ทรัมป์ยอมรับโทรหา ปธ.ฟีฟ่า ขอทบทวนโทษแบน “บาโลกัน”

กรณีใบแดงของ โฟลาริน บาโลกัน กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ กลายเป็นประเด็นร้อนนอกสนามฟุตบอลโลก หลังฟีฟ่ายกเลิกโทษแบน 1 นัด และมีการยืนยันว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โทรศัพท์ส่วนตัวไปหา จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า เพื่อขอให้ทบทวนคำตัดสินดังกล่าว
ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องใบแดงธรรมดา แต่ลุกลามไปถึงคำถามเรื่องความเป็นอิสระของกระบวนการวินัยในวงการฟุตบอล และเส้นแบ่งระหว่าง “การขอให้ทบทวน” กับ “การแทรกแซง” อยู่ตรงไหน
ใบแดงที่กลายเป็นประเด็นใหญ่
ตามรายงานของ CNN เกิดข้อถกเถียงอย่างมากนอกสนามในการแข่งขันฟุตบอลโลกที่สหรัฐอเมริกาและแคนาดาเข้าร่วม หลัง บาโลกัน ได้รับใบแดงในรอบ 32 ทีมสุดท้าย ทำให้ตามปกติเขาต้องถูกลงโทษแบน 1 นัด และจะพลาดการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับเบลเยียม
อย่างไรก็ตาม ฟีฟ่าได้ยกเลิกโทษแบนในภายหลัง ทำให้บาโลกันสามารถลงเล่นได้ ข่าวนี้สร้างเสียงวิจารณ์ทันที โดยเฉพาะจากฝั่งเบลเยียม ซึ่งมองว่าคำตัดสินดังกล่าวกระทบต่อความยุติธรรมของการแข่งขัน
เมื่อวันที่ 6 ฟีฟ่าประกาศว่าบาโลกันมีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้าย ข่าวนี้ก่อให้เกิดการถกเถียงขึ้นทันที โดยสมาคมฟุตบอลเบลเยียมประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น “เรื่องน่าตกใจและเป็นการละเมิดกฎ”
ทรัมป์ยืนยัน โทรจริง แต่ไม่ได้สั่ง
ในการให้สัมภาษณ์ที่ห้องทำงานรูปไข่เมื่อวันที่ 7 ทรัมป์กล่าวว่า เขาเพียงแค่ขอให้ฟีฟ่าทบทวนการตัดสินใจ ไม่ได้เรียกร้องให้ยกเลิกโทษแบน
เขากล่าวว่า
“ผมแค่ขอให้ทบทวน ผมไม่ได้บอกว่า ‘คุณต้องทำ’”
ทรัมป์ยังระบุว่า เขาไม่เชื่อว่าการกระทำของบาโลกันเป็นการฟาวล์รุนแรง แต่เป็นเพียงการชนกันระหว่างผู้เล่นสองคนที่วิ่งด้วยความเร็วสูง พร้อมกล่าวว่า “เขาไม่ได้ทำอะไรผิด”
นี่เป็นครั้งแรกที่ทรัมป์ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการสนทนาทางโทรศัพท์กับอินฟานติโนอย่างชัดเจน หลังจากก่อนหน้านี้มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่จากฝั่งทำเนียบขาวมีส่วนช่วยประสานงานในประเด็นดังกล่าว
ทำไมเรื่องนี้ถึงถูกจับตา
ทรัมป์และอินฟานติโนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน และตามรายงานของ CNN โดยอ้างแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ แอนดรูว์ จิอูลีอานี หัวหน้าคณะทำงานเฉพาะกิจด้านฟุตบอลโลกของทำเนียบขาว, โฮเวิร์ด ลุตนิค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ก็มีส่วนร่วมในการประสานงานเพื่อโน้มน้าวให้ฟีฟ่าพิจารณาการแบนบาโลกันอีกครั้ง
จุดที่ทำให้เรื่องนี้อ่อนไหว คือฟีฟ่าเป็นองค์กรกีฬาระดับโลกที่ควรมีระบบวินัยและกระบวนการพิจารณาอย่างเป็นอิสระ เมื่อมีผู้นำประเทศเข้าไปเกี่ยวข้อง แม้จะเป็นเพียงการ “ขอให้ทบทวน” ก็อาจทำให้เกิดข้อสงสัยจากทีมคู่แข่งและแฟนบอลได้
ในมุมของผู้ชมทั่วไป เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่คำถามว่าใบแดงควรถูกยกเลิกหรือไม่ แต่เป็นคำถามว่า ทุกทีมได้รับกระบวนการพิจารณาแบบเดียวกันหรือเปล่า
ฟีฟ่ายืนยันเป็นกระบวนการอิสระ
ทรัมป์เน้นย้ำว่าเขาไม่ได้สั่งการให้อินฟานติโนจัดการคดีนี้อย่างไร และเขาก็ไม่มีอำนาจที่จะแทรกแซงการตัดสินใจของฟีฟ่า
เขากล่าวว่าคำตัดสินขั้นสุดท้ายนั้นมาจากคณะกรรมการอิสระ และเขาเชื่อว่าคณะกรรมการได้ตัดสินใจอย่างถูกต้องแล้ว
ต่อมา อินฟานติโนได้โพสต์ข้อความยาวในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ยืนยันว่า เขาได้รับการติดต่อจากทรัมป์จริง แต่เน้นย้ำว่ากรณีการระงับการแข่งขันของบาโลกันนั้นได้รับการจัดการโดยคณะกรรมการวินัยอิสระของฟีฟ่าตามขั้นตอนที่มีอยู่ และตัวเขาเองไม่ได้เข้าไปแทรกแซงการตัดสินใจดังกล่าว
อินฟานติโนกล่าวว่า เขาหารือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลกกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ อยู่บ่อยครั้ง และยังได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากประมุขของรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐบาล บุคคลในวงการฟุตบอล และตัวแทนภาคธุรกิจในหัวข้อต่าง ๆ
ระหว่างการสนทนากับทรัมป์ เขาอธิบายว่าคดีนี้ยังคงอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นอิสระของฟีฟ่า และจะได้รับการตัดสินโดยหน่วยงานตุลาการที่มีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งเป็นหลักการที่ฟีฟ่ายึดมั่นมาโดยตลอด
ฝั่งทำเนียบขาวชี้ ต้องการใช้ช่องทางอุทธรณ์
ในการให้สัมภาษณ์กับ ESPN จูเลียนี หัวหน้าฝ่ายคณะทำงานฟุตบอลโลกของทำเนียบขาว กล่าวว่า ทันทีหลังจากที่บาโลกันถูกไล่ออก ผู้เกี่ยวข้องเริ่มสำรวจวิธีการช่วยเหลือสหพันธ์ฟุตบอลสหรัฐฯ ในการยื่นอุทธรณ์
เขาระบุว่า เป้าหมายคือการพลิกคำตัดสินแบนผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ใช่พยายามมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการวินัยของฟีฟ่า โดยทีมงานเชื่อว่าควรพยายามแก้ไขคำตัดสินที่พวกเขามองว่า “ไม่ยุติธรรม”
อย่างไรก็ตาม ฝั่งวิจารณ์ยังคงตั้งคำถามว่า หากเป็นทีมชาติอื่นที่ไม่มีช่องทางติดต่อระดับผู้นำประเทศ ผลลัพธ์จะออกมาเหมือนกันหรือไม่
ประเด็นผู้ตัดสินก็ถูกลากเข้ามา
ทรัมป์ยังตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน โดยกล่าวว่าเขา “ดูน่าสงสัย” และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบประวัติการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินในอดีตด้วย
ถ้อยคำลักษณะนี้ยิ่งทำให้ประเด็นขยายออกไปมากกว่าเรื่องใบแดง เพราะเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของผู้ตัดสิน ระบบ VAR และกระบวนการวินัยของทัวร์นาเมนต์ใหญ่ระดับโลก
บทสรุปของกรณีนี้
กรณีของบาโลกันสะท้อนให้เห็นว่า ฟุตบอลโลกไม่ได้มีแค่เกมในสนาม แต่ยังมีแรงกดดันจากการเมือง องค์กรกีฬา และผลประโยชน์ของชาติเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ
แม้ทรัมป์และอินฟานติโนจะยืนยันตรงกันว่า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเป็นของคณะกรรมการอิสระ แต่เสียงวิจารณ์จากเบลเยียมและฝ่ายที่ตั้งคำถามต่อฟีฟ่า ทำให้เรื่องนี้ยังเป็นประเด็นที่ถูกจับตา เพราะหัวใจสำคัญของกีฬาไม่ได้อยู่ที่ผลการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเชื่อมั่นว่า ทุกทีมถูกตัดสินภายใต้กติกาเดียวกัน
ที่มา: อ้างอิง:
https://www.reuters.com/sports/soccer/trump-intervention-sparks-world-cup-storm-fifa-clears-balogun-face-belgium-2026-07-06/
https://apnews.com/article/b5f509db64ecca71c4fe0cd860755478
https://www.uefa.com/news-media/news/02a7-2109c8e9ef81-de5a993db109-1000--uefa-statement-on-the-balogun-case/
เปิดตำนาน 7 ห้างสรรพสินค้าในอดีตที่เคยรุ่งเรือง
10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำ
ทรัมป์ ประกาศลงสมัครเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย!!
ถนน 1 กิโลเมตร แพงแค่ไหน
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
รูเล็ก ๆ บนหัวซิป มีไว้ทำอะไร?
ถนนทรุดตัวในจีน เจอโครงกระดูกจำนวนมาก! เป็นของทหารจากยุทธการหยูปี้เมื่อ 1480 ปีก่อน
ทำไมเสาไม้ใต้เวนิสยังไม่ผุ
"ชัค รัสโซ" ผู้กำกับ ที่ดัน "จิม แคร์รี่" - "ดเวย์น จอห์นสัน" เสียชีวิตอย่างกะทันหันที่บ้านด้วยวัย 74 ปี
รดน้ำต้นไม้เวลาไหนดี
ทำไมเรียกว่า "เช่าพระ" ไม่เรียกว่า "ซื้อพระ"
งบจัดคอนเสิร์ตหมดไปกับอะไร
เปิดตำนาน 7 ห้างสรรพสินค้าในอดีตที่เคยรุ่งเรือง
ทรัมป์ ประกาศลงสมัครเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย!!
"ชัค รัสโซ" ผู้กำกับ ที่ดัน "จิม แคร์รี่" - "ดเวย์น จอห์นสัน" เสียชีวิตอย่างกะทันหันที่บ้านด้วยวัย 74 ปี
ถนน 1 กิโลเมตร แพงแค่ไหน
ถ้าพระพุทธเจ้ายังอยู่ โลกจะสงบขึ้นไหม
หญิงคนหนึ่งจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลพ่อที่ชรา แต่กลับต้องตกใจเมื่อได้รู้อดีตของผู้ดูแล
ทรัมป์ ประกาศลงสมัครเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย!!
พัฟฟ์ แดดดี้ กำลังมีปัญหา การทะเลาะวิวาทในเรือนจำ ทำให้เขาถูกขังเดี่ยว และอาจส่งผลต่อการลดโทษ-เพิ่มเวลารับโทษ
เกาหลีเหนือวางแผนส่งทหารอีก 30,000 นายไปช่วยรัสเซีย! เซเลนสกีเตือนประเทศในเอเชียกำลังเผชิญกับภัยคุกคาม