หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
News บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ทำไมต้องประดิษฐานพระบรมศพไว้ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท?

โพสท์โดย SpiderMeaw

เรื่อง: ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ท่ามกลางความเศร้าโศกของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ก็ได้รับการอัญเชิญประดิษฐานไว้ภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทภายในพระบรมมหาราชวัง 

ว่าแต่ทำไมต้องประดิษฐานพระบรมศพกันที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท?


          พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) เพื่อใช้เป็นพระมหาปราสาท สำหรับ ‘พระราชพิธีมณฑล’ คือสถานที่ประกอบพระราชพิธีต่างๆ ภายในพระบรมมหาราชวัง แต่พระมหาปราสาทองค์นี้ไม่ใช่พระมหาปราสาทองค์แรกที่สร้างขึ้นในบริเวณพระบรมมหาราชวังของกรุงเทพฯ เพราะพระมหาปราสาทองค์แรกในยุครัตนโกสินทร์นั้นคือ ‘พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท’ ต่างหาก

          เมื่อแรกที่รัชกาลที่ 1 ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อ พ.ศ. 2325 ยังไม่ได้มีการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้ครบถ้วนตามตำรับโบราณราชประเพณี เพียงแค่ประกอบการพระราชพิธีปราบดาภิเษกโดยสังเขปเท่านั้น ต่อมาเมื่อสร้างพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาทจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณขัตติยราชประเพณีอีกครั้งหนึ่ง ขึ้นในปี พ.ศ. 2328 โดยใช้พระที่นั่งองค์นี้เป็นพระราชพิธีมณฑล

          แปลง่ายๆ ว่า รัชกาลที่ 1 โปรดฯ ให้สร้าง ‘พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท’ ขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งก็คือการสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์โดยสมบูรณ์ ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรเมื่อพิจารณาจากพระนามของพระมหาปราสาทองค์นี้ ที่มีความหมายสื่อถึงการ ‘อภิเษกพระอมรินทร์’ หรือที่รู้จักกันมากกว่าในชื่อของ ‘พระอินทร์’ ซึ่งเป็นราชาของเหล่าเทวดาทั้งหลายตามปรัมปราคติของทั้งศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ 

          ‘พระมหากษัตริย์’ แห่งเมืองฟ้าอมรอย่างกรุงเทพฯ​ (ซึ่งแปลตรงตัวว่า ‘เมืองของเทวดา’) จึงมีฐานะทางอุดมคติไม่ต่างไปจากราชาของเหล่าเทวดาทั้งหลายอย่าง ‘พระอินทร์’ หรอกนะครับ

          และก็ยิ่งไม่แปลกอะไรเข้าไปใหญ่เมื่ออ้างกันว่า พระมหาปราสาทองค์นี้ถ่ายแบบมาจาก ‘พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท’ ซึ่งสร้างขึ้นสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.​ 1991-2031) ใช้สำหรับเป็นพระราชพิธีมณฑลต่างๆ เช่นกัน โดยเฉพาะใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงเก่าทุกพระองค์อีกด้วย

          น่าเสียดายที่เมื่อปี พ.ศ. 2332 พระมหาปราสาทองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์นี้ถูกฟ้าผ่าลงตรงหน้ามุขเด็จขององค์พระมหาปราสาทจนเกิดไฟลุกไหม้ลามไปทั่ว รัชกาลที่ 1 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อซากพระมหาปราสาทที่ถูกไฟไหม้ออก แล้วสร้างพระมหาปราสาทองค์ใหม่ขึ้นมาแทน แน่นอนว่าพระมหาปราสาทองค์ใหม่ที่ว่านี้ก็คือ ‘พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท’

          แต่ ‘พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท’ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นตามแบบแผนเดียวกันกับ ‘พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท’ ที่ถูกไฟไหม้ไป ดังความในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ระบุเอาไว้ว่า

          “...ปราสาทองค์ก่อนนั้น (หมายถึงพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท) สูงใหญ่เท่าพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท กรุงเก่า...พระมหาปราสาทใหม่นี้ (หมายถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท)...ใหญ่สูงเท่าพระที่นั่งสุริยามรินทร์...”

          (อันที่จริงแล้วข้อความในพระราชพงศาวดารอธิบายรูปร่างลักษณะความเหมือนต่างของพระมหาปราสาท ยุคกรุงเทพฯ กับพระที่นั่งยุคกรุงเก่า ทั้งสองคู่ไว้โดยละเอียดพิศดารกว่านี้ ผมเพียงแต่ตัดมาให้อ่านกันโดยสังเขป พอให้เห็นที่มาที่ไปเท่านั้น) 

          จะเห็นได้ว่า พระมหาปราสาทองค์ใหม่ของกรุงเทพฯ คือพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท องค์ที่ใช้ประดิษฐานพระบรมศพอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้ถ่ายแบบมาจากพระที่นั่งที่ใช้สำหรับประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในยุคอยุธยาอย่างพระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาทอีกแล้ว แต่ได้แบบอย่างมาจากพระที่นั่งอีกองค์หนึ่ง คือพระที่นั่งสุริยามรินทร์ต่างหาก

          ‘พระที่นั่งสุริยามรินทร์’ ก็เป็นพระที่นั่งสำคัญอีกองค์หนึ่งเมื่อครั้งกรุงเก่า เพราะเคยเป็นที่ประดิษฐานพระบรมศพของพระมหากษัตริย์อยุธยามาแล้วมากมายหลายสิบพระองค์ แม้แต่พระบรมศพของสมเด็จพระนารายณ์  ซึ่งสวรรคตที่พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ที่เมืองลพบุรี เมื่อ พ.ศ. 2331 ก็ยังต้องมีการอัญเชิญพระบรมศพกลับไปประดิษฐานที่อยุธยา ณ พระที่นั่งสุริยามรินทร์แห่งนี้ ดังนั้นจึงเป็นที่เข้าใจกันว่า นอกจากรัชกาลที่ 1 จะทรงมีพระราชประสงค์ในการสร้างพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทสำหรับใช้ในการพระราชพิธีต่างๆ แล้ว ยังตั้งพระทัยสร้างเพื่อใช้สำหรับประดิษฐานพระบรมศพด้วยมาตั้งแต่แรก

          ดังนั้นในระหว่างรัชสมัยของพระองค์จึงมีการใช้พระที่นั่งองค์นี้สำหรับประดิษฐานพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงฝ่ายในบางพระองค์ เช่น พระศพของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาเทพสุดาวดี, สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสุดารักษ์, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงศรีสุนทรเทพ เป็นต้น 

          แต่แน่นอนว่าที่สำคัญที่สุดก็คือ ได้มีการใช้พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทสำหรับประดิษฐานพระบรมศพของพระองค์เองด้วย จนกระทั่งกลายเป็นธรรมเนียมสืบมาที่จะใช้พระที่นั่งองค์นี้ในการประดิษฐานพระบรมศพของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์ต่อๆ มา

          สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งอย่างหนึ่งก็คือ การที่รัชกาลที่ 1 ได้พระราชทานนามพระมหาปราสาทพระองค์นี้ว่า ‘ดุสิตมหาปราสาท’ เพราะคำว่า ‘ดุสิต’ นอกเหนือจากจะเป็นชื่อเขต (ที่อุดมไปด้วยที่ดินของกองทัพ) ในกรุงเทพฯ ปัจจุบันแล้ว ยังเป็นชื่อของสวรรค์ชั้นที่ 4 (จากจำนวน 6 ห้องชั้นฟ้า) ตามปรัมปราคติในพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทอีกด้วย

          ที่สำคัญก็คือ ‘ดุสิต’ คือสวรรค์ชั้นที่พระพุทธมารดา คือพระนางสิริมหามายา ทรงพำนักอยู่หลังจากสิ้นพระชนม์ เช่นเดียวกับที่เป็นสถานที่ที่ ‘พระอนาคตพุทธเจ้า’ อย่างพระศรีอาริยเมตไตรยประทับอยู่เพื่อรอวันมาประสูติเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ถัดไป ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรเลยที่พระมหาปราสาทองค์นี้จะเคยใช้สำหรับเก็บพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง โดยเฉพาะฝ่ายในที่ใกล้ชิด เพราะก็มีฐานันดรเปรียบเทียบไม่ต่างอะไรนักจากพระพุทธมารดา เช่นเดียวกับที่เก็บพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ ในฐานะของ ‘พระบรมหน่อพุทธางกูร’ คือหน่อเนื้อเชื้อไขของพระพุทธเจ้า ในฐานะของพระอนาคตพุทธเจ้า

          สิ่งที่น่าประทับใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ การที่รัชกาลที่ 1 พระราชทานนามพระมหาปราสาททั้ง 2 องค์ที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น โดยสอดรับกับหน้าที่การใช้งานของพระมหาปราสาทได้อย่างลงตัว ผิดจากในสมัยอยุธยาที่ชื่อของพระที่นั่งไม่ได้บ่งชี้อะไรอย่างเฉพาะเจาะจงนัก

          พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชประดิษฐานอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิตจำลองอย่างสมพระเกียรติในฐานันดรศักดิ์แห่งพระบรมหน่อพุทธางกูร ผู้ทรงรอประสูติเป็นพระอนาคตพุทธเจ้าในภายภาคหน้า ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าเฝ้าฯ​ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ทุกวัน ระหว่างเวลา 9.00-16.00 น. ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 13.00 น. (เฉพาะวันแรก) เป็นต้นไป 

ขอบคุณที่มา: เรื่อง: ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

http://www.gqthailand.com/talk/view/?url=story-of-dusit-maha-prasat
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
SpiderMeaw's profile


โพสท์โดย: SpiderMeaw
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
24 VOTES (4/5 จาก 6 คน)
VOTED: น้องน้ำเย็น, llHackll, แมวฮั่ว แมวขี้น้อยใจ, zerotype, พระพันปีหลวง
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เซียนหวยแห่จับตามอง AI วิเคราะห์หวยน่าจะออกรางวัลงวด 17 มกราคม 2569มหาวิทยาลัยที่ใหญ่และดีที่สุด อันดับหนึ่งในประเทศกัมพูชาแปลปกสลาก งวด 17 มกราคม 2569 วิเคราะห์ภาพปริศนาเพื่อหาเลขเด็ด หลังจากงวดก่อนแจกโชคใหญ่ 2 ตัวท้ายหนังไทยเพียงเรื่องเดียว ที่มีบันทึกว่าทำเงินได้มากกว่า 500 ล้านบาทรับขวัญสมาชิกใหม่กลางทาง! ทารกน้อยคลอดบนรถกู้ภัย คอหวยจับตาเลขมงคลงวดนี้3 สกุลเงินที่แข็งแกร่งที่สุด มั่นคงและน่าเชื่อถือมากที่สุดในโลกกัมพูชาเดือด ประชาชนบุกทุบตู้ ATM หลังแบงก์ยักษ์ "Prince Bank" ล้มละลาย ปิดตำนานออกญาเฉินจื้อรวมอาจารย์ดังเลขเด็ด งวด 17 มกราคม 2569แคนาดาจับมือจีน หลังทรัมป์อยากให้แคนาดา เป็นรัฐ ที่ 51 ของอเมริกา10 เลขขายดีใน จ.เชียงใหม่ งวดวันที่ 17 มกราคม 69..รีบส่องด่วน ก่อนหวยออก!!"บอย" เขมรเฮลั่น! หลังโซเชียลไทยโพสต์ "ไทยเตรียมเปิดด่าน 31 กุมภานี้"เผยงานวิจัยล่าสุด! "โลก" กำลังถูก "ดวงจันทร์" ดูดชั้นบรรยากาศ..เพื่อสร้างอาณานิคมใหม่นอกโลก
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
อาชีพสำคัญในประเทศไทย ที่กำลังขาดแคลนและเป็นที่ต้องการมากที่สุด
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ข่าววันนี้
แคนาดาจับมือจีน หลังทรัมป์อยากให้แคนาดา เป็นรัฐ ที่ 51 ของอเมริกาเด็กมะกันวัย 11 โดนจับหลังฆ่าพ่อ หลังพ่อบอกให้ไปนอนตอนเล่นเกมCMA บรรเทาหนี้และดอกเบี้ยรวมกว่า 12 ล้านดอลลาร์ ให้แก่ทหารและผู้ลี้ภัยชาวเขมรชาวต่างชาตินับพันที่เกี่ยวกับแก๊งคอล เดินทางกลับประเทศที่กัมพูชา
ตั้งกระทู้ใหม่