ขอต้อนรับสู่ ‘ยุคแอนโทรโปซีน’ ยุคที่มนุษย์ทิ้งอะไรไว้ข้างหลังเสมอ
อาจสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ (หรือเกี่ยวอะไรกับ ‘มด’ ก็ไม่ทราบ เห็นมีคำว่า ant นำหน้า)
ในขณะที่คุณกำลังทายอยู่เล่นๆ ทั่วโลกกำลังถกเถียงถึงยุคสมัยใหม่ที่พวกเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ โลกใบเดิมที่รู้จักกลับมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และคุณเองก็มีส่วนร่วมทำให้มันเกิดขึ้น พวกเราทุกคนล้วนเป็นต้นเหตุทำให้โลกเข้าสู่ยุคสมัยใหม่แบบไม่มีทางเลือกนัก
ขอต้อนรับสู่ยุคแอนโทรโปซีน เพราะมนุษย์นั้นทิ้งอะไรไว้ข้างหลังเสมอ

ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่ามนุษย์สร้างผลกระทบต่อระบบโลก ‘ทั้งระบบ’ วิทยาศาสตร์กำลังถกเถียงถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น ว่าอาจสร้างรอยจารึกถาวรอันเปรียบเสมือนลายเซ็นจากน้ำมือมนุษย์ ขีดเขียนเรื่องราวของพวกเราไว้บนชั้นหิน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดยุคสมัยใหม่ (Epoch & Era)
anthropo- (แปลว่า มนุษย์) และ -cene (แปลว่า ใหม่)
เราแพร่กระจายอะลูมิเนียม พลาสติก คอนกรีต อนุภาคคาร์บอน (จากการเผาไหม้พลังงานฟอสซิล) ยากำจัดศัตรูพืช สสารกัมมันตรังสีไปทั้งทั่วผืนดินและผืนสมุทร การประทับตราครั้งนี้เพียงพอที่จะประกาศอย่างเป็นทางการว่า ยุคสมัยใหม่ที่มนุษยชาติเป็นผู้กำหนดความเปลี่ยนแปลงโลกเต็มรูปแบบ หรือ Anthropocene Epoch ไม่ใช่วาทกรรมที่เอาไว้ขู่กันเล่นๆ หรืออนุมานโดยไร้หลักฐาน
หากเปรียบเทียบกับมาตรธรณีกาลในปัจจุบัน (Geological timescale) การเปลี่ยนแปลงที่เราสามารถเห็นได้จากหลักฐานทางธรณี เช่นซากดึกดำบรรพ์ ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในชั้นหินต่างๆ สิ่งที่เราทำในวันนี้ น่าจะทิ้งร่องรอยแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างชัดเจน
ดังนั้น จู่ๆ จะมาตั้งสมมติฐานถึงยุคสมัยใหม่จึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ปีต่อๆ ไปอาจต้องเปลี่ยนเนื้อหาเสียใหม่ เพราะจากที่เราเคยคิดกันว่า มนุษย์ยุคปัจจุบันอยู่ในยุคโฮโลซีน(Holocene epoch) มาตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง

แต่แนวคิดนี้ทำให้พวกเราต้องย้ายไปอยู่ในยุคสมัยใหม่อย่าง ‘แอนโทรโปซีน’ (Anthropocene) แม้การอยู่ระหว่างรอยต่อของสองยุคอาจจะดูโก้เก๋ไม่น้อยเหมือนเป็นแม่พลอยในนิยายสี่แผ่นดิน แต่มีอะไรที่คุณต้องตั้งสังเกตบ้าง เมื่อยุคสมัยใหม่อาจไม่น่าอภิรมย์นักหรืออีกน้อยๆ ก็ 50,000 ปีต่อไปนี้ ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ที่มีต่อโลกนี้เสียใหม่
จุดเริ่มต้นของไอเดีย
ในงานสัมมนาวิชาการที่จัดขึ้นในเม็กซิโก ปี 2000 ชายผู้หนึ่งทำให้ที่ประชุมเงียบกริบราวสุญญากาศ
“ไม่เลย ท่านทั้งหลาย พวกเราไม่ได้อยู่ในยุคโฮโลซีนอีกต่อไปแล้ว แต่เรากำลังอยู่ในยุค…”
ชายผู้นั้นหยุดครุ่นคิด
“เรากำลังอยู่ในยุคแอนโทรโปซีน”
หากคุณไม่รู้จักชายคนนี้ อาจจะรู้สึกว่ามีตาแก่วิกลจริตที่ไหนไม่รู้ จู่ๆ ก็จัดให้มนุษยชาติไปอยู่ในยุคสมัยที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน ช่างเป็นคนเพี้ยนพิสดารเสียจริง
แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์ในที่ประชุมกลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะผู้เอ่ยวาทกรรมแห่งประวัติศาสตร์นี้ คือนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลที่ได้รับการนับถือมากที่สุดคนหนึ่งของโลกนาม พอล ครูตเซน (Paul Crutzen) นักเคมีชาวดัตช์ ผู้ค้นพบผลกระทบของสารประกอบที่ทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ จนกลายเป็นกรุยทางสู่แนวคิดภาวะโลกร้อน Global Warming ในปัจจุบัน และยังเป็นผู้ชี้ให้เห็นต่อภัยสงครามนิวเคลียร์ที่ทำลายพืชพรรณและสรรพชีวิตทุกอย่างบนโลกจากปรากฏการณ์ Nuclear Winter ดังนั้นการที่พอล ครูตเซนอัญเชิญพวกเราไปอยู่ในยุคสมัยใหม่ ต้องมีวาระสำคัญอย่างยิ่งยวด และทุกคนอาจต้องยอมหยุดฟัง
เริ่มแวะกันที่แร่ธาตุสักเล็กน้อย มนุษย์เรียนรู้การสกัดโลหะจากดินคราวละมากๆ โดยสถิติแล้วเราสกัดอะลูมิเนียมได้ราว 500 ล้านตันในช่วงสงครามโลกครั้ง 2 หลังจากนั้นเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกบ้าน ทั่วทุกมุมโลกก็เคลือบอะลูมิเนียมกันหมด เพื่อความคงทน นำไปสู่ผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องยอดฮิตไปจนถึงซองบุหรี่ อะลูมิเนียมเป็นส่วนหนึ่งกับชีวิตมนุษย์แทบทุกอิริยาบถเช้าจรดเย็น
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นิดๆ พลาสติกเปลี่ยนทุกอย่างที่โลกเคยรู้จัก วิทยาการค้นพบวัสดุทรงคุณภาพที่ทนทานต่อทุกสภาพอากาศ ราคาย่อมเยาและไม่ย่อยสลาย ความต้องการพลาสติกพุ่งสูงขึ้นถึง 300 ล้านตันต่อปี
แต่พลาสติกทิ้งทุกอย่างไว้อย่างร้ายกาจบนผืนดิน และเลวร้ายที่สุดในมหาสมุทร สัตว์ทะเลส่วนใหญ่กินพลาสติก และพวกมันตายทับถมบนพื้นมหาสมุทร เป็นกระบวนการแรกของการเกิดซากดึกดำบรรพ์ (Fossilization) เมื่อการย่อยสลายดำเนินไป อนุภาคพลาสติกกลับไม่ได้สูญสลายไปด้วย แต่คงปะปนในสภาพแวดล้อม นักวิจัยพบว่า พวกเขาพบเส้นใยพลาสติกทุกๆ ตารางเมตรในพื้นดินใต้ทะเลด้วยซ้ำ
หากเรากำลังก้าวเข้าสู่สมัยใหม่จริงๆ แล้วสมัยที่ว่านี้เริ่มต้นเมื่อไรกันแน่ ครูตเซนผู้เปิดประเด็นเสนอว่า สมัยแอนโทรโปซีนเริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นช่วงที่หลักฐานจากแกนน้ำแข็งชี้ว่า ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เริ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่นักวิทยาศาสตร์ท่านอื่นๆ เห็นต่าง ระบุว่าจุดเริ่มต้นของสมัยใหม่เปิดฉากขึ้นตอนกลางศตวรรษที่20 เมื่ออัตราการเพิ่มประชากรและการบริโภคทรัพยากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
Anthropocene เกิดขึ้นเมื่อไหร่
ฟอสซิลในยุคต่อไป คือ ‘เทคโน–ฟอสซิล’ ล้วนเป็นนวัตกรรมของมนุษย์ที่จะทิ้งไว้บนโลก นักวิทยาศาสตร์พบว่ากิจกรรมของมนุษย์ผลักให้โลกไปอยู่ในยุคสมัยใหม่ และปี 1950 น่าจะเป็น ‘จุดแตกหัก’ ของปรากฏการณ์ที่เด่นชัดที่สุด
พลาสติก – โพลีเมอร์ยุคใหม่กำลังเป็นส่วนหนึ่งของชั้นหิน พลาสติกย่อยสลายได้ยากเย็นและดื้อด้าน ทั่วพื้นมหาสมุทรกลายเป็นแหล่งสะสมพลาสติกที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมที่สุด
คอนกรีต – ชาวโรมเริ่มรู้จักการก่อคอนกรีตเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย และกระจัดกระจายอย่างมหาศาลหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คอนกรีตกลายเป็นร่องรอยแห่งอารยธรรมที่เด่นชัดที่สุด
คาร์บอนแบลค (Carbon black) – การเผาไหม้เชื้อเพลิงเคลือบคาร์บอนไปทั้งพื้นผิวหินและน้ำแข็งขั้วโลก ปรากฏครั้งแรกในปี 1800 ช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่เข้มข้นสุดๆในปี 1960
พลูโตเนียม 239 และ 240 – การทดสอบนิวเคลียร์ในช่วงต้นยุค 1940 ทำให้ไอโซโทปหายากยิ่งอย่าง พลูโตเนียม ที่มักอยู่ในชั้นดินลึก กลับแพร่กระจายไปทั่วโลก พวกมันต้องใช้เวลาอย่างน้อย 100,000 ปี เพื่อย่อยสลายเป็นยูเรเนียม 235
คาร์บอนไดออกไซด์ – คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากเกี่ยวกับเพื่อนสนิทแห่งมนุษยชาติ คาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และทะลุปรอทหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
มีเทน– เกิดจากการปล่อยของเสียจากกิจกรรมปศุสัตว์ และการขยายตัวของพื้นที่ทำเกษตรกรรม ภายหลังปี 1950 การใช้สารเคมีเพื่อเร่งผลผลิตทำให้มีเทนเพิ่มสูงขึ้น
ไนตรัส ออกไซด์ – จุลชีพในดินและมหาสมุทรย่อยสลายแร่ธาตุผ่านกระบวนการทางเคมีเกิดเป็น ไนตรัส ออกไซด์ แต่มันเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ยกเว้นปุ๋ยและพลังงานฟอสซิล ที่ทำให้ความเข้มข้นของไนตรัส ออกไซด์ เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์
ไม่มีที่ไหนที่เราไม่เคยไป
ประวัติศาสตร์สังคมมนุษย์ตลอดหลายแสนปี ทิ้งร่องรอยขนาดมหึมาเหมือนการตีตราประทับร้อนๆ ไว้บนระบบนิเวศของธรรมชาติซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเป็นไปได้ว่า “ไม่มีแห่งหนใดบนโลกที่ไม่เคยเปื้อนมือมนุษย์” เมื่อมนุษย์เดินทางไปที่ใด การดำรงอยู่ของเรามักเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอย่างรวดเร็วมากกว่าเผ่าพันธุ์ใดๆ บนโลกนี้ และด้วยงานวิจัยทางธรณีวิทยาที่วิเคราะห์ฐานข้อมูลร่วม 30 ปี ก็ช่วยยืนยันว่าการกล่าวอ้างนี้ไม่เกินเลยนัก

ทีมวิจัยลงมือเก็บข้อมูลทางโบราณคดีทั่วทุกมุมโลก และวิเคราะห์ DNA กลุ่มฟอสซิลโบราณ (Max Planck Institute for the Science of Human) ทำให้มนุษย์เห็นภาพรวมของระบบนิเวศโลกได้ เราก็ต้องลงทุนวิจัยกันแบบอลังการเสียหน่อย ผู้ทำหน้าที่ไขปริศนาคือ Nicole Boivin นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัย Oxford ประเทศอังกฤษ และสถาบัน Max Planck : Science of Human History ของเยอรมนี ร่วมกับทีมนักวิจัยรุ่นใหม่หลายชีวิต ใช้เวลาศึกษาค้นคว้ากว่า 30 ปี โดยเก็บข้อมูลการค้นพบทางโบราณคดีที่ปรากฏทั่วโลก และตัวอย่างข้อมูล DNA จากจุลซากดึกดำบรรพ์ (Microfossil) จำนวนมาก ทำให้พวกเขาเห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงโดยน้ำมือมนุษย์ได้อย่างไม่มีใครเคยทำมาก่อน
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์แม้จะเป็นเรื่องผิดพลาดบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ความก้าวหน้าของพวกเราก็สร้างประโยชน์และสร้างวัฒนาการให้กับโลกนี้ไม่น้อย
ครูตเซนกำชับให้ทุกคนทราบอีกครั้ง ยุคสมัยแอนโทรโปซีนไม่ได้อยู่ที่การแก้ไขหรือปรับปรุงตำราทางธรณีวิทยาที่มีอยู่เดิม
แต่คุณูปการที่แท้จริง คือการที่ทำให้คนรุ่นใหม่พุ่งความสนใจผลกระทบจากการกระทำในภาพรวมของเรา และช่วยกันคิดว่าเราอาจจะยังพอหาหนทางเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งเลวร้ายที่สุดได้อย่างไร
“แอนโทรโปซีน จะเป็นคำเตือนที่พวกเราส่งไปยังโลก ผมหวังไว้อย่างนั้น” พอล ครูตเซน กล่าว
อ้างอิงข้อมูลจาก
The Anthropocene: the human era and how it shapes our planet. Synergetic Press, 2014
The Unnatural World.David Biello, Scribner, 2016
Cover Illustration by Namsai Supavong
โรงเรียนที่ต้องจ่ายค่าเทอมแพงที่สุดในประเทศไทย
ข้าราชการ C8 เงินเดือนเท่าไหร่
ส่องรายได้วินมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ เดือนหนึ่งได้เท่าไหร่
มหาวิทยาลัยที่มี พื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย
9 จังหวัดของไทยที่ไม่มีภูเขา
ทำไมเราจึงซื้อหวยไม่ถูก
10 มหาวิทยาลัย ที่มีเปอร์เซ็นต์การสอบผ่านครูผู้ช่วย มากที่สุด
เปิดภาพ “สิ่งมีชีวิตยักษ์ใต้ทะเลลึก” การค้นพบที่นักวิทยาศาสตร์ยังทึ่ง
รวม เลขปฏิทินจีน งวด 16/3/69
น้ำตกที่สูงที่สุดในภาคกลางของประเทศไทย
รู้จัก 10 จังหวัดในอดีตของไทย ที่ถูกยุบรวมจนไม่เหลือชื่อบนแผนที่
ประเทศที่ไม่มีงูอยู่เลย ในพื้นที่ทางธรรมชาติ
ศิลปินนักวาดรูปชาวไทย ที่ผลงานมีชื่อเสียงโด่งดังในระดับโลก
อดีต CIA เผยสาเหตุที่แท้จริง ที่ทรัมป์โจมตีอิหร่าน
สเปนเตรียมสอบสวนบริษัทโซเชียลมีเดียชื่อดัง หลังพบภาพล่วงละเมิดทางเพศเด็กถูกสร้างด้วย AI ของบริษัท
มัลแวร์ Keenadu ถูกติดตั้งจากโรงงานผู้ผลิตแท็บเล็ต Android สามารถแฮกแอปต่าง ๆ บนเครื่องได้
ซาอุเผย "วันนี้สกัดโดรนได้ 7 ลำ หลังมุ่งหน้าไปยังแหล่งนำมันของเรา"


