พิธา อภิปราย โต้ทุกข้อสงสัยของสมาชิกรัฐสภาและ ส.ว.
เรียกได้ว่าเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจบลง
เราจะมาย้อนรอบเปิดคำอภิปรายของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่กล่าวต่อ สมาชิดสภาผู้แทนราษฏรทั้ง 750 คน
และ ส.ว. อีก 250 คน เพื่อให้หายคลางแคลงใจจากข้อสงสัยในประเด็นต่าง ๆ และเพื่อให้ประเทศไทย
ได้เดินหน้าต่อไปตามเสียงและเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง
พิธากล่าวออกมาว่า วันนี้สมาชิกรัฐสภาหลายท่าน ถึงแม้จะเห็นด้วยกับนโยบายต่าง ๆ และชอบการทำงานของเรา
และเห็นว่าประเทศไทยควรได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นไปในแนวทางเดียวกัน แต่ก็มีหลายประเด็นไม่น้อย
ที่ยังคงคลางแคลงใจในตัวผม ในเรื่องคุณสมบัติ จุดยืนทางการเมือง หรือนโยบายบางประการของเรา
จนทำให้พวกท่านไม่ยกมือเพื่อโหวตให้ปม แม้ทุกท่านจะได้ยินว่าเสียงประชาชนที่ดังกระหึ่มว่าเค้าต้องการ
รัฐบาลแบบไหนและต้องการนายกรัฐมนตรีคนไหน แต่ก็ไม่เป็นผล
ผมจะขอใช้พื้นที่นี้ ในการอธิบายทุกข้อสงสัย เพื่อให้ทุกท่านเชื่อใจ และวางใจในตัวผม
ว่าประเทศไทยในอีก 4 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นภายใต้การบริหารของผม
และการบริการราชการแผ่นดินร่วมกับพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากจากประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้ง
ตามกลไกประชาธิปไตยที่ผ่านมา จะทำให้ทุกท่านเห็นภาพว่า ประเทศไทยจะมีทิศทางในการพัฒนาไปทางใด
และชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประชาคมโลก
และความสัมพันธ์ภายในสังคมไทยเราเองจะวิวัฒน์ไปเช่นใด
จุดร่วม
ท่ามกลางกระแสที่ปลุกปั่นให้มีความเห็นที่แตกต่าง การปฏิรูปราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ตลอดจนการมองเห็นความเหลื่อมล้ำและการผูกขาดทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่
ที่ว่ามาทั้ง 5 เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมืองที่เราเห็นพ้องต้องกันว่าจำเป็นหรือไม่อย่างไร
ควรแก้ไขจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เชื่อว่าทุกคนอยากเห็นการเมืองที่โปร่งใสไร้คอร์รัปชั่น
การเมืองที่อาศัยกับอิทธิพลและเครือข่ายอุปธรรมเป็นต้นตอของการทุจริตฉ้อฉล การจัดสรรทรัพยากรที่บิดเบือน
ท่านเองก็ต่อสู้เพื่อสร้างการเมืองโปร่งใสไร้คอรัปชั่น ไม่ต่างจากผม
การเลื่อนขั้นได้ดีของข้าราชการกลับขึ้นกับการรับใช้นาย ตำแหน่งราชการให้เป็นราชการเพื่อประชาชน
ให้เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการส่งมอบบริการสาธารณะไม่ต่างจากผม เราต่างต้องการเห็นการกระจายอำนาจ
สู่ท้องถิ่น อยากเห็นคนไทยมีถนนหนทาง น้ำปะปา และการศึกษาที่มีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำที่กัดกิน
ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ต่อสู้เพื่อเศรษฐกิจที่แข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ไม่ต่างจากผม
นี่เป็นประตูแห่งโอกาส อันยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่เราจะสามารถร่วมกันสร้างการเมืองโปร่งใส
ไร้คอรัปชั่น เป็นโอกาสที่ดีที่ผู้แทนจาก ส.ส. และ ส.ว. จะร่วมกันสร้างสังคมไทยที่เราใฝ่ฝัน
จุดต่าง
นอกจากเราจะมีความเห็นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่แน่นอนว่าความเห็นต่างของเราต้องมีเช่นกัน
ซึ่งผมอยากจะชี้แจงทำความเข้าใจใน 3 เรื่องสำคัญ คือ ความเร็วในการเปลี่ยนแปลง
การต่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างสภาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน
เรื่องแรก หลายท่านเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ระบบราชการ
กระจายอำนาจ แต่หลายท่านก็มีความกังวลว่าผมและคณะทำงานของผมจะเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้นเร็วเกินไป
ต้องขออธิบายว่า เราเพียงแต่กำหนดทิศทางให้ชัดเจนว่าแต่ละเรื่องต้องมุ่งหน้าไปด้านไหน
จากนั้นเราก็ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามกระบวนการทางรัฐสภา ยกตัวอย่างการเสนอกฎหมาย
เรื่องที่สอง ในด้านการต่างประเทศ รัฐบาลของผมต้องการรักษาสมดุลทางบทบาทของไทย
ในกระแสการเมืองรัหว่างประเทศที่เข้มข้น ซึ่งหมายถึงยุทธศาสตร์การต่างประเทศที่ตั้งอยู่บนหลักการสากล
ไม่โอนอ่อนไหวตามกระแสหรือไปตามประเทศมหาอำนาจโดยไม่สนหลักการพื้นฐาน
เราต้องฟื้นฟูความเป้นผู้นำของไทยในอาเซียน และต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย
ที่ผ่านมาเรานิ่งเฉยจนเกิดปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
ตลอดจนปัญหายาเสพติดที่รุนแรง แม้เราจะไม่ใช่ประเทศยักษ์ใหญ่ แต่ไทยก็ไม่ใช่ประเทศเล็ก ๆ
ที่ไร้เกียรติภูมิ เราเป็นประเทศที่มีอำนาจปานกลางไม่ใช่การโอนโอนอ่อนลูลม แต่การยึดในหลักการเพื่อตัดสินใจ
บนจุดยืนที่มั่นคงต่างหาก ที่จะทำให้เราเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลกได้
เรื่องที่สาม ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัรพระมหากษัตริย์กับประชาชน ผมอยากชวนทุกท่านมองเรื่องนี้
ในมุมมองประวัติศาสตร์ให้ยาวไกลขึ้น สถาบันกษัตริย์ถูกนำมาใช้เป็นเครืองมือทางการเมืองของคนบางกลุ่ม
เพื่อล้มรัฐบาลถึงสองครั้งสองครา กลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ส่วนตนและไม่มีเครดิตทางสังคมล้วนต้องดึง
สถาบันมาอ้างอิงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มธุรกิจ
ในปัจจุบัน เมื่อกลุ่มการเมืองและกลุ่มธุรกิจบางกลุ่มกำลังจะเสียผลประโยชน์ก็จงใจดึงสถาบัน
พระมหากษัตริย์มาใช้ปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มธุรกิจ
ถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาใหม่ ๆ อย่างมีวุฒิภาวะ แก้ปัญหาที่ต้นตอ ด้วยการยุติการนำ
สถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นประเด็นการเมือง แล้วหากุสโลบายที่ดี เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่าง
พระมหากษัตริย์กับประชาชนท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป
นี่ไม่ใช่การลงมติเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ใช่การลงมติเลือกพรรคก้าวไกล แต่คือการเลือกให้โอกาส
กับอนาคตประเทศไทย ให้ประเทศได้เดินทางต่อตามฉันทามติที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้ตัดสินใจแล้ว
นี่คือการตัดสินประวัติศาสตร์ขอวประเทศไทย ที่ผมไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องอาศัย
การตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภาที่ยึดหลักการ กล้าหาญและเห็นแก่อนาคตของชาติที่มีประชาชนเป็นหัวใจ
ผมขอเชิญชวนทุกท่าน อย่าให้ความคลางแคลงใจที่ท่านมีต่อผม ขวางกั้นประเทศไทยไม่ให้เดินหน้าต่อตามเสียง
และเจตนารมณ์อันแรงกล้าของประชาชน มาร่วมกันเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยกัน
เรื่องที่สาม