S.O.S. วิกฤตประมงไทยที่รัฐต้องตื่นตัวและแก้ไขอย่างจริงจัง
เขียน โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์
แก้วิกฤตด่วน! ชาวประมงกว่า 200 คน จากเครือข่ายประมงพื้นบ้านทั่วประเทศร่วมกันส่งสัญญาณ SOS ถึงวิกฤตประมงของประเทศไทยส่งสารไปถึงรัฐบาลไทยเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงมือแก้ไขปัญหาการจัดการประมงที่เกิดขึ้นในขณะนี้
หนึ่งปีแล้วที่ประเทศไทยได้รับใบเหลืองจากสหภาพยุโรป (อียู) เนื่องจากปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือ IUU ของไทย และนั่นนำไปสู่การเร่งรีบออกกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อชาวประมงพื้นบ้านในหลายมาตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 34 ที่ห้ามเรือเล็กออกจากฝั่ง และมาตรา 10 ที่ห้ามเรือไม่ได้จดทะเบียนออกทำประมง ซึ่งไม่มีการเปิดให้เรือเล็กจดทะเบียนพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านคือผู้ที่ทำการประมงอย่างอนุรักษ์ฟื้นฟู และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่ด้วยสถานการณ์ทางกฎหมายและทรัพยากรที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี่เอง จึงเกิดเป็นการประชุม “สมัชชาชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย” การรวมพลังกันของเครือข่ายประมงพื้นบ้านทั่วประเทศที่ใหญ่ที่สุดครั้งแรก!
ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่ตัวแทนชาวประมงพื้นบ้านจากกลุ่มต่างๆ กว่า 200 คน มารวมตัวกัน ในช่วง 28-29 เมษายน ที่ผ่านมา ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กรีนพีซได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมในครั้งนี้ ซึ่งมีพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านจากหลายพื้นที่หลายจังหวัดของประเทศไทย ตั้งแต่อ่าวตัวก. อ่าวไทย จรดทะเลอันดามัน รวมถึงจากองค์กรต่างๆ คือ สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย สมาคมรักษ์ทะเลไทย องค์การอ็อกแฟม และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยที่ทุกคนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ ร่วมกันผลักดันให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาการจัดการประมงระดับประเทศที่ตรงจุด
“ทุกคนบอกว่ารักลูกรักหลาน แต่ไฉนตอนนี้ท้องทะเลเหลือแต่น้ำ พวกเราเริ่มรู้และรับความจริงนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่าทะเลของเรากำลังเปลี่ยนไป แต่ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนกลับคืนไม่ได้ สมัชชาชาวประมงพื้นบ้านกำลังทำให้สังคมรับรู้ว่าชาวประมงพื้นบ้านกำลังทำอะไรกันบ้างเพื่อต่อสู้กับวิกฤตประมง” ปิยะ เทศแย้ม นายกสมาคมประมงพื้นบ้านทุ่งน้อย กล่าว
รัฐต้องแก้ปัญหาประมงไทยอย่างตรงจุด จริงจัง และยั่งยืน
การเร่งรีบออกกฎหมายเพื่อแก้สถานการณ์ใบเหลืองของภาครัฐเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด และทำให้หลายมาตรากลับมาทำสร้างปัญหาให้ชาวประมงพื้นบ้านซึ่งเป็นผู้พิทักษ์รักษ์ทะเลตัวจริง และไม่ได้ทำผิดกฎหมาย
ในการประชุมครั้งนี้มีตัวแทนจากกรมประมงเข้ามารับฟังความคิดเห็นและตอบข้อซักถามด้วย โดยหนึ่งในนั้น คุณมนูญ ตันติกุล กรมประมงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้กล่าวยอมรับว่า “กฎหมายประมงที่ออกมามีผลกระทบอย่างแน่นอน มากน้อย หรือปานกลาง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องนำมาทบทวน แก้ไขปรับปรุงให้เข้ากับบริบทจริง”
มาตราที่ส่งผลกระทบต่อชาวประมงพื้นบ้านมากที่สุดคือ มาตรา 34 ซึ่งห้ามไม่ให้ชาวประมงพื้นบ้านออกทำการประมงนอกเขตชายฝั่งสามไมล์ทะเลเป็นอันขาด พร้อมกำหนดโทษหนัก ในกรณีนี้ นายประเทศ ซอรักษ์ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย กรมประมง ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกับกับชาวประมงพื้นบ้านเกี่ยวกับนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชาวประมงพื้นบ้าน ว่า “ในการจัดการกับกฏหมายที่มีผลกระทบต่อคนหมู่มากที่ดีที่สุดคือ ให้ทุกคนมีส่วนร่วม ทั้งคนจับปลา คนกินปลา คนขายปลา คนแปรรูปปลา ตั้งแต่ศึกษาหาข้อมูลร่วมกัน ออกกติกา และบังคับใช้ร่วมกัน ปรับปรุงแก้ไขกติกาและรับผิดชอบร่วมกัน ไม่เช่นนั้นจะเป็นการเขียนกฎหมายแบบที่ ‘เขียนเองพันขาตัวเอง” สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการแก้ไขคือการมีส่วนร่วมและต้องคำนึงถึงผลกระทบในทุกภาคส่วนวิเคราะห์อย่างรอบด้าน และใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน
“เราอยู่กับธรรมชาติ ถ้าธรรมชาติเสื่อมโทรม พวกเราก็อยู่ไม่ได้ เราทำประมงอย่างอนุรักษ์และฟื้นฟูจึงไม่ได้รับผลกระทบจากใบเหลืองอียู แต่การร่างกฎหมายฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 34 ที่กั้นไม่ให้ชาวประมงพื้นบ้านออกนอกชายฝั่งเขต 3 ไมล์ทะเล คือสิ่งที่ตัดสิทธิการประกอบอาชีพและวิถีชีวิตที่เคยมี” สะมะแอ เจะมูดอ นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย กล่าว
สัญญาณ SOS จากชาวประมงผู้พิทักษ์ทะเล
หลังสิ้นสุดการประชุม พี่น้องชาวประมงพื้นบ้านทั้งหมดกว่า 200 คน และองค์กรเครือข่ายประมง ได้ร่วมกันยื่นข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมสมัชชา แก่ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมายหรือศปมผ. เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยลงมือแก้ไขปัญหาการจัดการประมงที่เกิดขึ้นในขณะนี้
หากทะเลเปล่งเสียงได้ ทะเลคงกำลังร้องขอให้เราช่วยกันปกป้องทะเล และนั่นคือสิ่งที่ชาวประมงพื้นบ้านได้ปฏิบัติเสมอมา พี่น้องชาวประมงคนแล้วคนเล่า ได้ใช้ตนเองเป็นสื่อรณรงค์ร่วมกันแปรอักษรมนุษย์เป็นรูปเรือประมงพื้นบ้าน พร้อมกับข้อความว่า “SOS” เพื่อสื่อถึงวิกฤตประมงของประเทศไทย ที่อ่าวคั่นกระได จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงบอกกับภาครัฐว่า “ปล่อยเรือเล็กออกจากฝั่ง” และ “เปิดทะเบียนเรือประมงพื้นบ้าน” ผืนทะเลไทยคือสิ่งที่ชาวประมงพื้นบ้านรักและหวงแหน ไม่ใช่เป็นเพียงการประกอบอาชีพ แต่เป็นวิถีชีวิต การรวมกลุ่มในครั้งนี้จึงถือเป็นการจับมือเพื่อรวมพลังกันปกป้องทะเลไทย สมบัติของคนไทยเราทุกคน
“ขณะนี้กระบวนการแก้ปัญหาประมงของรัฐเน้นการช่วยแก้ปัญหาให้กับการประมงพาณิชย์ แต่ไทยมีการประมงพื้นบ้านเป็นหลัก ซึ่งเป็นผู้สร้างอาหารทะเลที่ปลอดภัย เศรษฐกิจที่ดี ความมั่นคงทางอาหาร และยังเป็นทางออกของใบเหลืองอียู ซึ่งรัฐควรจะมองเห็นเรื่องนี้เป็นสำคัญ” นายวิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี ผู้จัดการสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย กล่าว
อ่าวคั่นกระไดที่แสนอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์กำลังเห็นการเริ่มต้นการรวมพลังครั้งใหญ่ของชาวประมงผู้อนุรักษ์และฟื้นฟูท้องทะเล ที่เอื้อประโยชน์กับทุกฝ่าย ทั้งต่อชุมชน ต่อทะเล และต่อผู้บริโภค เหลือเพียงแค่ว่าภาครัฐพร้อมที่จะดำเนินการแก้ไขวิกฤตประมงที่เกิดขึ้นนี้อย่างแท้จริงและถูกจุดมากน้อยแค่ไหน ก่อนที่ทะเลไทยจะเสื่อมโทรมจนสายเกินไปเพราะกฎหมายที่เอื้อต่อการประมงแบบอุตสาหกรรม
ที่มา: Greenpeace Thailand
ประเทศที่เล็กที่สุดในโลก(พื้นที่เพียง 550 ตร.ม.)
ต่างจังหวัดในไทยที่กำลังจะมีรถไฟในอนาคต
เปิด 10 จังหวัดที่มีความยากจนสูงสุดในไทย ปี 2568–2569
เมืองที่ “อยู่ยาก” หรือ “ไม่เหมาะต่อการอยู่อาศัย” (จากสภาพแวดล้อมจริง)
จังหวัดไหนบ้าง ที่มีชื่อเล่นจนคนเรียกติดปาก มากกว่าชื่อจริงไปแล้ว
จังหวัดที่รวยที่สุดในประเทศไทย (ไม่รวมกรุงเทพฯ)
ประเทศที่ไม่มีทะเลแต่มีกองทัพเรือ
ปลาน้ำจืดที่แพงที่สุด ที่มีการเพาะเลี้ยงและวางขายในประเทศไทย
รวมภาพตลกเฮฮา ขำขันประจำวันนี้ วันที่เป็นวันแรกๆของเดือนมีนาคม อากาศร้อนดีแท้เน่อ
ประเทศที่นิยมกินข้าวไทย และนำเข้าข้าวจากประเทศไทยมากที่สุด
ไม่มีอะไรที่มอสสาดทำไม่ได้!
คําขวัญจังหวัดไหน ยาวที่สุดในไทย
เมืองที่ “อยู่ยาก” หรือ “ไม่เหมาะต่อการอยู่อาศัย” (จากสภาพแวดล้อมจริง)
5 อันดับ มหาวิทยาลัยที่น่าเรียนที่สุดในภาคอีสาน
เมืองที่ขึ้นชื่อว่าอันตรายที่สุด สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างชาติ
ปลาน้ำจืดที่แพงที่สุด ที่มีการเพาะเลี้ยงและวางขายในประเทศไทย







