เปลี่ยนเวลาลงทะเบียน รับเงิน 5,000 บาท เยียวยาโควิด-19
กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้มาลงทะเบียนรับเงินเยียวยา 5,000 บาท 3 เดือน ผ่าน www.เราไม่ทิ้งกัน.com ยอดวันที่ 2 เมษายน 2563 อยู่ที่ประมาณ 23 ล้านราย โดยกระทรวงการคลังจะเร่งตรวจสอบข้อมูลเพื่อส่งข้อความแจ้งผลผ่านทางโทรศัพท์มือถือที่ได้ลงทะเบียนไว้ว่าผ่านเกณฑ์หรือไม่ โดยอย่างเร็วที่สุดภายใน 7 วัน

ล่าสุด รายงานข่าวจากธนาคารกรุงไทย แจ้งว่า ธนาคารกรุงไทย ปรับเวลาการลงทะเบียนใหม่ผ่านเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 4 เม.ย.2563 เป็นต้นไป
โดยจะเปิดลงทะเบียนมาตรการเยียวยา 5,000 บาท (3 เดือน) ตั้งแต่เวลา 06.00 – 23.59 น. ของทุกวัน จากเดิมที่เปิดลงทะเบียนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อพัฒนาระบบการลงทะเบียนให้ดียิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ในกรณีที่มีผู้กรอกข้อมูลเท็จ จะมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างไร และหากเป็นการให้ข้อมูลเท็จโดยมิได้มีเจตนา จะมีการดำเนินการทางกฎหมายหรือไม่
1.ในกรณีการกรอกให้ข้อมูลเท็จและตรวจสอบพบภายหลังว่าเป็นผู้ไม่มีสิทธิในการรับเงินช่วยเหลือจากมาตรการฯ ภาครัฐมีสิทธิสั่งระงับการจ่ายเงินชดเชยตามมาตรการฯ โดยผู้ได้รับเงินเยียวยาที่ไม่มีสิทธิในมาตรการฯ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินชดเชย ที่ได้รับไปแล้วคืนให้แก่รัฐภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการระงับสิทธิดังกล่าว ตามวิธีการที่กระทรวงการคลังหรือผู้จัดทำระบบให้กระทรวงการคลังกำหนด ทั้งนี้ ในกรณีที่รัฐได้ดำเนินการข้างต้นแล้ว รัฐอาจใช้สิทธิในการที่จะดำเนินคดีทางแพ่งหรือทางอาญาต่อไป
2.ทั้งนี้ ในกรณีการให้ข้อมูลเท็จโดยเจตนา ถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 3 ปี ปรับสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ซึ่งจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยในกรณีที่เป็นการให้ข้อมูลเท็จโดยมิได้มีเจตนาและถูกดำเนินการทางกฎหมาย ในชั้นศาลจะมีกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป
ตามที่ได้มีการเผยแพร่ว่า หากให้ข้อมูลเท็จมีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกง ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 3 ปี ปรับสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท นอกจากนี้ จะเข้าข่ายความผิดฐานแจ้งความเท็จ โทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 6 เดือน ปรับสุงสุดไม่เกิน 100,000 บาท เป็นความจริงหรือไม่
การให้ข้อมูลเท็จโดยเจตนา ถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 3 ปี ปรับสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ซึ่งจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
อ้างอิงจาก: https://www.xn--42c2dgos8bxc2dtcg.com/231682/?utm_source=homepage&utm_medium=internal_referral
คณะที่เรียนยากที่สุด แต่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว
15 ลักษณะของคนที่มี EQ ต่ำ
ทำไม 2 อำเภอในไทยถึงไม่มีร้านเซเว่น
คนเป็นแสน แย่งชิงตำแหน่งงานเพียง 1,000 ตำแหน่ง
สถิติหวย ย้อนหลัง 10 ปี เลขท้าย 2 ตัว งวด 16 เมษายน
สิทธิจริงของ "เจ้าบ้าน" vs "เจ้าของบ้าน" ต่างกันอย่างไร ใครใหญ่กว่ากันแน่?
เผย 10 อันดับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุด..อันดับที่ 1 ไม่ใช่แอร์!
5 จังหวัดที่กำลังจะกลายเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 จังหวัดไหนพุ่งแรงสุด
"งูเขียวล้วงตับตุ๊กแก" มิตรภาพ หรือ เพชฌฆาต
ประเทศที่งบทางการทหาร มากที่สุดในโลก
อำเภอที่อากาศดีที่สุด ในประเทศไทย
“จังหวัดไหนในไทย น่าอยู่ที่สุดในปีนี้?”
ทำไมเวียดนาม ถึงทำนาได้ประสิทธิภาพสูง แซงน่าไทยไปแล้ว
หมูกรอบสูตรนี้ กรอบข้ามวันยังอร่อย ไม่ต้องทอดบ่อยก็ยังมันฟูเหมือนเดิม
ชายจีนพบหินลายแพนด้าที่ชายหาดโดยบังเอิญ
ร้อนนี้มีทางแก้
ไม้มงคลที่ควรปลูกมากที่สุด
"นิโคลัส มาดูโร" เขาคือใคร? : จากคนขับรถประจำทางสู่เส้นทางแห่งอำนาจ
ชาวเน็ตแห่ดูคลิปสาวในหน้าอกขนาดมหึมาบดทำลายอาหารบนโต๊ะ
โชว์กระติกน้ำ! ‘วราวุธ’ รับ ‘เม็ดพลาสติก’ ราคาพุ่ง จากผลกระทบตะวันออกกลาง ย้ำ ยังไม่มีการควบคุมปริมาณ-ราคา รณรงค์ลดใช้พลาสติก
ศึกสายเลือดผู้นำ! ฮันเตอร์ ไบเดน ท้าดวลกำปั้นลูกชายทรัมป์ บนสังเวียนมวยกรง
เขมรเอาจริง! ผลักดันเมนู “หอยตากแดด” ขึ้นแท่นอาหารประจำชาติ ดันโรงแรม-ออฟฟิศชั้นนำต้องมีในเมนู