โป๊ะแตก! หนุ่มเขมรหลุดปากเป็นทหารองครักษ์ “ฮุนเซน” ใช้ชื่อปลอม 4 ชื่อรวด
เปิดปม! หนุ่มเขมรเผยตัวเป็นอดีตองครักษ์ “ฮุน เซน” ใช้ชื่อปลอม 4 ชื่อ พกปืน-ชุดทหาร ลอบเข้าไทย ตำรวจสอบเครียดเชื่อมโยงความมั่นคงหรือไม่?
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับประเด็นความมั่นคงที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ล่าสุดเกิดเหตุการณ์น่าสนใจที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อชายชาวกัมพูชาอายุ 36 ปี ถูกจับกุมพร้อมอาวุธและชุดทหารในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมกับข้อมูลที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่าเขาอาจเป็นสายลับของกัมพูชาที่แฝงตัวอยู่ในไทยภายใต้ภารกิจลับ
เหตุการณ์เริ่มต้น: จับกุมชายต้องสงสัยในบุรีรัมย์
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลำดวน อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้เข้าทำการจับกุมนายวิน ดา ชาวกัมพูชา อายุ 36 ปี ภายในบ้านพักของภรรยาชาวไทยของเขาในพื้นที่บ้านโคกสูง หมู่ 9 ตำบลศรีภูมิ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ หลังได้รับเบาะแสว่า นายวินอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย และอาจมีจุดประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจลับของประเทศต้นทาง
จากการตรวจค้นบ้าน เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก พร้อมกับชุดทหารของกัมพูชาหลายชุด ซึ่งมีตราสัญลักษณ์ “BHQ” หรือ “Bodyguard Hun Sen” ซึ่งแปลว่า องครักษ์พิทักษ์ “ฮุน เซน” อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้นำสูงสุดของกัมพูชา ชุดดังกล่าวยังติดยศระดับ “ร้อยเอก” ยิ่งตอกย้ำความสงสัยของเจ้าหน้าที่ว่าเขาอาจไม่ใช่เพียงประชาชนธรรมดาที่เข้ามาทำงานในไทยตามปกติ
คำให้การเบื้องต้น: ปฏิเสธเป็นสายลับ แต่ยอมรับเคยเป็นทหาร BHQ
เบื้องต้น นายวิน ดา ให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า เขาเคยเป็นทหารในหน่วย BHQ จริง แต่ลาออกจากราชการไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 หรือประมาณ 3 ปีก่อน โดยหลังจากนั้นได้เข้ามาอยู่ที่ประเทศไทย เพราะมีภรรยาชาวไทยที่อาศัยอยู่ในบุรีรัมย์ และมีลูกด้วยกันแล้ว 1 คน
นายวินอ้างว่า ตนเองได้เข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกต้องในช่วงแรก และได้ประกอบอาชีพสุจริตอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาหลายปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่บุรีรัมย์เมื่อราวหนึ่งปีก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบเอกสารและประวัติ กลับพบความผิดปกติที่ไม่สามารถมองข้ามได้
ความผิดปกติของชื่อ: ใช้ชื่อไม่ตรงกันถึง 4 ชื่อ
จุดที่สร้างความน่าสงสัยเพิ่มเติมคือ การที่เจ้าหน้าที่พบว่านายวิน ดา ใช้ชื่อถึง 4 ชื่อแตกต่างกันในเอกสารต่างๆ ได้แก่:
1. ชื่อทางทหาร
2. ชื่อในหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)
3. ชื่อในบัตรประชาชนกัมพูชา
4. ชื่อในบัตรที่ใช้ทำงานในประเทศไทย
แต่ละชื่อไม่มีความสอดคล้องกัน ซึ่งสร้างความยากลำบากในการพิสูจน์ตัวตนที่แท้จริงของเขา ประเด็นนี้ยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต้องตั้งข้อสงสัยว่า ชายคนนี้อาจจงใจใช้ตัวตนปลอมเพื่อแฝงตัวเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงภูมิหลังทางทหารของเขาและการครอบครองอาวุธ
การลักลอบเข้ามาในไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ
แม้นายวินจะกล่าวว่า เขาเข้ามาอย่างถูกกฎหมายในช่วงแรก แต่จากการสืบสวน พบว่าเขาได้ลักลอบเข้ามาในประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติบริเวณจังหวัดสระแก้วในระยะหลัง ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง นอกจากนี้ ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เนื่องจากมีปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
ความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัย: หลุดปากว่า “เป็นทหารมา 9 เดือน”
ในระหว่างที่ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ นายวิน ดา ได้เผลอหลุดปากว่า “เป็นทหารมาได้ 9 เดือน” ซึ่งขัดแย้งกับคำให้การก่อนหน้านี้ที่เขาเคยบอกว่าออกจากราชการตั้งแต่ปี 2564 ความคลาดเคลื่อนในคำพูดนี้กลายเป็นจุดเปราะบางที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งสอบสวนเชิงลึกเพิ่มเติม
การสอบสวนเพิ่มเติม: ตรวจสอบโทรศัพท์-เชื่อมโยงความมั่นคง
จากหลักฐานเบื้องต้นที่พบ ได้แก่ อาวุธปืน ชุดทหารที่มีสัญลักษณ์เฉพาะ การใช้ชื่อปลอมหลายชื่อ และการหลบหนีเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจึงเร่งสอบปากคำและตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของนายวินอย่างละเอียด เพื่อค้นหาความเป็นไปได้ว่า เขาอาจมีภารกิจในการสอดแนมข้อมูลความมั่นคงของไทย แล้วส่งต่อไปยังประเทศกัมพูชา
หากพบหลักฐานที่แสดงถึงความเชื่อมโยงกับการจารกรรม หรือกระทำการใดที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ จะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดทันที
ภาพใหญ่: บริบทความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา และประเด็นด้านความมั่นคง
แม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะมีความสัมพันธ์ด้านการทูตที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน แต่ในพื้นที่ชายแดนยังคงมีความอ่อนไหว โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับเขตแดน การลักลอบข้ามแดน และการสอดแนมทางทหาร ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายกรณีในอดีต
กรณีของนายวิน ดา อาจเป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ไทยต้องมีระบบตรวจสอบคนเข้าเมืองที่เข้มงวด และต้องเพิ่มความเข้มแข็งให้กับฝ่ายความมั่นคงทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ เพื่อป้องกันการคุกคามจากต่างชาติที่อาจแฝงตัวเข้ามาอย่างแนบเนียน
บทสรุป: คดีที่ต้องจับตา – สายลับหรือคนธรรมดา?
ในขณะนี้ คดียังอยู่ระหว่างการสอบสวน และยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่านายวิน ดา เป็นเพียงอดีตทหารที่มาใช้ชีวิตใหม่ในประเทศไทย หรือเป็นสายลับที่แฝงตัวมาเพื่อจารกรรมข้อมูลด้านความมั่นคงให้กับรัฐบาลกัมพูชา
แต่ไม่ว่าเขาจะมีเจตนาเช่นใด กรณีนี้ก็ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางในระบบการควบคุมและตรวจสอบบุคคลข้ามชาติ รวมถึงความจำเป็นในการติดตามข่าวกรองในยุคที่ภัยคุกคามข้ามพรมแดนมีความซับซ้อนมากขึ้น
เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงเดินหน้าสอบสวนอย่างเต็มที่ และหากพบว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำที่เป็นภัยต่อประเทศไทย ก็จะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
จังหวัดเดียวในประเทศไทย ที่ไม่มีอำเภอเมืองเหมือนจังหวัดอื่น
5 ดินแดนที่สหรัฐอเมริกาเคยพยายามขอซื้อแต่ล้มเหลว
นกเพียง 4 ชนิด ที่มีชื่อเป็นสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทย
ทึ่งทั่วโลก : "The Boneyard" หรือสุสานเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก
"คาร์โบไฮเดรตที่ดีที่สุดในโลก" ไม่ใช่ข้าวกล้อง...
ประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบ ปริมาณมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก
ซีแลนเดีย (Zealandia): ทวีปที่ 8 ของโลก ขุมทรัพย์ลึกลับใต้ก้นมหาสมุทรแปซิฟิก
เซอร์อังกฤษวัย 79 ปี เสนอเงินเดือนให้สาวที่จะมาผลิตทายาท เพื่อรักษาตระกูลในคฤหาสน์ 5,000 ไร่
อำเภอที่อยู่ไกลจากตัวจังหวัดที่สุด
ย้อนรอย 6 อารยธรรมโบราณที่ล่มสลายอย่างลึกลับ ทิ้งไว้เพียงปริศนาให้โลกค้นหา
มหากาพย์ "ทวีปมู" อาณาจักรแม่ที่สาบสูญกับความลับใต้ผืนน้ำแปซิฟิก
นทท.ไต้หวัน เห็นสิ่งนี้ถึงกับให้ทิปรัว ๆ ทุกวัน
ประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบ ปริมาณมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก
"เด็กเขมร" อยากกลับมาเรียนหนังสือในไทย คุณคิดยังไง?
พบมัลแวร์ GhostPoster บนส่วนเสริม Firefox ถึง 17 ตัว
เห็นคนแห่ไปร่อนทองตามคลอง... แต่รู้ไหมว่า "ทองคำ" ในร้านตู้แดงบ้านเรา จริงๆ แล้วมาจากไหน? (ไม่ใช่ในน้ำแน่นอน!)
หนุ่มเพี้ยนกินข้าววัด ควงมีดปังตอขู่พระ ขว้างก้อนหินวัดเสียหาย
นทท.ไต้หวัน เห็นสิ่งนี้ถึงกับให้ทิปรัว ๆ ทุกวัน

