มาเลเซียประกาศกร้าว ไม่ยอมเสียพื้นที่ทะเลด้านสุราเวสีแม้แต่ตารางนิ้วเดียวให้กับอินโดนีเซีย ก็ขอให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันอย่างสันติ และใช้ความอดทนอดกลั้นในการเจรจานะจ๊ะ (คุ้นๆไหม...)

ช่วงนี้ถ้าใครติดตามข่าวต่างประเทศคงเริ่มรู้สึกได้ว่า บรรยากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันเริ่มตึง ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องพื้นที่ทางทะเลทับซ้อนกัน ระหว่าง “อัลวา” กับอินโดนีเซีย ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2568 และจนถึงตอนนี้ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้สักที
ฝั่งอัลวาเองก็ออกมาประกาศจุดยืนแบบแข็งกร้าว ว่าถ้าการเจรจายังไม่คืบหน้า และไม่สามารถตกลงกันได้อย่างเป็นธรรม ก็พร้อมจะปกป้องสิทธิของตัวเองทุกทาง แม้กระทั่งการเผชิญหน้ากันโดยตรง ฟังแล้วก็รู้เลยว่าไม่ใช่คำพูดลอย ๆ แต่เป็นการส่งสัญญาณชัด ๆ ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องที่จะยอมถอยกันง่าย ๆ
ขณะที่ทางฝั่งอินโดนีเซียก็ไม่น้อยหน้า นายกรัฐมนตรีออกมาแสดงท่าทีชัดเจนเช่นกันว่า พร้อมจะส่งเรือรบเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณระหว่าง “เกาะสุลาเวสี” กับ “ทะเลอัมบาลัต” หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย นั่นเท่ากับเป็นการประกาศว่าพื้นที่ตรงนี้คือเขตผลประโยชน์สำคัญที่อินโดนีเซียมองว่าไม่สามารถปล่อยให้ใครเข้ามาอ้างสิทธิฝ่ายเดียวได้
ถ้ามองให้ลึกลงไป ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องเส้นบนแผนที่ แต่คือเรื่องทรัพยากรใต้ทะเล ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว ใครได้ครอบครองหรือมีอำนาจควบคุมพื้นที่ ก็เหมือนถือกุญแจไปสู่ความได้เปรียบมหาศาลในอนาคต เพราะฉะนั้นการเจรจามันจึงยาก และเต็มไปด้วยแรงกดดันจากทุกฝ่าย
ภาพที่น่ากังวลที่สุดก็คือ เมื่อการทูตเริ่มเดินช้าลง แต่กำลังทหารเริ่มขยับเร็วขึ้น การส่งเรือรบ การลาดตระเวน หรือการแสดงแสนยานุภาพทางทะเล อาจกลายเป็นชนวนที่ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดกว่าเดิม ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ไม่มีใครอยากให้มันบานปลายไปถึงขั้นปะทะกันจริง ๆ เพราะผลกระทบจะไม่หยุดแค่สองประเทศ แต่จะสะเทือนทั้งภูมิภาค
หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเกมการเมืองระหว่างประเทศ เป็นการข่มกันเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าจะรบกันจริง แต่ในประวัติศาสตร์โลก เราก็เห็นมาแล้วหลายครั้งว่า ความขัดแย้งเล็ก ๆ ถ้าสื่อสารพลาด หรือมีอารมณ์ชาตินิยมเข้ามาผสม มันสามารถลุกลามจนควบคุมไม่อยู่ได้เหมือนกัน
สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้จึงเหมือนบททดสอบของการทูตสมัยใหม่ ว่าจะสามารถใช้โต๊ะเจรจาเอาชนะเสียงปืนได้หรือไม่ จะใช้เหตุผลและผลประโยชน์ร่วมกัน แทนการแสดงพลังทางทหารได้แค่ไหน เพราะไม่ว่าฝ่ายไหนจะ “ชนะ” ในเชิงพื้นที่ แต่ถ้าเกิดการปะทะจริง ผู้แพ้ตัวจริงอาจเป็นความสงบของภูมิภาค และความเชื่อมั่นระหว่างประเทศที่สั่งสมกันมานาน
มองในมุมหนึ่ง สถานการณ์นี้ก็เหมือนสัญญาณเตือนว่า โลกปัจจุบันยังไม่พ้นจากปัญหาเรื่องเขตแดนและทรัพยากร ต่อให้เทคโนโลยีก้าวหน้าแค่ไหน มนุษย์ก็ยังต้องกลับมาเผชิญกับคำถามเดิม ๆ ว่า จะเลือก “เจรจา” หรือจะเลือก “เผชิญหน้า” และคำตอบของคำถามนี้เอง ที่จะกำหนดทิศทางอนาคตของภูมิภาคนี้ต่อไป.
มีเพียง 2 อำเภอในประเทศไทย ที่มีประชากรทั้งหมดน้อยกว่า 5000 คน
สวนสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุด และโด่งดังมากที่สุดในประเทศไทย
สกุลเงินที่อ่อนค่ามากที่สุด อันดับหนึ่งในกลุ่มประเทศทวีปเอเชีย
งานก่อสร้างลานจอดรถ นำไปสู่การค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ครั้งประวัติศาสตร์
ทัวร์ฮาร์บินนรก ไม่จ่ายค่า รร. ทิ้งลูกทัวร์ เสียหายกว่า 7 แสน
ทำไม...."นกกะปูดตาแดง น้ำแห้งก็ตาย"
"ธานินทร์"ตำนานเครื่องใช้ไฟฟ้าของไทย
หนุ่มฝากเงินเป็นแสนนาน 20 ปี จะถอนมาสร้างบ้าน พนง.ธนาคารบอก คุณไม่เคยเปิดบัญชีที่นี่มาก่อนนะ
มิติใหม่ของชีวิตหอพัก: เมื่อ "เพื่อนบ้าน" เป็นยีราฟตัวสูงใหญ่ใจดี
กระเพาะปลาที่หายากที่สุด และมีราคาแพงมากที่สุดในปัจจุบัน
กษัตริย์หลุยส์ที่ 14 อาบน้ำ 3 ครั้งในชีวิต
ทำไม Nissan ถึงยอมทิ้งแบรนด์ Datsun?
ตำนานที่ถูกสร้างด้วยความเชื่อ กับชีวิตจริงที่พังทลายของ “แฝดลิ้นดำ”
อาหารที่อร่อยและโด่งดังที่สุด อันดับหนึ่งของประเทศกัมพูชา
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโทโฮของประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับนาซ่า ใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์จำลองอนาคตของโลกเพื่อหาคำตอบว่า "ชีวิตบนโลกจะถึงจุดจบเมื่อไรกันแน่ ?"
5 สัญญาณ "นอกใจเงียบ" พฤติกรรมอันตรายที่บั่นทอนความสัมพันธ์
"ทนายแก้ว" ร่อนจดหมายเปิดใจ ขออภัยทุกฝ่ายหลังตกเป็นข่าวใหญ่
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโทโฮของประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับนาซ่า ใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์จำลองอนาคตของโลกเพื่อหาคำตอบว่า "ชีวิตบนโลกจะถึงจุดจบเมื่อไรกันแน่ ?"
ระทึก! รถด่วนพิเศษ ข.7 เครื่องยนต์ขัดข้องควันท่วมที่สถานีลพบุรี
"หมิว ณัชชา" สวยสง่าในชุดไทยจักรี..ดีกรีนางเอกดาวรุ่งพุ่งแรง
