หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
News บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

จักรพรรดินีองค์สุดท้ายของจีน ชีวิตของว่านหรงจากวังสู่คุก

เขียนโดย ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน

 

ว่านหรง จักรพรรดินีองค์สุดท้ายของจีน และจุดจบสุดน่าเศร้าในคุก

ชีวิตของ “ว่านหรง” จักรพรรดินีองค์สุดท้ายของจีน เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์จีนได้อย่างเจ็บปวดที่สุด

เธอเคยเกิดมาในตระกูลสูง ได้รับการศึกษาอย่างดี มีชีวิตแบบหญิงสาวชนชั้นสูง และได้ขึ้นเป็นจักรพรรดินี ภรรยาของ “ปูยี” จักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิง

แต่สุดท้าย ชีวิตที่ดูเหมือนอยู่บนจุดสูงสุด กลับค่อย ๆ พังทลายลงอย่างโดดเดี่ยว ทั้งชีวิตคู่ที่ไร้ความอบอุ่น การติดฝิ่น ความเจ็บป่วย และการเสียชีวิตในคุกโดยไม่มีคนใกล้ชิดอยู่ข้างกาย

เด็กหญิงชนชั้นสูง ที่เติบโตมากับโลกแบบตะวันตก

ว่านหรง เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1906 ในครอบครัวชนชั้นสูงชาวแมนจู พ่อของเธอเป็นขุนนางระดับสูง ส่วนแม่เสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเล็ก

แม้จะขาดแม่ตั้งแต่วัยเด็ก แต่ว่านหรงเติบโตขึ้นในบ้านที่มีฐานะดี ได้รับการศึกษาที่ดี และได้เรียนรู้วัฒนธรรมตะวันตกตั้งแต่อายุยังน้อย

เธอชอบเรียนภาษาอังกฤษ เล่นดนตรี แต่งตัวตามแฟชั่นสมัยใหม่ ถ่ายรูป และชื่นชอบวิถีชีวิตแบบตะวันตก จนตั้งชื่อภาษาอังกฤษให้ตัวเองว่า “เอลิซาเบธ”

ในสายตาของคนยุคนั้น ว่านหรงไม่ใช่หญิงสาวในกรอบเดิมของราชสำนักเท่านั้น แต่เป็นหญิงสาวรุ่นใหม่ที่มีความสนใจต่อโลกภายนอกมากกว่าคนจำนวนมากในวัง

แต่ช่วงเวลาที่เธอกำลังเติบโต จีนก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

หลังการปฏิวัติซินไห่ในปี ค.ศ. 1911 ราชวงศ์ชิงล่มสลาย จักรพรรดิไม่มีอำนาจปกครองประเทศอีกต่อไป แม้ว่า ปูยี ยังอาศัยอยู่ในพระราชวังต้องห้าม แต่ก็เป็นเพียงจักรพรรดิในนาม ไม่มีอำนาจเหมือนในอดีต

พูดง่าย ๆ คือ วังยังอยู่ ตำแหน่งยังอยู่ แต่โลกเดิมที่รองรับอำนาจของราชวงศ์กำลังหายไปแล้ว

 

แต่งงานกับปูยี แต่ไม่ได้เริ่มจากความรัก

เมื่อว่านหรงอายุ 16 ปี เธอถูกคัดเลือกจากหญิงสาวตระกูลสูงหลายคน ให้แต่งงานกับ ปูยี

ในปี ค.ศ. 1922 เธอกลายเป็นจักรพรรดินีองค์สุดท้ายของจีน พิธีแต่งงานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และหรูหราในพระราชวังต้องห้าม

แต่ความจริงแล้ว การแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความรัก

ญาติของว่านหรงเคยเล่าว่า เธอไม่ได้เต็มใจแต่งงาน และในคืนวันแต่งงาน ปูยีก็เดินออกจากห้องหอ ปล่อยให้ภรรยาสาวอยู่คนเดียว

เหตุการณ์นี้มักถูกเล่าต่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ที่เย็นชา เพราะหลังจากแต่งงานแล้ว ว่านหรงต้องใช้ชีวิตอยู่ในราชสำนักที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบ ความกดดัน และการแข่งขันระหว่างภรรยากับสนม

เธอพยายามหาความสุขด้วยการเรียนภาษาอังกฤษ เล่นออร์แกน ฟังเพลงแจ๊ส กินอาหารตะวันตก และถ่ายภาพ

แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่สามารถทดแทนความอบอุ่นในชีวิตคู่ได้ เพราะปูยีแทบไม่ให้ความสนใจเธอ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองจึงห่างเหินมากขึ้นเรื่อย ๆ

ความเหงาในวัง และการเริ่มพึ่งพาฝิ่น

ชีวิตของว่านหรงในวังไม่ได้งดงามเหมือนตำแหน่งจักรพรรดินี

ภายนอกเธออาจมีฐานะสูง แต่ภายในกลับต้องอยู่กับความกดดัน ความโดดเดี่ยว และความรู้สึกไร้ทางเลือก

ความเครียด ความเหงา และแรงกดดันจากชีวิตในวัง ทำให้ว่านหรงเริ่มใช้ฝิ่นเพื่อบรรเทาอาการปวดหัวและปวดท้อง

ในช่วงแรก อาจเป็นเพียงการใช้เพื่อคลายความทรมานทางร่างกาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป การพึ่งพาฝิ่นกลับกลายเป็นปัญหาหนักที่กัดกินชีวิตของเธอทั้งร่างกายและจิตใจ

การติดฝิ่นในยุคนั้นไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันสามารถทำให้คนคนหนึ่งค่อย ๆ สูญเสียสุขภาพ ความสามารถในการใช้ชีวิต และความมั่นคงทางอารมณ์ได้อย่างรุนแรง

สำหรับว่านหรง สิ่งนี้กลายเป็นเงาดำที่ติดตามเธอไปจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต

จากพระราชวังต้องห้าม สู่ชีวิตลอยเคว้งที่เทียนจิน

ในปี ค.ศ. 1924 ปูยีและคนในราชสำนักถูกบังคับให้ออกจากพระราชวังต้องห้าม ทั้งหมดจึงย้ายไปอยู่ที่เมืองเทียนจิน ภายใต้การคุ้มครองของญี่ปุ่น

การออกจากวังครั้งนั้น ไม่ได้ทำให้ชีวิตของว่านหรงเป็นอิสระขึ้นอย่างแท้จริง

ตรงกันข้าม ชีวิตของเธอยิ่งว่างเปล่า เธอใช้เวลาไปกับงานเลี้ยง การซื้อของ และการเต้นรำ แต่ทั้งหมดดูเหมือนเป็นเพียงการพยายามลืมความทุกข์

ภายในใจ เธอกลับยิ่งโดดเดี่ยว สุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจก็ทรุดลงเรื่อย ๆ

ต่อมาในปี ค.ศ. 1931 สนมเหวินซิ่ว ตัดสินใจหย่ากับปูยี ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สร้างความอับอายให้ราชวงศ์อย่างมาก

แต่แทนที่ปูยีจะมองปัญหาจากชีวิตคู่ของตัวเอง เขากลับโทษว่านหรง และยิ่งตีตัวออกห่างจากเธอ

เหตุการณ์นี้ทำให้ชีวิตของว่านหรงยิ่งเปราะบางลงไปอีก

จักรพรรดินีอีกครั้ง ในรัฐหุ่นเชิดแมนจูกัว

หลังจากนั้นไม่นาน ญี่ปุ่นได้ตั้งรัฐหุ่นเชิดแมนจูกัว และแต่งตั้งปูยีเป็นจักรพรรดิของรัฐใหม่

ว่านหรงจึงได้เป็นจักรพรรดินีอีกครั้ง

แต่ตำแหน่งนี้แทบไม่มีความหมาย เพราะอำนาจที่แท้จริงอยู่ภายใต้การควบคุมของญี่ปุ่นทั้งหมด

เธอแทบไม่ออกงานสาธารณะ เก็บตัวอยู่แต่ในที่พัก และติดฝิ่นหนักกว่าเดิม

บางข้อมูลระบุว่า เธอเสพฝิ่นในปริมาณมากต่อวัน แต่รายละเอียดลักษณะนี้ควรอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะมาจากบันทึกและคำบอกเล่าหลายชุดที่อาจแตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นตรงกันคือ ช่วงปลายชีวิตของว่านหรงเต็มไปด้วยความทุกข์ เธอเจ็บป่วยเรื้อรัง สูบบุหรี่ตลอดเวลา ร่างกายผอมแห้ง อ่อนแรง และแทบไม่สามารถดูแลตัวเองได้

แม้เธอจะเคยให้กำเนิดลูก แต่เด็กคนนั้นไม่ได้มีชีวิตรอด เรื่องนี้กลายเป็นบาดแผลใหญ่ที่ทำให้เธอยิ่งเสียใจและหมดหวังกับชีวิต

 

ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังในวันที่ทุกอย่างพัง

ในปี ค.ศ. 1945 เมื่อกองทัพสหภาพโซเวียตบุกแมนจูเรีย ปูยีรีบหลบหนี แต่ไม่ได้พาว่านหรงไปด้วย

เธอจึงถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

สำหรับคนที่เคยมีตำแหน่งเป็นจักรพรรดินี ภาพสุดท้ายของชีวิตกลับไม่ใช่ความหรูหราในวัง แต่เป็นการหลบหนี ความสับสน และการถูกจับกุม

ต่อมาในต้นปี ค.ศ. 1946 ขณะที่ว่านหรงพยายามหลบหนีไปยังเกาหลี เธอถูกกองกำลังคอมมิวนิสต์จับกุมและนำตัวไปคุมขัง

สภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำเลวร้ายมาก ทั้งอาหารไม่เพียงพอ สุขภาพทรุดหนัก และยังต้องทนทุกข์จากอาการขาดฝิ่น

สำหรับว่านหรง นี่ไม่ใช่แค่การสูญเสียอิสรภาพ แต่เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายและจิตใจของเธอพังลงจนแทบไม่เหลือแรงประคองชีวิต

จุดจบในคุก และร่างที่ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1946 ว่านหรงเสียชีวิตในวัยเพียง 39 ปี โดยไม่มีครอบครัวหรือคนใกล้ชิดอยู่ด้วย

หลายบันทึกกล่าวว่า เธอเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในห้องขัง และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าพระศพของว่านหรงอยู่ที่ใด

 

นี่จึงเป็นตอนจบที่น่าเศร้าอย่างยิ่งของผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยได้รับตำแหน่งสูงที่สุดในราชสำนักจีน

แต่เมื่อมองให้ลึกลงไป เรื่องของว่านหรงไม่ได้เป็นเพียงโศกนาฏกรรมส่วนตัวของจักรพรรดินีองค์สุดท้ายเท่านั้น

มันยังสะท้อนยุคสมัยที่อำนาจเก่าล่มสลาย ผู้คนจำนวนหนึ่งถูกผลักเข้าสู่ชะตากรรมที่ตัวเองเลือกไม่ได้ และผู้หญิงในราชสำนักจำนวนมาก แม้จะดูสูงส่งจากภายนอก แต่กลับไม่มีอิสระเหนือชีวิตของตัวเองอย่างแท้จริง

ว่านหรงจึงถูกจดจำไม่ใช่เพราะความยิ่งใหญ่ของตำแหน่งเท่านั้น แต่เพราะชีวิตของเธอเป็นภาพสะท้อนที่เจ็บปวดว่า บางครั้งการอยู่บนจุดสูงสุดของสังคม ก็ไม่ได้แปลว่าจะมีความสุข หรือมีอำนาจกำหนดชีวิตตัวเองเสมอไป

 



⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 200 ครั้ง
เขียนโดย ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
นักข่าวสายไวรัล [เน้นข่าวต่างประเทศ] และ คนดูหนังแห่งชาติ
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
10 VOTES (5/5 จาก 2 คน)
VOTED: rage555, ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
10 ถนนในประเทศไทยที่ขึ้นชื่อว่าเกิดอุบัติเหตุบ่อยและมีจุดเสี่ยงสูงทำไมน้ำดื่มที่แพงที่สุดในโลก ถึงมีราคาขวดละ 2 ล้านบาท?ทำไมกินคำโตหรือดื่มน้ำอัดลมแล้วต้องสะอึกมารู้จัก “ตะขบยักษ์” ผลไม้พื้นบ้านลูกโต รสหวาน ปลูกง่าย10 รถจักรยานยนต์ยุค 80 รุ่นดัง ที่หลายคนยังจดจำเรื่องจริง “เป็ดทะเลสาบอาร์เจนตินา” มีอันนั้นยาวเป็นเกลียว ยาวกว่าคนเยอะเลยทำไมคนนั่งหลังเวียนหัวง่ายกว่าคนขับเวลาเจอทางโค้งความจริงของยางลบสองสี ฝั่งสีน้ำเงินไม่ได้มีไว้ลบปากกา รู้ไว้ก่อนกระดาษพังค้นพบลิงพันธุ์ใหม่ “ริมฝีปากสีส้ม” เหมือนทาลิปสติก! สวยแปลกตามาก4 รถแห่ที่มีค่าจ้างที่แพงที่สุดมหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ"น้อยหน่า" vs "น้อยโหน่ง" ต่างกันอย่างไร?
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
10 เมกะโปรเจกต์อาคารในไทย ใช้งบสูงและก่อสร้างนานหลายปีพิธีกรรมขุดศพบรรพบุรุษขึ้นมาแต่งตัวใหม่ของชาวโทราจามหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบรายได้ช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน (ช่าง Airframe หรือช่างซ่อมเครื่องบิน)
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ข่าววันนี้
กรม พส. ลุย จ.นครพนม เดินหน้าปล่อยคาราวาน “อพม.เคาะประตูบ้าน” ยกระดับการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ ดูแลกลุ่มเปราะบางถึงชุมชนหญิงไทยเก็บเงินในเซฟเพราะกลัวโจรสุดท้ายต้องร้องไห้ทั้งน้ำตาอาม่าใจเด็ดกระโดดลงไปในแม่น้ำเพื่อช่วยชีวิตคนจมน้ำที่ประเทศจีน"แอนดี้ เบิร์นแฮม" กำลังเตรียมเข้ารับตำแหน่งนายกอังกฤษ
ตั้งกระทู้ใหม่