นักวิจัยมะกันค้นพบว่า "การกินมะม่วงช่วยลดริ้วรอยได้"
มีการศึกษาทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารที่เกี่ยวข้อกับสารอาหาร ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเดวิส ในประเทศอเมริกา ซึ่งได้ติดตามผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน จำนวน 32 คน เป็นเวลา 16 สัปดาห์ และ พบว่า "มีความสมดุลที่ละเอียดอ่อน ระหว่างปริมาณการบริโภคมะม่วง กับริ้วรอยบนใบหน้า" กล่าวคือ "การกินในปริมาณที่เหมาะสม อาจช่วยลดริ้วรอยได้ แต่หากกินมากเกินไป อาจเร่งกระบวนการชราของผิว!!"
กระบวนการชราของผิว แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การเสื่อมสภาพจากภายใน และ การเสื่อมสภาพจากภายนอก โดยการเสื่อมสภาพจากแสงแดด ถือเป็นปัจจัยภายนอกหลัก ซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบของริ้วรอย จุดด่างดำ และ ผิวหย่อนคล้อย และ มะม่วงอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน แคโรทีนอยด์อื่นๆ และ กรดฟีนอลิก เช่น กรดแกลลิก กรดคลอโรจีนิก และ กรดโปรโตคาเทคูอิก ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระสูง สามารถช่วยปกป้องผิวโดยกำจัดอนุมูลอิสระ ที่เกิดจากรังสี UV และ ช่วยปรับการแสดงออกของยีน
งานวิจัยนี้... ใช้การวิจัยแบบสุ่ม โดยแบ่งผู้เข้าร่วมเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่บริโภคมะม่วง 85 กรัม และกลุ่มที่บริโภค 250 กรัม โดยรับประทานสัปดาห์ละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 16 สัปดาห์ มะม่วงถูกแช่แข็งหลังสุก และ ให้ผู้เข้าร่วมรับประทานตามต้องการ [แต่ห้ามให้ความร้อน เพื่อป้องกันการสูญเสียวิตามิน] นักวิจัยได้ถ่ายภาพใบหน้าความละเอียดสูง ในสัปดาห์ที่ 0, 8 และ 16 และ ใช้ระบบภาพ 3 มิติในการวัดความยาว ความกว้าง และ ความรุนแรงของริ้วรอยบริเวณหางตา และ จากผลการศึกษา พบว่า "ในกลุ่มที่บริโภค 85 กรัม ความรุนแรงของริ้วรอยลึกบริเวณหางตาด้านขวา ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 23% หลัง 8 สัปดาห์ และยังคงดีขึ้น 20% หลัง 16 สัปดาห์ ส่วนด้านซ้ายแม้ไม่ถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ แต่ก็มีแนวโน้มดีขึ้น ความยาวของริ้วรอยลึกลดลงถึง 32.7% หลัง 16 สัปดาห์ ซึ่งดีกว่ากลุ่ม 250 กรัมอย่างชัดเจน"
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่บริโภค 250 กรัมกลับมีผลแย่ลงในบางตัวชี้วัดหลัง 16 สัปดาห์ ได้แก่ ความรุนแรงของริ้วรอยปานกลางเพิ่มขึ้น ความยาวริ้วรอยเพิ่มขึ้น 25% รวมถึงริ้วรอยขนาดเล็กและริ้วรอยใหม่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกัน กลุ่ม 85 กรัมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าอย่างชัดเจน ในหลายตัวชี้วัด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า "ปริมาณที่เหมาะสม เป็นกุญแจสำคัญ ในการลดริ้วรอย!!"
นอกจากนี้ งานวิจัยยังวัดความแดงของผิวบริเวณแก้ม และ ปริมาณแคโรทีนอยด์ในผิว ซึ่งพบว่า "ในกลุ่ม 85 กรัม ความแดงบริเวณแก้มซ้าย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลัง 16 สัปดาห์ ในขณะที่กลุ่ม 250 กรัมไม่มีการเปลี่ยนแปลงชัดเจน" ถึงแม้ว่าปริมาณแคโรทีนอยด์ในผิวจะไม่ต่างกันมากนักระหว่าง 2 กลุ่ม แต่ในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนพบว่า "ระดับแคโรทีนอยด์เพิ่มขึ้นทั้งในสัปดาห์ที่ 8 และ 16"
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า "ปริมาณเบต้าแคโรทีนในอาหาร มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับแคโรทีนอยด์ในผิวและความแดงของผิว" และ "มีความสัมพันธ์เชิงลบกับความดันโลหิต ซึ่งแสดงว่าแคโรทีนอยด์อาจส่งผลต่อผิวทางอ้อม ผ่านการปรับปรุงการทำงานของหลอดเลือด"
เขียนโดย ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
ทำไมกินคำโตหรือดื่มน้ำอัดลมแล้วต้องสะอึก
4 รถแห่ที่มีค่าจ้างที่แพงที่สุด
เปิดตำนาน "พิธีอาบน้ำสะดือมังกร" ความมหัศจรรย์แห่งทะเลสัตหีบ
ความจริงของยางลบสองสี ฝั่งสีน้ำเงินไม่ได้มีไว้ลบปากกา รู้ไว้ก่อนกระดาษพัง
ทำไมคนนั่งหลังเวียนหัวง่ายกว่าคนขับเวลาเจอทางโค้ง
เรื่องจริง “เป็ดทะเลสาบอาร์เจนตินา” มีอันนั้นยาวเป็นเกลียว ยาวกว่าคนเยอะเลย
10 ถนนในประเทศไทยที่ขึ้นชื่อว่าเกิดอุบัติเหตุบ่อยและมีจุดเสี่ยงสูง
ทำไมน้ำดื่มที่แพงที่สุดในโลก ถึงมีราคาขวดละ 2 ล้านบาท?
10 รถจักรยานยนต์ยุค 80 รุ่นดัง ที่หลายคนยังจดจำ
มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ
มารู้จัก “ตะขบยักษ์” ผลไม้พื้นบ้านลูกโต รสหวาน ปลูกง่าย
ค้นพบลิงพันธุ์ใหม่ “ริมฝีปากสีส้ม” เหมือนทาลิปสติก! สวยแปลกตามาก
รายได้ช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน (ช่าง Airframe หรือช่างซ่อมเครื่องบิน)
ถ้ำน้ำแข็งมุตโนฟสกี มหัศจรรย์ความสวยที่เกิดจากภูเขาไฟและธารน้ำแข็ง
10 ถนนในประเทศไทยที่ขึ้นชื่อว่าเกิดอุบัติเหตุบ่อยและมีจุดเสี่ยงสูง
ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากกว่าจำนวนประชากรของตัวเอง
ทำไมคนนั่งหลังเวียนหัวง่ายกว่าคนขับเวลาเจอทางโค้ง
กรม พส. ลุย จ.นครพนม เดินหน้าปล่อยคาราวาน “อพม.เคาะประตูบ้าน” ยกระดับการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ ดูแลกลุ่มเปราะบางถึงชุมชน
หญิงไทยเก็บเงินในเซฟเพราะกลัวโจรสุดท้ายต้องร้องไห้ทั้งน้ำตา
อาม่าใจเด็ดกระโดดลงไปในแม่น้ำเพื่อช่วยชีวิตคนจมน้ำที่ประเทศจีน
"แอนดี้ เบิร์นแฮม" กำลังเตรียมเข้ารับตำแหน่งนายกอังกฤษ



