แนะรัฐปฏิรูปลงทุนรถไฟฟ้า เปิดกว้างนำโมเดล TOD มาใช้
ผู้เชี่ยวชาญโครงการรถไฟฟ้าแนะรัฐปฏิรูปสัมปทานรถไฟฟ้า ชี้รูปแบบประเคนสัมปทานรถไฟฟ้าให้เอกชนภายใต้นโยบาย PPP ไม่ได้แก้ปัญหามีแต่ทำให้รัฐ-ประชาชนแบกรับภาระ แนะควรนำรูปแบบ TOD ทำโครงการรถไฟฟ้าควบคู่กับการพัฒนาที่อยู่อาศัยรอบสถานี (TOD Transit Oriented Development) เช่นในต่างประเทศ แฉ รฟม.-คมนาคมหมกเม็ดผลศึกษารถไฟฟ้าสายสีชมพู-เหลือง ผลตอบแทนจริงแค่ 5% จ่อเจ๊งตั้งแต่ในมุ้งอีก
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ของกระทรวงคมนาคมที่ได้นำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (บอร์ด PPP) ว่า แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าการดำเนินโครงการพีพีพี จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน แต่การที่โครงการเหล่านี้ต้องพึ่งพาค่าโดยสารเป็นแหล่งรายได้หลัก จะทำให้ท้ายที่สุดแล้วโครงการเหล่านี้รังแต่จะสร้างภาระให้แก่รัฐและเอกชนจนไม่อยู่ในสถานะที่จะเลี้ยงตัวเองได้
“อย่างโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ที่แม้รัฐจะให้สัมปทานเอกชนไปดำเนินการทั้งหมด แต่สภาพที่เป็นจริงเห็นได้ชัดว่าเอกชนเองก็อยู่ไม่ได้ ต้องขาดทุนอย่างหนักจนต้องเข้าสู่แผนฟื้นฟูและปรับโครงสร้างหนี้ถึง 3 ครั้ง เช่นเดียวกับรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT บริษัทเอกชนผู้รับสัมปทานเองก็ขาดทุนจนต้องเพิ่มทุนและควบรวมบริษัทเพื่อความอยู่รอดเช่นกัน”
ทั้งนี้ แหล่งข่าวกล่าวว่า สิ่งที่รัฐควรจะเร่งปฏิรูปคือ การปฏิรูปรูปแบบการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าให้ถูกวิธีคือต้องทำควบคู่กับการพัฒนาสร้างชุมชนใหม่หนาแน่นสูงรอบ อันเป็นโมเดลที่เรียกว่า Transit Orient Development :TOD โมเดลนี้มีการดำเนินการอย่างประสบผลสำเร็จมาแล้ว ในฮ่องกง ญี่ปุ่น และ เป็นแนวคิดหรือโมเดลการก่อสร้างรถไฟฟ้าที่กล่าวได้ว่า จะทำให้เรามีเม็ดเงินจากการพัฒนาที่ดินรอบสถานี มา Support รถไฟฟ้าได้ ทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าต่ำลงได้ หรือถึงขั้นคืนทุนจากโครงการก่อสร้างได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐลงทุนแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาฝ่ายบริหาร รฟม.เคยมีความพยายามจะเปิดกว้างนำโมเดลการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ควบคู่ไปกับระบบขนส่งมวลชน หรือ TOD นี้มาใช้ เพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐแต่ก็ติดปัญหาจากมุมมองภาครัฐ นักการเมืองและนักกฎหมาย เช่นกฤษฎีกาและสภา ที่อ้างว่ากฎหมายไม่เปิดกว้างให้ จึงต้องทำตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืนเป็นหลัก ทั้งที่รัฐได้จ่ายเงินเวนคืนตามราคาตลาดไปแล้วและทำตามวัตถุประสงค์หลักแล้ว จึงกลายเป็นว่าภาครัฐมีสิทธิน้อยกว่าเอกชน (ซื้อที่ดินแต่ใช้ไม่ได้เต็มที่ ไม่คุ้ม ไม่สมประโยชน์) ขณะที่รัฐกลับต้องใช้ภาษีคนทั้งประเทศมาเวนคืนและอุ้มโครงการ
“น่าจะถึงเวลาที่ภาครัฐจะได้ปฏิรูป ทบทวนรูปแบบการพัฒนากิจการรถไฟฟ้า ควบคู่กับการพัฒนาสร้างชุมชนใหม่หนาแน่นสูงรอบสถานี โดยมีหน่วยงานรัฐเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการ ไม่ใช่ปล่อยให้เอกชนเข้ามาเก็งกำไรและผุดโครงการอย่างสะเปะสะปะ ซึ่งโมเดลการดำเนินโครงการลงทุนรถไฟฟ้าควบคู่ไปกับการพัฒนาเมืองในลักษณะนี้ในญี่ปุ่นหรือฮ่องกงนั้นสามารถพัฒนานำรายได้จากการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ไปก่อสร้างและหล่อเลี้ยงโครงการรถไฟฟ้าได้ทั้งสาย โดยไม่ต้องพึ่งพาหรือใช้ภาษีหรืองบประมาณของรัฐ
“หากไม่มี TOD ก็จะทำให้รายได้น้อย ผู้โดยสารน้อย ไม่สามารถใช้คืนเงินลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้า การจะขยายไปลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ก็ต้องหวนกลับมาใช้เม็ดเงินภาษี (Tax) หรือเงินกู้ที่ต้องใช้ภาษีเข้าไปค้ำประกันอยู่ดี สุดท้ายประชาชนผู้จ่ายภาษีก็เป็นผู้ที่ต้องแบกรับภาระอยู่ดี ดังนั้นถ้าไม่ทำให้ถูกยุทธศาสตร์ และยังคงเดินหน้าทำแต่โครงการพีพีพี หรือให้สัมปทานเอกชนไปบริหารรับสัมปทาน 20-30 หรือ 50 ปี ไม่ว่ารัฐหรือเอกชน PPP ทำ ก็ขาดทุน ล้มเหลวทั้งคู่ ไม่ว่าด้านการเงินหรือการแก้ปัญหาจราจร ตราบใดที่รัฐไม่เปิดช่องให้มีการพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ควบคู่กันไป จะไม่มีทางทำให้โครงการเหล่านี้ยืนอยู่ได้ ทั้งนี้ หากจะทำ TOD ตอนนี้กับสัมปทานรถไฟฟ้าสายใหม่ที่รัฐบาลเพิ่งประกาศ (ชมพู เหลือง น้ำเงิน) ก็ยังไม่สาย ดีกว่าไม่เริ่มไม่ทำเลย”
สำหรับความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าที่กระทรวงคมนาคมได้นำเสนอต่อคณะกรรมการพีพีพีนั้น ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบให้เอกชนเข้าลงทุนกับภาครัฐ (PPP) ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู และสายสีเหลือง ในรูปแบบ PPP Net Cost ตามที่คณะกรรมการพีพีพีเสนอ โดยโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ระยะทาง 34.5 กม. วงเงิน 56,691 ล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ระยะทาง 30.4 กม.วง 54,644 เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) ระยะเวลาดำเนินการ 33 ปี 3 เดือน และเอกชนเป็นผู้จัดเก็บค่าโดยสารและรับความเสี่ยงเอง ส่วน รฟม.จะจ่ายเฉพาะค่ากรรมสิทธิ์ที่ดิน และให้เอกชนขอเงินสนับสนุนค่าก่อสร้างงานโยธาได้ แต่ละสายเกือบ 20,000 ล้านบาท
แหล่งข่าวยังเผยด้วยว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้แต่โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง และสายสีชมพู แคราย-ศูนย์ราชการ-มีนบุรี ที่รัฐบาลเพิ่งอนุมัติกรอบลงทุนและหวังจะเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการ รวมทั้งรับสัมปทานการดำเนินโครงการไป แต่จากผลศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน และการจัดทำ Market sounding จากหน่วยงานและเอกชนผู้เกี่ยวข้องนั้นพบว่า โครงการนี้พึ่งพาเพียงค่าโดยสารเป็นแหล่งรายได้หลัก จะมีผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) จริงๆ เพียง 3-5% เท่านั้น ความเสี่ยงสูงมากๆ ซึ่งไม่จูงใจเอกชนให้เข้ามาลงทุนแม้แต่น้อย ที่ต้องการ 10% ขึ้นไป เท่ากับดันทุรังหลอกตัวเอง หรือทุกฝ่ายต้องไปเสี่ยงล้มเหลวในภายหน้า
ต่างจังหวัดในไทยที่กำลังจะมีรถไฟในอนาคต
ประเทศที่สามารถเข้าออก"ช่องแคบฮอร์มุซ"ได้ณเวลานี้
ประเทศที่เล็กที่สุดในโลก(พื้นที่เพียง 550 ตร.ม.)
เปิดรายชื่อ 10 จังหวัดค่าครองชีพสูง รายได้สวนทาง ปี 2568
เปิด 10 จังหวัดที่มีความยากจนสูงสุดในไทย ปี 2568–2569
โรงเรียนเอกชนในประเทศไทย ที่มีจำนวนนักเรียนมากเป็นอันดับหนึ่ง
ค่าตอบแทนเงินเดือนพนักงานเก็บเงินทางด่วน
คําขวัญจังหวัดไหน ยาวที่สุดในไทย
ปลาน้ำจืดที่แพงที่สุด ที่มีการเพาะเลี้ยงและวางขายในประเทศไทย
ปลาสวยงามพันธุ์หายาก ที่พบได้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นบนโลก
จังหวัดไหนบ้าง ที่มีชื่อเล่นจนคนเรียกติดปาก มากกว่าชื่อจริงไปแล้ว
แฉ!! รายการเอาตัวรอดชื่อดัง เรื่องราวที่เกิดจากการจัดฉากล้วนๆ
ประเทศที่นิยมกินข้าวไทย และนำเข้าข้าวจากประเทศไทยมากที่สุด
ใคร "เจ็บ" หนักสุด? หากสงคราม #สหรัฐ - #อิหร่าน ปะทุ เมื่อตลาดพลังงานโลกสั่นคลอน เอเชียคือภูมิภาคที่เปราะบางที่สุด
OpenAI ยืนยัน ต่อไปนี้ผู้ใช้งาน ChatGPT จะมีโฆษณาบนแอป
LummaStealer เจ้าเก่ากลับมาแล้ว คราวนี้อินเทรนด์ใช้ ClickFix ฝังมัลแวร์ลงเครื่องเหยื่อ
ญี่ปุ่นส่งสัญญาณปรับทิศทางนโยบายการเงิน หลังเงินเฟ้อเริ่มทรงตัว