ผู้เชี่ยวชาญเตือน "สาหร่ายคอมบุ" ในทะเลญี่ปุ่น อาจหายไป!!
ด้วยเวลาอีกเพียงเล็กน้อยก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงปลายปี 2025 การเตรียมการสำหรับ "โอเซจิ" อาหารปีใหม่แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ประณีตและงดงาม กำลังดำเนินไปอย่างคึกคักทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม่กี่คนที่ตระหนักว่า หนึ่งในวัตถุดิบที่สำคัญที่สุดของโอเซจิ กำลังเผชิญกับวิกฤตที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
โดยผู้เชี่ยวชาญได้ออกมากล่าวเตือนอย่างจริงจังว่า "หากประเมินตามสถานการณ์ที่เป็นไปได้จริง "สาหร่ายคอมบุ" อาจหายไปจากฮอกไกโด ภายในสิ้นศตวรรษนี้!!" ซึ่งความกังวลดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอาหารเทศกาลเท่านั้น แต่ยังสั่นคลอนรากฐานของวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นโดยรวมอีกด้วย!!
ปัญหานี้ไม่ได้กระทบเฉพาะ "โอเซจิ" เท่านั้น "คอมบุ" ถือเป็นหัวใจสำคัญของ "วะโชกุ" อาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม โดยเป็นวัตถุดิบหลักของน้ำซุปดาชิ ที่เป็นพื้นฐานของอาหารนานาชนิด โดยเฉพาะในภูมิภาคคันไซ ซึ่งรสชาติของอาหารถูกกำหนดด้วย "ดาชิ" จากคอมบุเป็นหลัก ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า "หากปริมาณคอมบุยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง อาหารญี่ปุ่นในรูปแบบที่เรารู้จัก อาจถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง!!"
ที่เกียวโต โรงงานต่างๆ กำลังเร่งการผลิตเพื่อรองรับความต้องการในช่วงฤดูท่องเที่ยว โอเซจิแต่ละชนิดถูกจัดเตรียมอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในเมนูหลักคือ "คอมบุ-มากิ" หรือ สาหร่ายคอมบุม้วน ต้มจนมีรสหวานนุ่ม ซึ่งถือเป็นอาหารมงคลจากการเล่นคำระหว่าง "โยโระโคบุ" ที่หมายถึง "ความยินดี" และ คำว่า "โคบุ" โดยผู้ผลิตกล่าวว่า "คอมบุยังมีบทบาทด้านรูปลักษณ์ ช่วยให้กล่องโอเซจิดูสมดุล เรียบร้อย และ ดูสมบูรณ์ยิ่งขึ้น"
นอกเหนือจากโอเซจิแล้ว คอมบุยังเป็นวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้ในฤดูหนาว ปรากฏอยู่ในอาหารหม้อไฟและเมนูตามฤดูกาลหลากหลายชนิด เดือนธันวาคมถือเป็นช่วงที่มีการบริโภคคอมบุสูงที่สุดอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นเดือนที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย ทว่าในช่วงเวลาสำคัญนี้เอง ความเสี่ยงต่อการสูญหายของคอมบุกลับยิ่งชัดเจนขึ้น
นักวิจัยที่ศึกษาการผลิตคอมบุมายาวนาน กล่าวว่า "ปริมาณการจับรวมทั้งคอมบุธรรมชาติ และ คอมบุเพาะเลี้ยงลดลงอย่างมาก โดยคอมบุธรรมชาติลดลงเหลือเพียงประมาณร้อยละ 17 ของระดับในปีแรกของยุคเฮเซ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดปรากฏการณ์ "อิโซะยาเกะ"* หรือ "ทะเลกลายเป็นทะเลทรายใต้น้ำ" ซึ่งป่าสาหร่ายหายไปเนื่องจากน้ำอุ่นขึ้นและสารอาหารลดลง ขณะเดียวกัน สิ่งมีชีวิตทะเลที่กินพืชมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น และ เข้ากัดกินสาหร่ายที่เหลืออยู่ ส่งผลให้การเสื่อมสลายรุนแรงยิ่งขึ้น"
ที่โรงงานแปรรูปในโอซาก้า ผลกระทบเริ่มเห็นได้ชัด บริษัทเก่าแก่แห่งหนึ่งผลิตขนมจากคอมบุ ที่เป็นของคุ้นเคยในครัวเรือนมานานหลายสิบปี ซึ่งมีกำลังการผลิตมากกว่า 10,000 ชิ้นต่อวัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผลผลิตที่ย่ำแย่ทำให้ราคาคอมบุสูงขึ้น บริษัทจึงจำเป็นต้องปรับราคาขึ้นเป็นครั้งแรก ในรอบหลายทศวรรษเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้ และ ปรับขึ้นอีกครั้งในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จาก 110 เยนเป็น 120 เยน ผู้บริหารกล่าวว่า "ความไม่แน่นอนด้านปริมาณและราคาในอนาคต กลายเป็นความกังวลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้!!"
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสินค้าแปรรูปเท่านั้น อัตลักษณ์ทางอาหารของคันไซสร้างขึ้น จากดาชิที่ทำจากคอมบุ ซึ่งแตกต่างจากภูมิภาคตะวันออกของญี่ปุ่น ที่นิยมดาชิจากปลาโอแห้ง ในโอซาก้า ร้านเฉพาะทางที่เสิร์ฟ "นิกุซุย" อาหารพื้นบ้านที่เป็นซุปเนื้อวัวใส่เต้าหู้ ต้องพึ่งพาดาชิจากคอมบุริชิริที่เข้มข้น เพื่อให้ได้รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ แม้ในปัจจุบันผู้จัดจำหน่ายจะยังให้ความสำคัญกับลูกค้าเดิม แต่สัญญาใหม่ๆกลับถูกปฏิเสธ และ แม้เพียงการลดลงเล็กน้อยของคุณภาพหรือปริมาณคอมบุ ก็อาจทำให้รสชาติอ่อนลง จนคุกคามการคงอยู่ของรสชาติดั้งเดิม
ร้านคอมบุ ที่มีประวัติยาวนานกว่า 120 ปี สะท้อนสถานการณ์อันน่าวิตกผ่านชั้นวางสินค้า ผลิตภัณฑ์หลักของร้านคือคอมบุธรรมชาติจากฮาโกดาเตะ ซึ่งขาดแคลนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยสต็อกที่มีอยู่เป็นของที่เก็บไว้ตั้งแต่ปี 2016 หรือ เมื่อ 9 ปีก่อน เนื่องจากผลผลิตในช่วงหลังแทบไม่เหลือเลย ในบางปี ปริมาณการผลิตต่ำจนไม่สามารถจัดส่งสินค้าได้ด้วยซ้ำ เมื่อผู้ค้าส่งทยอยหายไปและห่วงโซ่อุปทานอ่อนแอลง อนาคตของวัฒนธรรมดาชิในคันไซยิ่งไม่แน่นอน
เจ้าของร้านผู้มีประสบการณ์กล่าวตรงกันว่า "สถานการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้ว่าน้ำซุปจากปลาโอแห้งหรือปลาซาร์ดีนแห้ง จะเปรียบเสมือนซุปปลาในรูปแบบต่างๆ แต่ดาชิจากคอมบุมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในระดับโลก ไม่มีสิ่งใดเทียบได้ การสูญเสียคอมบุจึงเท่ากับการบ่อนทำลายแก่นแท้ของอาหารญี่ปุ่น"
อย่างไรก็ตาม ความพยายามเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์เลวร้ายที่สุดกำลังดำเนินอยู่ นักวิจัยกล่าวว่า "ทีมงานที่ประกอบด้วยสหกรณ์ประมงและผู้ผลิตคอมบุ กำลังพัฒนาสายพันธุ์คอมบุเพาะเลี้ยงที่สามารถเติบโตได้ ในอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นประมาณ 4–5 องศาเซลเซียส" และ "ผลการทดลองเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า คอมบุสายพันธุ์เหล่านี้สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ แม้ในสภาพน้ำทะเลที่อุ่นขึ้น ซึ่งอาจเป็นความหวังสำคัญของอุตสาหกรรม..."
ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวย้ำว่า "หากปราศจาก "คอมบุ วะโชกุ" ในรูปแบบปัจจุบัน ญี่ปุ่นย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้!!" และ "ต่างคนต่างมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความคาดหวังของสังคม ด้วยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อปกป้องทรัพยากรอันสำคัญนี้ แม้ยังไม่อาจแน่ใจว่าความพยายามเหล่านี้จะสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ได้หรือไม่ แต่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า "การอนุรักษ์คอมบุไม่ใช่เพียงประเด็นทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นประเด็นทางวัฒนธรรม ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับอาหารประจำวัน และ ขนบธรรมเนียมที่หล่อหลอมวิถีชีวิต ของชาวญี่ปุ่น!!"
อ้างอิง : https://newsonjapan.com/article/147928.php
ประเทศที่ชอบทุเรียนไทยที่สุด นำเข้าทุเรียนจากไทยมากเป็นอันดับหนึ่ง
2 ประเทศในโลก ที่ไม่มีเครื่องดื่ม Coke วางขายอย่างถูกกฎหมาย
ประเทศนอกเมืองจีน ที่มีคนจีนย้ายไปอาศัยอยู่จำนวนมากที่สุด
ส่องเลขมงคล "ม้าวิ่ง" แนวทางเลขเด่นงวด 16 ก.พ. 69
จังหวัดที่ เลี้ยงหมูมากที่สุดในไทย อันดับต้น ๆ
จังหวัดในประเทศไทย ที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่นจำนวนน้อยที่สุด
4 ตำนานแอ็กชันกับเงาสะท้อนของกาลเวลาโดย AI
สื่อใหญ่ประกาศปลดพนักงานกว่า 1 ใน 3 และลดขนาดการรายงานข่าว
จังหวัดไหน ที่ครองแชมป์จํานวนควายมากที่สุดในไทย
7 ต้นไม้ปลูกต้นไม้ในแจกัน ปลูกในน้ำได้
ประเทศที่ค่าน้ำดื่มแพงที่สุดในโลก
ชาติในภูมิภาคอาเซียน ที่ติดหนี้เงินกู้จากประเทศจีนมากที่สุด
ข้อดีของการทุจริตและการคอรัปชั่น
นายกไทยมาจากจังหวัดไหนกันบ้าง?
สูตรใหม่คำนวน สส.สู่การปูทางเลือกตั้งครั้งถัดไป
9อันดับ ประเทศที่มีค่าไฟแพงที่สุดในอาเซียน
จังหวัดไหน ที่ครองแชมป์จํานวนควายมากที่สุดในไทย
ถอนชื่อผู้สมัคร 22 ราย รวม 14 พรรคการเมือง ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
พบว่าแอป 3rd Party กว่า 64% มีการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ อย่างไม่สมควร
แรนซัมแวร์ใหม่ DeadLock ใช้พลังของ Blockchain รุกรานเข้าเครื่องเหยื่อ
สยบดราม่าแอบอ้างชื่อคนดัง: “อ.อุ๋ย ชนิษฐา” โพสต์ขอโทษ “นุ่น-ต๊อด” ยอมรับข้อมูลทั้งหมดไม่เป็นความจริง



