หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
News บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ดร.โสภณยื่นนายกฯ+พรรคต่างๆ: พัฒนาชาติด้วยภาษีอสังหาฯว่างเปล่า

โพสท์โดย doctorsopon

            เมื่อวันจันทร์ที่ 12 มกราคม 2568 ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ได้ยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ เรื่อง ข้อเสนอการพัฒนาเศรษฐกิจชาติด้วยการเก็บภาษีอสังหาริมทรัพย์ว่างเปล่า

            เนื่องด้วยขณะนี้เศรษฐกิจในขณะนี้เติบโตช้า คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.5%-1.8% ชะลอลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567-8 ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกในประทศไทยและมีฐานข้อมูลต่อเนื่องที่สุดตั้งแต่ปี 2537 จึงขอเสนอแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชาติด้วยการเก็บภาษีอสังหาริมทรัพย์ว่างเปล่า

 

 

            ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย ได้สำรวจบ้านว่างหรือที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จแต่ไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัยตั้งแต่ปี 2538 และในปี 2541 พบบ้านว่างประมาณ 350,000 หน่วย  และบ้านว่างก็เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจากจำนวนบ้านในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีอยู่ 6,390,376 หน่วย ประมาณว่าเป็นบ้านว่าง 734,893 หน่วย ส่วนจำนวนบ้านในบริเวณอื่นทั่วประเทศ มี 22,738,143 หน่วย คาดว่ามีสัดส่วนบ้านว่างในบริเวณอื่นทั่วประเทศ 4.0% ดังนั้นจำนวนบ้านว่างในบริเวณอื่นทั่วประเทศจึงควรเป็น 909,526 หน่วย รวมทั่วประเทศก็คือ 1,644,419 หน่วย  หากประมาณการว่าราคาเฉลี่ยต่อหน่วยคือ 2.1 ล้านบาท ทำให้มูลค่าของบ้านว่างเป็นเงินถึง 3,453,280 ล้านบาท ซึ่งเกือบเท่า (หรือ 91.3%) ของงบประมาณแผ่นดิน พ.ศ.2569 (3,780,600 ล้านบาท)

 

            บ้านว่างเหล่านี้ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ ผู้เป็นเจ้าของอาจเพียงหวังเก็บไว้เป็นสมบัติส่งต่อให้ลูกหลานและเพื่อการลงทุน บ้านเหล่านี้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยเพราะมักอยู่ในเขตใจเมือง มีสาธารณูปโภคครบครัน ทำให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยต้องขยายตัวออกสู่รอบนอกไม่สิ้นสุด ทำลายพื้นที่ชนบทและพื้นที่สีเขียว ทำให้สาธารณูปโภคต้องขยายตัวออกไปอย่างไม่สิ้นสุด ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย จึงขอเสนอให้เก็บภาษีบ้านว่างเหล่านี้  โดยมีรายละเอียดดังนี้:

 

            1. ในจำนวนบ้านว่าง 1,644,419 หน่วยนี้ สมมติให้ว่างมาแล้วเกิน 1 ปีมีสัดส่วน 90% ก็จะเป็นจำนวน 1,479,977 หน่วย (บ้านที่ว่างไม่เกิน 1 ปียังอาจเป็นช่วงเตรียมตัวเข้าอยู่อาศัย)

            2. หากสมมติว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เป็นประมาณ 40% ของราคาตลาดที่เฉลี่ย 2.1 ล้านบาท หรือเท่ากับว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เป็นเงิน 0.84 ล้านบาทต่อหน่วย

            3. มูลค่าของบ้านว่างที่พึงเสียภาษีจึงมีมูลค่ารวม 1,243,181 ล้านบาท

            4. หากเก็บภาษีปีละ 2% ก็จะได้เงินปีละ 24,864 ล้านบาทเพื่อนำเงินมาพัฒนาประเทศ

 

            การที่มีการจัดเก็บภาษีบ้านว่างเช่นนี้ ก็จะทำให้เจ้าของบ้านพยายามจะขายหรือให้เช่า อุปทานที่อยู่อาศัยก็จะมีมากขึ้น ราคาและค่าเช่าที่อยู่อาศัยก็จะถูกลง ทำให้ประชาชนที่ต้องการซื้อหรือเช่าบ้าน สามารถจ่ายได้ในราคาที่ถูกลง สามารถนำเงินที่เหลือไปหมุนเวียนทางอื่นได้อีก คาดว่าในปีแรกอาจมีบ้านว่างออกขายได้ประมาณ 5% สมมติ ณ ราคา 2.1 ล้านบาท ก็จะเป็นเงิน 172,664 ล้านบาท (1,644,419 หน่วย x 5% x 2.1 ล้านบาท) การหมุนเวียนของเงินจำนวนนี้ก็จะสามารถใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง

 

            กรณีนี้ยังหมายรวมไปถึงอาคารเก่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นอาคารธุรกิจ อาคารอุตสาหกรรม ฯลฯ รวมทั้งที่ดินเปล่า โดยอาจกำหนดให้ที่ดินเปล่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จะต้องเสียภาษีทั้งหมด ไม่ว่าจะ (แสร้ง) ทำเกษตรกรรม (โดยเฉพาะในเขตเมือง) หรือไม่ก็ตาม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มที่แทนการขยายเมืองในแนวราบในบริเวณชานเมืองหรือพื้นที่เกษตรกรรม (เพราะเจ้าของที่ดินในเขตเมืองไม่ยินดีขายแต่หวังเก็บที่ดินไว้โดยไม่ต้องเสียภาษี)  หากมีการจัดเก็บภาษีอย่างจริงจังในอสังหาริมทรัพย์อื่นเช่นนี้ น่าจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนปีละหลายแสนล้าน ทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้น

 

            สำหรับเจ้าของที่ดินที่สาบสูญไปหรือไม่สามารถติดต่อได้ภายในกำหนด 3 ปี ก็ให้ทางราชการสามารถนำทรัพย์สินเหล่านี้มาขายในตลาดเปิดตามราคาตลาดในห้วงนั้นๆ และรัฐเก็บภาษี 10% เงินส่วนที่เหลือก็สามารถเก็บไว้ ณ สถาบันการเงินของรัฐที่เจ้าของสามารถมาเบิกใช้ได้พร้อมดอกเบี้ยในภายหลัง

 

            ยิ่งกว่านั้นในอนาคตรัฐควรให้ท้องถิ่นต่างๆ จัดทำบัญชีประเมินทุนทรัพย์เองให้สอดคล้องกับราคาตลาด ท้องถิ่นจะได้มีรายได้มาพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องพึ่งพิงส่วนกลาง และจากประสบการณ์ของนครต่างๆ ทั่วโลก การมีหน่วยงานประเมินค่าทรัพย์สินของท้องถิ่นใช้งบประมาณไม่มากนัก และคุ้มค่ากับการจัดเก็บภาษีเป็นอย่างยิ่ง

ขอบคุณเนื้อหา และสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่: https://www.area.co.th/t/9700
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
doctorsopon's profile


โพสท์โดย: doctorsopon
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
10 VOTES (5/5 จาก 2 คน)
VOTED: Sarasin Satayasuk, sky555
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ชาติในภูมิภาคอาเซียน ที่ติดหนี้เงินกู้จากประเทศจีนมากที่สุดประเทศที่ชอบทุเรียนไทยที่สุด นำเข้าทุเรียนจากไทยมากเป็นอันดับหนึ่งจบยุคเดินข้ามชิล ไทยขยับจริง สร้างกำแพง–ขุดคูน้ำหนองจาน ปิดช่องทางเดิมแบบถาวรจังหวัดนี้เลี้ยงไก่มากที่สุดในไทยประเทศที่คนนิยมมาซื้อบ้านในประเทศไทยมากที่สุด5 อันดับ ประเทศที่มีขยะมากที่สุดในโลกเจาะลึกเลขเด็ด "แม่นมากขั้นเทพ" และสถิติย้อนหลัง 10 ปี งวดวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569ประเทศที่ คนอัดแน่นที่สุดในโลกประเทศนอกเมืองจีน ที่มีคนจีนย้ายไปอาศัยอยู่จำนวนมากที่สุด10 จังหวัดที่เหมาะกับการใช้รถไฟฟ้าในปี 20267 แหล่งท่องเที่ยวด้านความ "แปลก" ในประเทศไทย10 ประเทศ ที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มากที่สุด
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
นักการเมืองที่รวยที่สุด มีทรัพย์สินมากที่สุดอันดับหนึ่งในโลก
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ข่าววันนี้
ญี่ปุ่นเผชิญวิกฤต หลังหิมะตกหนัก สูงกองพะเนินแฟนคลับฮือฮา หลังนางเอก AV เผยว่าเส้นหมออ้อยของเธอ ถูกคนนำไปประมูลเจ้าของแพลตฟอร์มขายเกมดัง GOG ด่า Windows มันห่วยแตกมัลแวร์ใหม่ VoidLink มีระบบลบตัวเองทิ้งอัตโนมัติ
ตั้งกระทู้ใหม่