากเรื่อง "Snow White and the Seven Dwarfs" ทั้งๆที่ดิสนีย์ไม่เคยทำภาคต่อเอง โดยเนื้อเรื่องเกิดขึ้นหลังจาก "สโนว์ไวท์" แต่งงานกับเจ้าชายแล้ว แล้วคนแคระทั้งเจ็ดหายตัวไป และ ญาติผู้หญิงของพวกเขาซึ่งเป็น "สาวคนแคระ" ต้องออกมาช่วยสโนว์ไวท์ต่อสู้กับจอมวายร้ายคนใหม่ชื่อ "ลอร์ดมาลิซ" โดยตัวหนังพยายามเลียนแบบบรรยากาศของดิสนีย์ แต่คุณภาพงานสร้าง เนื้อเรื่อง และ แอนิเมชันกลับด้อยกว่ามาก ถึงแม้จะมีนักพากย์ชื่อดังหลายคนมาร่วมงาน ก็ไม่ช่วยให้หนังประสบความสำเร็จ แถมผลตอบรับจากนักวิจารณ์และผู้ชมส่วนใหญ่เป็นลบ...

อีกเรื่อง คือ "Scarlett" ซึ่งแตกต่างจากเรื่องอื่น เพราะเป็นมินิซีรีส์ความยาวประมาณ 8 ชั่วโมง สร้างจากนิยายของ "อเล็กซานดรา ริปลีย์" ที่เขียนเป็นภาคต่อของเรื่อง "Gone with the Wind" หนึ่งในนิยายและภาพยนตร์ที่โด่งดังที่สุดตลอดกาล เรื่องราวเริ่มหลังจากตอนจบของต้นฉบับ เมื่อ "สการ์เล็ตต์ โอฮารา" ยังไม่ยอมตัดใจจาก "เร็ตต์ บัตเลอร์" เธอพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้เขากลับมารักอีกครั้ง จนเดินทางไปถึงประเทศไอร์แลนด์ ระหว่างทางก็ต้องพบกับปัญหาและตัวละครใหม่มากมาย ซึ่งมินิซีรีส์เรื่องนี้นำแสดงโดย "โจแอนนา วอลลีย์" และ "ทิโมธี ดัลตัน" ถึงแม้เรตติ้งจะถือว่าใช้ได้ แต่ก็ไม่สูงอย่างที่ CBS คาดหวัง และ สุดท้ายก็กลายเป็นผลงานที่แฟนหนังรุ่นใหม่แทบไม่รู้จัก...

เรื่องสุดท้ายคือเรื่อง "Sahara" ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่าเป็นภาคต่อองเรื่อง "Raise the Titanic" เพราะทั้ง 2 เรื่องสร้างจากนิยายชุดเดียวกันของ "ไคลฟ์ คัสส์เลอร์" ที่มีตัวเอกคือ "เดิร์ก พิตต์" นักผจญภัยและนักล่าสมบัติ โดยภาพยนตร์เรื่อง "Raise the Titanic" ในปี 1980 เล่าเรื่องการกู้เรือไททานิคขึ้นมาจากก้นมหาสมุทร ส่วน "Sahara" ที่ออกฉายในปี 2005 ให้ "แมทธิว แม็กคอนาเฮย์" มารับบท "เดิร์ก พิตต์" คนใหม่ ถึงแม้จะเปลี่ยนนักแสดงทั้งหมด แต่ตัวละครยังเป็นคนเดิม จึงถือว่าเป็นเรื่องราวต่อเนื่องจากจักรวาลเดียวกัน ในช่วงต้นของหนังยังมีการอ้างอิงเหตุการณ์กู้เรือไททานิคจากภาคก่อน ผ่านข่าวที่ติดอยู่ในสำนักงานของ "เดิร์ก พิตต์" โดยทั้ง 2 เรื่องใช้งบประมาณมหาศาล แต่กลับทำรายได้ต่ำกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะ "Raise the Titanic" ที่ขาดทุนหนักจนโปรดิวเซอร์เคยพูดติดตลกว่า "ค่าวิดน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก น่าจะถูกกว่าการสร้างหนังเรื่องนี้นะ..."

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 109 ครั้ง
เขียนโดย ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
นักข่าวสายไวรัล [เน้นข่าวต่างประเทศ] และ คนดูหนังแห่งชาติ
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
โรงแรมสุดหรูหราในไทย ที่คนไทยทั่วไปแทบไม่มีโอกาสได้เข้าพักซื้อหวย 5 ใบเหมือนกัน กับซื้อ 5 เลขต่างกัน โอกาสถูกเลขท้าย 2 ตัวต่างกันไหม?หมู่บ้านที่มีบ้านร้างจำนวนมากเกิดขึ้นได้อย่างไร ? เมื่อคนหายไป แต่บ้านยังอยู่ย้อนดูเลขเด็ดงวด 1 ต.ค. 69 เลข 70 เข้าเป้า ก่อนติดตามหวย 16 ต.ค.สถานีรถไฟกลางป่าแห่งนี้ เคยมีรถไฟผ่านทุกวัน แต่วันนี้กลับเงียบลง เพราะอะไรเปิด 10 จังหวัด คนถูกรางวัลที่ 1 มากที่สุด จังหวัดไหนมีเศรษฐีใหม่บ่อยที่สุด?เปิดพิกัด 5 จังหวัดของไทย ที่ไกลจากกรุงเทพฯมากที่สุด เดินทางข้ามวันเปิดอันดับกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย ปี 2569จังหวัดนี้เคยถูกวางแผนให้เป็น “กรุงเทพฯ แห่งที่ 2” ก่อนสงครามเปลี่ยนทุกอย่างจังหวัดที่มี "สนามบิน 2 แห่ง" ในจังหวัดเดียวแนวทางเลขเด็ด "ทักษาพารวย" งวด 16 ตุลาคม 2569 รวมเลขเด็ด 2 ตัว 3 ตัวพิกัดมู ขอพร "พระแม่ลักษมี" เทวีแห่งความร่ำรวย-ความรัก ถอดรหัสบารมีดอกบัวชมพู คัดชุดเด็ด 16 ต.ค. 69
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เปิด 5 บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติไทยที่มีกำไรปีที่ผ่านมา มากที่สุดในไทยหนังดังสัญชาติไทย ที่ถูกนำไปสร้างใหม่เป็นภาพยนตร์ตะวันตก
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ข่าววันนี้
ผู้ที่กินมังสวิรัติอย่างเคร่งครัด จะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นถึง 40%การที่เด็กทารกมี "จุดศีรษะล้านที่ด้านหลัง" ไม่ใช่เรื่องผิดปกติร้านเซเว่นอีเลฟเว่นทั้ง 31 สาขาในอินเดีย ได้ปิดทำการแล้วอิรักลดค่าเงินลง ท่ามกลางผลกระทบจากสงคราม ที่ทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันหยุดชะงัก
ตั้งกระทู้ใหม่