ช็อก! เขมรไม่เก็บศพทหาร เพจดังเปิด 7 เหตุผล ส่อแววจงใจใช้เป็นอาวุธชีวภาพ
ทำไมกัมพูชาไม่เก็บศพทหารตนเอง? หรือแท้จริงแล้วคือยุทธศาสตร์สงครามแนวใหม่?
เหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชาบริเวณชายแดนที่ปะทุขึ้นอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ทั้งประชาชนและสื่อมวลชนต่างให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวออกมาว่า “กลิ่นศพของทหารกัมพูชาตามแนวชายแดน” รุนแรงจนผู้สื่อข่าวหลายรายยืนยันว่าไม่สามารถทนอยู่ในพื้นที่ได้
ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญในสังคมไทย: ทำไมกัมพูชาจึงไม่เข้ามาเก็บศพทหารของตนเอง ทั้งที่ฝ่ายไทยเปิดทางให้หลายครั้ง? และมีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าสิ่งที่ดูเหมือน "ความละเลย" นี้ แท้จริงแล้วคือ "กลยุทธ์ทางจิตวิทยา-การทหาร-การเมือง" ที่ถูกวางไว้ล่วงหน้าอย่างแยบยล?
เพจเฟซบุ๊กชื่อดังอย่าง CSI LA ได้ออกมานำเสนอการวิเคราะห์เชิงลึกถึง 7 ข้อ ที่ชี้ให้เห็นว่า การไม่เก็บศพของฝ่ายกัมพูชาอาจไม่ได้เกิดจากการไร้ศักยภาพ หรือความประมาทเลินเล่อเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวางหมากยุทธศาสตร์เพื่อผลลัพธ์ทางจิตวิทยาและการเมืองมากกว่า
สถานการณ์ชายแดน: ความจริงที่ต้องยอมรับ
จากเหตุปะทะชายแดนที่ลากยาวต่อเนื่องกว่า 5 วัน มีรายงานว่าฝ่ายไทยสามารถบันทึกหลักฐานการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงจากฝ่ายกัมพูชาได้อย่างน้อย 2 ครั้ง และแม้สถานการณ์จะเริ่มเบาบางลงในปัจจุบัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้นำมาซึ่งความสูญเสียอย่างรุนแรง ทั้งในส่วนของทหารและพลเรือน
โดยเฉพาะฝั่งทหารไทยในพื้นที่ “ภูมะเขือ” มีรายงานจากผู้สื่อข่าวที่เกาะติดพื้นที่ว่า กลิ่นศพจากด้านฝั่งเขมร “เหม็นคลุ้ง” จนต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และยิ่งวันเวลาผ่านไป กลิ่นก็ยิ่งรุนแรงขึ้น สร้างผลกระทบต่อสุขภาพและจิตใจของกำลังพลในพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด
7 เหตุผลจาก CSI LA: การวิเคราะห์เบื้องหลังการ "ไม่เก็บศพ"
เพจ CSI LA ได้แยกย่อยแนวคิดและวิเคราะห์ออกมาเป็น 7 ประเด็นสำคัญ ที่น่าจะเป็นเหตุผลเบื้องหลังการกระทำดังกล่าวของรัฐบาลกัมพูชา:
1. ปฏิเสธความสูญเสีย
รัฐบาลภายใต้การนำของฮุนเซนหรือฮุนมาเนตอาจไม่ต้องการยอมรับความพ่ายแพ้ในสงครามที่ไม่เป็นทางการ การไม่เก็บศพจึงเท่ากับ “ไม่มีศพ = ไม่มีหลักฐาน = ไม่มีการตั้งคำถามจากครอบครัวทหารหรือประชาชนภายในประเทศ” เป็นการควบคุมกระแสสังคมแบบปิดข่าวสาร
2. โยนบาปให้ไทย
หากประเทศไทยเข้าไปเก็บศพแทนหรือมีภาพปรากฏออกสู่สื่อระหว่างการจัดการศพ เขมรสามารถกลับลำโจมตีว่าไทย “ละเมิดศักดิ์ศรีศพ” หรือ “ปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม” ซึ่งอาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการทูตและสื่อสารภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยดูเป็นผู้รุกราน
3. ละเลยชีวิตทหารระดับล่าง
ทหารชั้นผู้น้อยในกัมพูชาอาจถูกมองว่าเป็นเพียง "หมากเบี้ย" ที่สามารถสังเวยได้ตามกลยุทธ์ ไม่มีศพ = ไม่มีหลักฐานให้ครอบครัวเรียกร้องความยุติธรรม จึงไม่มีแรงกดดันกลับไปยังรัฐบาลกลางหรือผู้บัญชาการทหาร
4. ใช้สร้างภาพ “เหยื่อ”
การปล่อยให้ศพทหารกัมพูชาอยู่ในสนามรบอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการผลิตสื่อหรือโฆษณาชวนเชื่อ กล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายโหดเหี้ยม ขาดเมตตา ทั้งที่ความจริงอาจตรงกันข้าม
5. กลัวถูกโจมตีซ้ำ
แม้ไทยจะเปิดทางให้เก็บศพโดยปลอดภัยหลายครั้ง แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเพิกเฉย อ้างเหตุผลเรื่องความเสี่ยงต่อการโดนโจมตีซ้ำ แต่ในทางกลับกัน อาจเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบหรือรอให้สถานการณ์เปลี่ยนก่อน
6. ขาดผู้นำและระบบบัญชาการที่เข้มแข็ง
ระบบทหารของกัมพูชาถูกมองว่าอ่อนแอและขาดเอกภาพ ไม่มีผู้นำที่กล้าตัดสินใจ และไม่มีหน่วยงานใดกล้าทำอะไรโดยไม่ได้รับคำสั่งจากเบื้องบน ส่งผลให้ไม่มีใครกล้าเคลื่อนไหวแม้เพียงเพื่อเก็บศพเพื่อนร่วมรบ
7. ศพเป็น “อาวุธจิตวิทยา”
การปล่อยให้ศพเน่าสลายตามธรรมชาติ กลายเป็น “อาวุธทางชีวภาพทางอ้อม” สร้างผลกระทบทางจิตใจต่อฝ่ายตรงข้าม ทั้งกลิ่นเหม็น ความหลอน และความหดหู่จากภาพของความตาย ทำลายขวัญกำลังใจทหารไทย และทำให้สนามรบดูเหมือน “แดนนรก”
เสียงจากภาคสนาม: ความทุกข์ของทหารไทย
ผู้สื่อข่าวชื่อดัง วาสนา นาน่วม ซึ่งเกาะติดสถานการณ์ตั้งแต่วันแรก ได้โพสต์ข้อความว่า "กลิ่นศพทหารเขมรลอยมาแต่ไกล แม้ใส่หน้ากากอนามัยก็ไม่สามารถทนได้" โดยกลิ่นศพดังกล่าวมาจากพื้นที่ลาดล่างของภูมะเขือ และเจ้าหน้าที่ทหารต้องทนดมกลิ่นมาเป็นเวลาหลายวัน
อีกทั้งยังมีรายงานว่า แม่ทัพไทยในพื้นที่ได้เปิดช่องทางเจรจาหลายครั้งให้ฝ่ายกัมพูชามารับศพ แต่ไม่พบการตอบสนองใด ๆ นอกจาก “ความเงียบ”
ยุทธศาสตร์ใหม่ในสงครามยุคปัจจุบัน?
หากมองให้ลึก การปล่อยศพไว้ในพื้นที่ขัดแย้งโดยเจตนา อาจถือเป็นแนวคิดใหม่ในสงครามแนวจิตวิทยา ที่ไม่ได้ใช้เพียงอาวุธ แต่ใช้ "ความสยองขวัญ" เป็นเครื่องมือทำลายศัตรูจากภายใน
ยิ่งในยุคที่การควบคุมข่าวสารเป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะในประเทศที่มีโครงสร้างอำนาจรวมศูนย์และควบคุมสื่อภายในได้อย่างเข้มงวด ความจริงจึงถูกบิดเบือนเพื่อผลทางการเมืองและการทหาร
บทสรุป: เมื่อสงครามไม่ใช่แค่การยิงกัน แต่คือการบงการจิตใจ
สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า สงครามสมัยใหม่ไม่ได้จำกัดแค่ในรูปแบบของการใช้อาวุธเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสงครามข่าวสาร สงครามจิตวิทยา และสงครามทางกลยุทธ์ ที่ซับซ้อนและอำพรางยิ่งกว่าสมัยใด
การไม่เก็บศพ อาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของแผนการที่ใหญ่กว่านั้น และหากประเทศไทยไม่มองเห็นเกมทั้งหมด อาจตกเป็นเหยื่อของ “กับดักทางการทูต” และ “ภาพจำของผู้ร้าย” ที่ถูกออกแบบมาอย่างแนบเนียน
นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ "กลิ่นศพ" แต่คือคำถามสำคัญที่สังคมควรหาคำตอบร่วมกันว่า
"สงครามครั้งนี้ ใครคือผู้ควบคุมกระดานหมาก?"
AI วิเคราะห์เลขท้าย 2 ตัว งวดวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 69..โดยใช้สถิติย้อนหลัง 20 ปี
รวม เลขปฏิทินจีน งวด 16/2/69
มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในภาคอีสาน
มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ที่มีจำนวนนักศึกษามากที่สุด
สายพันธุ์ข้าวที่คนนิยมที่สุด มีการบริโภคมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก
กระทรวงที่ร่ำรวยที่สุด ได้รับงบประมาณมากที่สุดในประเทศไทย
อำเภอเดียวในประเทศไทย ที่มีป้ายทะเบียนรถเป็นของตัวเอง
วิเคราะห์เพลง "ควายหาย" สุรพล สมบัติเจริญ: สถาบันความเชื่อและการต่อรองเชิงอำนาจในวิถีชาวนา
อาชีพสำคัญในประเทศไทย ที่คนไทยไม่นิยมทำเป็นอาชีพ
108 ปี แห่งการสละราชย์: ปิดฉาก "ปูยี" ปัจฉิมจักรพรรดิและบทเรียน 70 ปีของต้าชิง
ส่องข้อกฎหมายปม "ปู - เด๋อ" เมื่อรัก 29 ปีต้องพ่ายให้กับทะเบียนสมรส
ต่างชาติคิดอย่างไรกับประเทศไทย
เทคนิครอยยิ้มสดใส Perfect smile ยิ้มแบบไหนให้ใจละลาย ยิ้มยังไงให้สวย
เหตุที่มีการเคลื่อนไหว กดดันให้การเลือกตั้ง 69 เป็นโมฆะ
น้ำปลาที่มียอดขายมากที่สุด อันดับหนึ่งในประเทศไทย
เกิดเหตเพลิงไหม้ "รูปปั้นม้าตรุษจีน" ที่กำลังก่อสร้าง ในจังหวัดท้ายเหงวียน
เหตุที่มีการเคลื่อนไหว กดดันให้การเลือกตั้ง 69 เป็นโมฆะ
ชายจีนภูมิใจ อึวันละ 3 ครั้งทุกวัน หารู้ไม่ว่าป่วยเป็นโรคร้ายแรงถึงชีวิต!!
รวบ 2 นักกีฬา แอบแชร์รหัสแข่งซีเกมส์: เมื่อการ "โกง" ไม่ใช่แค่ผิดกติกาแต่คือคดีอาญา
