ฮ่องกง–เซี่ยงไฮ้ จับตาวิกฤตน้ำทะเลสูงขึ้น งานวิจัยเตือนน้ำแข็งแอนตาร์กติกาละลายต่อเนื่อง
สองมหานครสำคัญของเอเชียกับความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น เมื่อการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกใต้อาจส่งผลต่ออนาคตของเมืองชายฝั่งทั่วโลก
ฮ่องกง (Hongkong) และเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) เป็นสองเมืองสำคัญของเอเชียที่มีบทบาทโดดเด่นทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และการคมนาคม แต่ท่ามกลางการเติบโตของมหานครเหล่านี้ ยังมีความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องจับตามองคือ ความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการ Nature Geoscience เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ประเมินว่า แผ่นน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกามีแนวโน้มสูญเสียมวลน้ำแข็งต่อเนื่องไปจนถึงปลายศตวรรษที่ 21 แม้โลกจะดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเข้มข้นก็ตาม
แม้งานวิจัยนี้ไม่ได้ระบุว่าฮ่องกงหรือเซี่ยงไฮ้จะจมอยู่ใต้น้ำอย่างแน่นอน แต่ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ในพื้นที่ห่างไกลอาจมีความสำคัญต่อการวางแผนรับมือความเสี่ยงของเมืองชายฝั่งทั่วโลก รวมถึงมหานครในเอเชียที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น
▪️ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ เหตุใดจึงต้องจับตาระดับน้ำทะเล ?
แม้ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้จะมีลักษณะภูมิประเทศ และระบบการบริหารจัดการเมืองแตกต่างกัน แต่ทั้งสองแห่งมีพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับทะเล และระบบชายฝั่ง ซึ่งทำให้ระดับน้ำทะเลเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาในการวางแผนพัฒนาเมืองระยะยาว
ฮ่องกง (Hongkong) เป็นเขตเมืองสำคัญที่มีพื้นที่พัฒนาอยู่ใกล้ชายฝั่งหลายแห่ง ทั้งเขตที่อยู่อาศัย พื้นที่เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทาง การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจึงอาจทำให้บางพื้นที่ต้องรับมือกับน้ำทะเลหนุน และน้ำท่วมชายฝั่งอย่างรอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดฝนตกหนักหรือพายุร่วมด้วย
ขณะที่ เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) เป็นมหานครขนาดใหญ่บริเวณปากแม่น้ำแยงซี มีทั้งพื้นที่เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และระบบคมนาคมที่สำคัญ การประเมินความเสี่ยงจากน้ำทะเลจึงต้องพิจารณาทั้งระดับน้ำทะเล การระบายน้ำ ลักษณะพื้นที่ต่ำ และการทรุดตัวของพื้นดินในบางบริเวณ
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าทั้งสองเมืองจะได้รับผลกระทบในระดับเดียวกัน เพราะความเสี่ยงขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ระดับความสูงของพื้นที่ ระบบป้องกันน้ำท่วม และความสามารถในการปรับตัวของแต่ละเมืองด้วย
▪️งานวิจัยเตือนอะไรเกี่ยวกับน้ำแข็งแอนตาร์กติกา ?
งานวิจัยชื่อ “Committed Antarctic Ice Sheet mass loss by the end of the twenty-first century” ศึกษาแนวโน้มการสูญเสียมวลน้ำแข็งในแอนตาร์กติกา และผลที่อาจเกิดขึ้นต่อระดับน้ำทะเลในอนาคต
แอนตาร์กติกาเป็นทวีปที่ปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็งขนาดมหาศาล น้ำแข็งส่วนใหญ่สะสมอยู่บนพื้นดิน เมื่อน้ำแข็งเหล่านี้สูญเสียมวล และไหลลงสู่มหาสมุทร ก็จะเพิ่มปริมาณน้ำในทะเล และส่งผลต่อระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลก
นอกจากนี้ น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นยังอาจเพิ่มการละลายบริเวณด้านล่างของหิ้งน้ำแข็ง ซึ่งเป็นแผ่นน้ำแข็งที่ยื่นออกไปลอยอยู่เหนือมหาสมุทร หิ้งน้ำแข็งทำหน้าที่ช่วยชะลอการไหลของน้ำแข็งจากแผ่นดินลงสู่ทะเล หากหิ้งน้ำแข็งบางลงหรือสูญเสียความสามารถในการค้ำยัน การไหลของน้ำแข็งจากแผ่นดินอาจเพิ่มขึ้นได้
ผลการศึกษาประเมินว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่แผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาจะสูญเสียมวลน้ำแข็งต่อเนื่องภายในศตวรรษนี้ แม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่โลกพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจังก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าน้ำแข็งทั้งหมดจะละลายหมดภายในปี 2100 หรือระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันทุกพื้นที่ เพราะกระบวนการเปลี่ยนแปลงของแผ่นน้ำแข็งมีความซับซ้อน และยังมีความไม่แน่นอนในการคาดการณ์
▪️ระดับน้ำทะเลอาจเพิ่มขึ้นอีกกี่เซนติเมตร ?
หนึ่งในตัวเลขที่น่าสนใจจากงานวิจัยคือ ภายใต้สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงมาก ผลจากกระบวนการสูญเสียมวลน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาอาจทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นได้ถึง 25.4 เซนติเมตรภายในปี 2100 ในกรณีเปอร์เซ็นไทล์ที่ 95 ส่วนค่ามัธยฐานของการคาดการณ์ในสถานการณ์ดังกล่าวอยู่ที่ 15.7 เซนติเมตร
ตัวเลขนี้เป็นการประเมินส่วนที่เกิดจากแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกา ภายใต้เงื่อนไขของแบบจำลอง ไม่ใช่การคาดการณ์ระดับน้ำทะเลทั้งหมดจากทุกสาเหตุ และไม่ใช่ตัวเลขที่ยืนยันว่าจะเกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอน
ระดับน้ำทะเลทั่วโลกยังได้รับอิทธิพลจากการขยายตัวของน้ำทะเลเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น รวมถึงการสูญเสียน้ำแข็งจากแหล่งอื่นๆด้วย
สำหรับฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ การประเมินผลกระทบจึงต้องอาศัยข้อมูลเฉพาะพื้นที่ ไม่สามารถนำตัวเลขจากการคาดการณ์การสูญเสียมวลน้ำแข็งในแอนตาร์กติกามาสรุปได้โดยตรงว่า ระดับน้ำทะเลของทั้งสองเมืองจะเพิ่มขึ้นเท่าใดหรือประชาชนจำนวนกี่คนจะได้รับผลกระทบ
▪️น้ำทะเลสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย อาจเพิ่มความเสี่ยงได้อย่างไร ?
หลายคนอาจสงสัยว่า หากระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นเพียงหลักสิบเซนติเมตร เหตุใดจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับเมืองขนาดใหญ่
คำตอบคือ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจะเปลี่ยนระดับพื้นฐานที่น้ำทะเลเริ่มต้น เมื่อเกิดน้ำขึ้นสูง พายุหรือคลื่นซัดฝั่ง น้ำจึงอาจเข้าถึงพื้นที่ชายฝั่งได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับสถานการณ์เดิม
บางพื้นที่อาจต้องเผชิญน้ำท่วมบ่อยครั้งขึ้น ขณะที่ระบบระบายน้ำ และแนวป้องกันชายฝั่งอาจต้องรองรับแรงกดดันมากกว่าเดิม หากพื้นที่ใดมีการทรุดตัวของพื้นดินร่วมด้วย ความเสี่ยงจากน้ำท่วมเมื่อเทียบกับระดับพื้นดินก็อาจเพิ่มขึ้นอีก
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทุกแห่ง พื้นที่ที่มีแนวป้องกันน้ำท่วมแข็งแรง ระบบระบายน้ำมีประสิทธิภาพ และมีการวางแผนรับมือที่ดี อาจลดความเสียหายได้มากกว่าพื้นที่ที่ขาดมาตรการป้องกัน ดังนั้น การกล่าวว่าเมืองหนึ่งจะจมอยู่ใต้น้ำทั้งหมดเพียงเพราะระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น จึงเป็นการสรุปที่เกินกว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จะรองรับได้
▪️ฮ่องกง–เซี่ยงไฮ้จะเผชิญอนาคตแบบไหน ?
อนาคตของทั้งสองเมืองไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งแอนตาร์กติกาเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ และการเตรียมพร้อมของมนุษย์ด้วย
การปรับปรุงระบบระบายน้ำ การพัฒนาแนวป้องกันชายฝั่ง การควบคุมการใช้พื้นที่เสี่ยง และการติดตามข้อมูลระดับน้ำทะเล ล้วนเป็นส่วนสำคัญของการลดความเสียหายในระยะยาว
ขณะเดียวกัน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังมีความสำคัญ เพราะช่วยจำกัดภาวะโลกร้อน และลดโอกาสที่ระบบภูมิอากาศจะเปลี่ยนแปลงรุนแรงยิ่งขึ้น
งานวิจัยเกี่ยวกับแอนตาร์กติกาจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของน้ำแข็งที่ละลายในพื้นที่ห่างไกล แต่เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้รัฐบาล นักวางผังเมือง และประชาชนมองเห็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าฮ่องกงหรือเซี่ยงไฮ้จะจมอยู่ใต้น้ำอย่างแน่นอนหรือไม่ แต่คือทั้งสองเมืองจะเตรียมรับมือกับระดับน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดีเพียงใด ก่อนที่ความเสี่ยงจะกลายเป็นความเสียหายจริง
อ้างอิง:
1.https://www.nature.com/articles/s41561-026-02102-1
2.https://scholars.cityu.edu.hk/en/publications/committed-antarctic-ice-sheet-mass-loss-by-the-end-of-the-twenty-/
3.https://www.ipcc.ch/report/ar6/wg1/
ภาพประกอบ: Pixabay
เขียนโดย Wisdom Insight
นักสังเกตชีวิต และนักวิเคราะห์กระแสข่าว
ติดตามข่าวสารสำคัญทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
เน้นการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง เพื่อให้เนื้อหาถูกต้อง เป็นกลาง และน่าเชื่อถือ
เปิด 3 จุดปลูก “เฟื่องฟ้า” ตามฮวงจุ้ย เชื่อเสริมมงคล เรียกทรัพย์เข้าบ้าน
ส่องเลข สุนารี ราชสีมา เหมาลอตเตอรี่ยกแผง โชว์ชุดเลขสวย 2 ตัว 3 ตัว ลุ้นโชคงวด 1 พฤศจิกายน 2569
ใบเขียว งวด 1 พ.ย. 69 เผยสูตรคำนวณใหม่ พร้อมแนวทางจากกรอบตัวเลข
10 ชื่อ ที่คนไทยใช้มากที่สุด ชื่อเดียวมากถึงหลักแสนคน
เปิดแนวทางเลขเด็ดแม่นางกวัก นั่งเรือข้ามโขง ลุ้นเลขเด่น 3 จับคู่ 7 พร้อมชุดเลข 2 ตัวที่คอหวยไม่ควรพลาด
ไข่แดงสีขาวจากญี่ปุ่น! แพงจริงไหม มีประโยชน์กว่าไข่ทั่วไปหรือไม่?
เปิด 3 จังหวัดไทยสุดห่างไกล! ภูเขาสูง ถนนคดเคี้ยว บางชุมชนเดินทางสุดลำบาก
5 จังหวัดไทยที่ชื่อยาว อ่านยาก และชวนให้สะกดผิด
หัวล้านมีกี่เภทใครเป็นผู้จัดลำดับ
เลขวิ่งสนามบินน้ำ งวด 1 พ.ย. 69 เปิดแนวทางเลขเด่นจากใบเขียนมือ เทียบข้อมูลอีกงวดมีเลขอะไรน่าสนใจ
ถอดรหัสวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการเดินลุยไฟ ทำไมถ่าน 500 องศาถึงไม่ทำให้เท้าไหม้?
นามสกุลที่ซ้ำกันมากที่สุดในไทย เปิด 10 อันดับที่มีคนใช้หลักหมื่นคน
เปิด 3 จุดปลูก “เฟื่องฟ้า” ตามฮวงจุ้ย เชื่อเสริมมงคล เรียกทรัพย์เข้าบ้าน
5 อาชีพสำคัญในไทย ที่คนไทยบางส่วนไม่อยากทำ แต่ประเทศขาดไม่ได้
เปิดแนวทางเลขเด็ดแม่นางกวัก นั่งเรือข้ามโขง ลุ้นเลขเด่น 3 จับคู่ 7 พร้อมชุดเลข 2 ตัวที่คอหวยไม่ควรพลาด
ถอดรหัสวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการเดินลุยไฟ ทำไมถ่าน 500 องศาถึงไม่ทำให้เท้าไหม้?
หัวล้านมีกี่เภทใครเป็นผู้จัดลำดับ












