เดือดแน่! นายกฯ ลั่นไม่ทน หากเขมรรุกรานไทย พร้อมตอบโต้ทันที “สีหศักดิ์” ปัด 9 เงื่อนไข
เขียนโดย bbb1236555
นายกฯ อนุทิน ลั่น “พร้อมจัดหนักเขมร” หากรุกรานไทย ย้ำจุดยืนอธิปไตยไม่ต่อรอง – “สีหศักดิ์” โต้ข่าวเงื่อนไข 9 ข้อ ยันไทยไม่ยอมรับข้อเสนอฝ่ายเดียว
สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชายังคงตึงเครียด แม้จะมีการเจรจาและการหารือระดับสูงอย่างต่อเนื่อง แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ทั้งปัญหาการรุกล้ำชายแดน การปล่อยข่าวสารจากฝ่ายกัมพูชา และกรณีการเคลื่อนไหวของกองกำลังในพื้นที่ ทำให้รัฐบาลไทยต้องออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า “ประเทศไทยจะไม่ยอมให้ใครละเมิดอธิปไตย”
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงรายงานข่าวที่อ้างว่า สมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ไม่ต้องการลงนามในสัญญาสันติภาพและไม่พร้อมเจรจาหยุดยิงกับไทย โดยยืนยันว่าขณะนี้กระบวนการเจรจายังเดินหน้าตามปกติ พร้อมย้ำว่าไทยมีจุดยืนชัดเจน 4 ข้อในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
นายอนุทินกล่าวว่า
“การที่เราไม่ถูกคุกคามหรือถูกยิงข้ามฝั่งมาเกือบ 2 เดือน ถือเป็นความคืบหน้าอย่างหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าเขาทราบแล้วว่าไทยไม่ยอมรับการยั่วยุ และพร้อมจะโต้ตอบอย่างเต็มที่ หากมีการละเมิดอีก”
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การเจรจาในระดับคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยไทยยังคงมุ่งเน้นให้การพูดคุยดำเนินไปด้วยสันติวิธี แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยอมให้ฝ่ายใดใช้ “ความสนุกหรือความสะใจ” มาละเมิดอธิปไตยของไทย
🔹 ย้ำไทยพร้อมปกป้องอธิปไตยทุกวิถีทาง
นายอนุทินระบุอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลไทยมีความอดทนต่อการยั่วยุจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่หากมีการรุกรานหรือทำร้ายประชาชนไทย จะไม่มีการนิ่งเฉยอีกต่อไป
“สิ่งที่ยืนยันได้คือ รัฐบาลนี้จะไม่ยอมให้กัมพูชามาละเมิดอธิปไตย และทำร้ายคนของเราอีกต่อไป เราพร้อมโต้ตอบทุกวิถีทาง หากเขาไม่เคารพข้อตกลงและความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน”
คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีได้รับความสนใจจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในแวดวงการทูตและความมั่นคง ที่มองว่านี่คือการส่งสัญญาณทางการเมืองครั้งสำคัญของรัฐบาลไทยต่อเพื่อนบ้านในภูมิภาคอินโดจีน
🔹 ปมข่าว “นักการเมือง 7 คนพัวพันสแกมเมอร์” นายกฯ ปัดชัด ไม่เป็นความจริง
ระหว่างการให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีที่สถานทูตเกาหลีใต้ออกมายืนยันว่า “ไม่ได้ให้ข่าวเกี่ยวกับนักการเมืองไทย 7 คน” ที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นกระแสร้อนในโลกออนไลน์
นายอนุทินตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา พร้อมย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า
“ถามทั้งที่รู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าเกาหลีใต้เขาออกมาแถลงว่าไม่จริง เรื่องนี้ไม่ต้องถามซ้ำ ถ้าไม่ใช่ความจริงก็ไม่ควรถามต่อ เพราะเราปราบปรามจริงจังอยู่แล้ว”
นายกรัฐมนตรีเผยว่า เพียงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ได้จับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์ที่เกี่ยวข้องกับการหมุนเงินหลายหมื่นล้านบาท พร้อมสั่งการให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้แถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการ เพื่อความชัดเจนในเชิงข้อมูล
“รัฐบาลนี้ไม่มีการละเว้นใคร ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือคนในวงการใดๆ เพราะสแกมเมอร์ถือเป็นศัตรูของประเทศ และเป็นภัยระดับโลก” นายอนุทินกล่าวอย่างหนักแน่น
🔹 เปิดทาง “รังสิมันต์ โรม” หากมีหลักฐาน พร้อมรับฟังทุกฝ่าย
ในส่วนของกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายสแกมเมอร์ที่โยงนักการเมือง นายอนุทินตอบว่า รัฐบาลยินดีรับฟังหากมี “หลักฐานที่ชัดเจน” เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถขยายผลทางคดีได้
“พูดลอยๆ ไม่ได้ ต้องมีหลักฐานมาชัดเจน เพราะเราทำงานด้วยข้อมูล ไม่ใช่การกล่าวหา ส่วนตัวผมยินดีเชิญคุณรังสิมันต์มาหารือเป็นการส่วนตัวได้ เพราะเขาเคยให้ข้อมูลที่แม่สอดมาก่อนหน้านี้แล้ว”
🔹 “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” โต้ข่าวแรง กัมพูชาอ้างไทยต้องรับ 9 เงื่อนไขฟื้นฟูสันติภาพ
ในอีกด้านหนึ่ง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งขณะนั้นอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ประเทศภูฏาน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หน่วยงานโฆษกรัฐบาลกัมพูชาเผยแพร่ข่าวว่า “ไทยต้องยอมรับ 9 เงื่อนไขของกัมพูชาในการฟื้นฟูสันติภาพ”
นายสีหศักดิ์ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข่าวดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง” และถือเป็นการเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงที่ได้หารือร่วมกันในที่ประชุม 4 ฝ่าย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม
“เราไม่เคยคุยกันเรื่องเงื่อนไขใดๆ เลย สิ่งที่ตกลงกันคือแนวทางการคลี่คลายปัญหาเพื่อเดินหน้าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่การตั้งเงื่อนไขฝ่ายเดียว”
🔹 ไทยชู 4 แผนหลักในที่ประชุม GBC เพื่อสร้างเสถียรภาพชายแดน
นายสีหศักดิ์อธิบายเพิ่มเติมว่า ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องกันว่าจะดำเนินการตาม “4 แผนงานหลัก” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการลดความตึงเครียดบริเวณชายแดน ได้แก่
1. การเคลื่อนย้ายอาวุธหนักกลับสู่ที่ตั้งเดิม เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจและลดการปะทะที่อาจเกิดขึ้น
2. การร่วมมือกู้และกำจัดทุ่นระเบิด ซึ่งยังคงตกค้างอยู่ตามแนวชายแดนในหลายพื้นที่ โดยเริ่มมีการปฏิบัติแล้ว
3. การประสานงานปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการลักลอบค้าแรงงาน ยาเสพติด และการหลอกลวงทางออนไลน์
4. การหารือเชิงลึกเรื่องการรุกล้ำชายแดน เพื่อหามาตรการป้องกันและแก้ไขโดยสันติวิธี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า เมื่อทั้ง 4 แผนงานเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม ฝ่ายไทยจะพิจารณาเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 คน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่อยู่ในขั้นตอนการเจรจา
🔹 ไทยไม่ยอมให้ “ข่าวปลอม” สร้างความเข้าใจผิดระหว่างประเทศ
นายสีหศักดิ์เน้นย้ำว่า การที่กัมพูชาออกข่าวอ้างถึง “เงื่อนไข 9 ข้อ” อาจเกิดจากการสื่อสารผิดพลาด หรืออาจเป็นการนำเสนอเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง ซึ่งไทยไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว
“ขณะนี้เราทั้งสองฝ่ายต้องร่วมมือกันภายในประเทศของตนเอง เพื่อให้บรรลุสิ่งที่ตกลงไว้ในกัวลาลัมเปอร์ การเผยแพร่ข่าวที่คลาดเคลื่อนจะไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ในระยะยาว
รัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ประเทศที่เข้าร่วมการหารืออย่างสหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย ต่างเห็นพ้องว่าการแก้ปัญหาควรดำเนินการผ่าน “กลไกระดับทวิภาคี” ระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ควรนำประเด็นนี้ขึ้นสู่เวทีระหว่างประเทศ เพราะจะยิ่งซับซ้อนและไม่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์
🔹 วิเคราะห์ : “เกมการเมืองชายแดน” ที่มากกว่าความมั่นคง
ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้วิเคราะห์ว่า สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางทหารหรือความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง “แรงกดดันทางการเมืองภายใน” ของทั้งสองประเทศ
ฝั่งกัมพูชา ภายใต้รัฐบาลของสมเด็จฮุน มาเนต กำลังเผชิญแรงกดดันจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกองทัพบางส่วนที่ยังคงมีอิทธิพลสูง
ฝั่งไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ต้องรักษาสมดุลระหว่าง “การแสดงความเด็ดขาด” เพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติ และ “การรักษาความสัมพันธ์ทางการทูต” เพื่อไม่ให้เกิดความบานปลาย
นักวิเคราะห์บางรายชี้ว่า การที่รัฐบาลไทยออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนว่า “พร้อมจัดหนักหากถูกละเมิด” นั้น เป็นการส่งสัญญาณให้ทั้งภายในประเทศและประชาคมโลกเห็นว่า ไทยจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกับเหตุการณ์ชายแดนปี 2554 ที่เคยเกิดการปะทะบริเวณปราสาทพระวิหาร
🔹 การเจรจายังไม่สิ้นสุด แต่ “ความอดทนของไทยมีขีดจำกัด”
แม้สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนจะยังสงบลงในระดับหนึ่ง แต่รัฐบาลไทยยังคงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด และมีการติดตามข่าวกรองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของกองกำลังและการสื่อสารจากฝ่ายกัมพูชา
แหล่งข่าวจากฝ่ายความมั่นคงเผยว่า การไม่เกิดเหตุยิงข้ามแดนในช่วงเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่ก็ไม่อาจนิ่งนอนใจ เพราะยังมี “ปัจจัยเสี่ยง” เช่น กลุ่มติดอาวุธท้องถิ่น หรือผู้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่อาจสร้างสถานการณ์ขึ้นมา
นายอนุทินจึงย้ำว่า ไทยจะยึดหลัก “สันติภาพคู่กับความมั่นคง” แต่จะไม่ยอมอ่อนข้อให้ฝ่ายใดมาทำให้คนไทยต้องเสียชีวิตหรือสูญเสียทรัพย์สินจากการรุกราน
🔹 ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา : ระหว่าง “มิตรภาพ” และ “ความระแวดระวัง”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยและกัมพูชาแม้จะมีความร่วมมือในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และการรักษาความสงบตามแนวชายแดน แต่ความไว้วางใจทางการเมืองยังไม่เต็มร้อย
การอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ชายแดนบางจุด รวมถึงการสื่อสารผ่านสื่อของกัมพูชาที่บางครั้งตีความเกินจริง กลายเป็นประเด็นที่ทำให้รัฐบาลไทยต้องออกมาชี้แจงอยู่บ่อยครั้ง
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศต่างตระหนักดีว่า การเผชิญหน้าไม่เป็นผลดีต่อใคร โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว และภูมิภาคอาเซียนกำลังพยายามสร้างเสถียรภาพร่วมกัน
🔹 บทสรุป : ไทยพร้อมสันติ แต่ไม่ยอมให้ใครข้ามเส้น
จากคำให้สัมภาษณ์ของทั้งนายอนุทินและนายสีหศักดิ์ สะท้อนจุดยืนของรัฐบาลไทยได้อย่างชัดเจนว่า ไทยยังคงเปิดกว้างสำหรับการเจรจาและการแก้ไขปัญหาผ่านช่องทางทางการทูต แต่จะไม่ยอมให้ฝ่ายใดใช้ข้ออ้างหรือข่าวปลอมมาสร้างความได้เปรียบทางการเมือง
“เราต้องการให้ทุกอย่างเดินหน้า และคืบหน้าตามที่ได้คุยกันที่กัวลาลัมเปอร์ ไม่มีการยอมรับเงื่อนไขฝ่ายเดียว ไทยต้องการสันติภาพที่แท้จริงบนพื้นฐานของความเท่าเทียม” – นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวทิ้งท้าย
ในขณะที่นายอนุทินก็ปิดท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“ถ้าเขามารุกราน เราพร้อมจัดหนักแน่นอน แต่ถ้าเขาเคารพข้อตกลง เราก็พร้อมจับมือเดินไปข้างหน้าร่วมกัน”
คำกล่าวนี้ไม่เพียงเป็นถ้อยแถลงเชิงนโยบาย แต่ยังสะท้อนถึงจิตวิญญาณของผู้นำที่ต้องยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่าง “ความเด็ดขาด” กับ “ความอดทน” เพื่อรักษาทั้งอธิปไตยและสันติภาพของชาติ
5 อันดับห้างสรรพสินค้า ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
สภาพ “เอริญ” วง ENO เขมร เงียบเหงาช่วงสงกรานต์ หลังไร้งาน ไม่มีคอนเสิร์ต
รู้ไหม? มีจังหวัดในไทยที่มีแค่ 3 อำเภอเท่านั้น เล็กแต่มีเสน่ห์เกินตัว
จังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านการ"นวด"อันดับหนึ่งของไทย”
ลงทุนน้อย ไม่เน่าไม่เสีย! เปิดวาร์ป 5 ไอเดีย "ของขายตลาดนัด" ซื้อง่ายขายคล่อง เก็บได้ยาวๆ ไม่มีขาดทุน
5 จังหวัด เมืองเกษียณ ที่คนวัย 30+ แห่ไปจองที่ดิน ค่าครองชีพถูก
จังหวัดไหนบ้างที่เคยร้อน จนอุณหภูมิแตะ 44°C ขึ้นไป
5 จังหวัด ค่าครองชีพโหดที่สุดในไทย เงินเดือน 3 หมื่นบางที่ยังเกือบไม่รอด
โรงเรียน"ลอยน้ำ"แห่งเดียวในประเทศไทย
3สัญญาณเตือนสัตว์เลี้ยงแสนรักกำลังจะจากเราไป
4 จังหวัด ไม่ติดทะเล แต่มีหาดทรายขาวจั๊วะ
10 อันดับโรงเรียนเก่าแก่ที่สุดในไทย
มนุษย์เกิดจากลิงจริงหรือไม่? บรรพบุรุษของเราคือใครกันแน่
ทำความรู้จักเนื้อเค้กแต่ละแบบ ไม่งงแน่นอน
โลเคชั่นลับในไทย เหมาะแก่การพักใจมีที่ไหนบ้าง
"ข้าวเม่าทอด"ของทานเล่นที่อร่อยและมีประโยชน์
"หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์" วิ่งฮาล์ฟมาราธอนที่ปักกิ่ง สะดุดล้มอย่างแรง ชิ้นส่วนกระจายไปทั่วพื้น
10 อันดับแทร็กเตอร์ที่แพงที่สุดในโลก
กับดักมรณะ... แลกชีวิตกับ iPhone เครื่องเดียว" คุณคิดว่า iPhone 15 เครื่องนึง... มีค่าพอที่จะแลกกับชีวิตผู้ชายวัย 26 คนนึงไหมครับ?
อังกฤษเตรียมทดลองแบนโซเชียลมีเดียกับเด็กหลักร้อยคน ก่อนทำการขยายผลบังคับใช้ต่อไป
มัลแวร์ Mirai ได้แตกสายพันธุ์ย่อยไปกว่า 100 สายพันธุ์แล้ว
เกิดแผ่นดินไหวสองครั้งในวันนี้ ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น