เงินเยียวยาน้ำท่วม: ประชาชนควรรู้ก่อนว่า “สิทธิของตัวเองคืออะไร” By C.T. Suwan
เมื่อเกิดน้ำท่วม สิ่งแรกที่ประชาชนควรรู้ไม่ควรเป็นเพียงว่า
“รัฐบาลมีเงินเยียวยาเท่าไร?”
แต่ควรเป็นคำถามที่ง่ายกว่านั้น
“ผมมีสิทธิอะไร?”
“ผมเข้าเกณฑ์หรือไม่?”
“ถ้าเข้าเกณฑ์ ผมจะได้รับเท่าไร?”
“ถ้าไม่ได้ เพราะอะไร?”
เพราะในความเป็นจริง ระบบช่วยเหลือผู้ประสบภัยไม่ได้มีเพียงเงินก้อนเดียว
มีทั้งเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายด้านการดำรงชีพ การช่วยเหลือด้านการเกษตร และมาตรการอื่นตามพื้นที่และประเภทความเสียหาย
ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียง “ตัวเลขใหญ่ ๆ” แต่คือ เข้าใจสิทธิของตัวเอง
ตัวเลข 9,000 บาทคืออะไร?
สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยช่วงฤดูฝนปี 2569 รัฐกำหนดเงินช่วยเหลือในบางกรณีที่ครัวเรือนละ 9,000 บาท และกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยประจำ พื้นที่ประสบภัย และลักษณะของผลกระทบ เช่น กรณีน้ำท่วมขังหรือกรณีที่ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ โดยเป็นมาตรการที่แยกออกจากการช่วยเหลือความเสียหายประเภทอื่น
ตรงนี้จึงควรสื่อสารให้ชัดว่า
9,000 บาทไม่ใช่ตัวเลขเดียวที่แทนทุกมาตรการช่วยเหลือจากน้ำท่วม
และไม่ควรนำไปปนกับมาตรการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือความช่วยเหลือด้านอื่น ซึ่งมีหลักเกณฑ์และวงเงินของตัวเอง
ตัวอย่างเช่น การซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำมีหลักเกณฑ์อีกชุดหนึ่งและจ่ายตามความเสียหายภายใต้วงเงินที่กำหนด
ดังนั้นประชาชนควรสามารถเปิดดูได้ว่า
“กรณีของผมอยู่ในก้อนใด?”
ไม่ใช่เห็นเพียงคำว่า “เยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท” แล้วต้องไปค้นต่อเองว่าตัวเองเข้าเงื่อนไขหรือไม่
สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด คือ “สิทธิที่แท้จริง”
ผมไม่ได้มองว่าประชาชนควรมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือ
“ต้องรักษาสิทธิของตัวเอง”
แล้วปล่อยให้ประชาชนเป็นฝ่ายไปค้นหาข้อมูลราชการหลายหน่วยงานด้วยตัวเอง
เพราะระบบภาครัฐมีข้อมูลของประชาชนอยู่จำนวนมากอยู่แล้ว
คำถามจึงควรกลับมาที่ระบบว่า
รัฐสามารถทำให้ประชาชนรู้สิทธิของตัวเองได้ง่ายแค่ไหน?
หากประชาชนอยู่ในพื้นที่ประสบภัย และข้อมูลในระบบรัฐสามารถยืนยันตัวบุคคลและความเกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยได้ ก็ควรทำให้ประชาชนเห็นได้อย่างชัดเจนว่า
ข้อมูลของผมในระบบคืออะไร
พื้นที่ของผมอยู่ในเขตที่ประกาศหรือไม่
ผมเข้าเกณฑ์ข้อใด
ผมมีสิทธิได้รับเท่าไร
ยังขาดข้อมูลอะไร
ถ้าไม่ผ่าน ผมไม่ผ่านเพราะอะไร
นี่ควรเป็นหน้าที่สำคัญของระบบดิจิทัล
ทำไมประชาชนจึงยังสับสน?
กรณีของผมเองสะท้อนปัญหานี้ได้ดี
ผมยื่นคำขอผ่าน ทางรัฐ และได้รับเลขคำขอพร้อมสถานะ “กำลังพิจารณา”
จากนั้นกลับพบช่องทางหรือแบบฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับ กทม. ซึ่งมีรายละเอียดข้อมูลและหลักฐานที่แตกต่างออกไป
สำหรับเจ้าหน้าที่ที่รู้โครงสร้างของระบบทั้งหมด เรื่องนี้อาจอธิบายได้
แต่สำหรับประชาชนทั่วไป คำถามเกิดขึ้นทันทีว่า
“ผมยื่นถูกแล้วหรือยัง?”
“ต้องยื่นอีกหรือไม่?”
“สองระบบนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร?”
“คำขอเดิมของผมยังใช้ได้หรือไม่?”
“หลักฐานที่แบบฟอร์มหนึ่งถาม จำเป็นสำหรับอีกแบบฟอร์มหรือไม่?”
นี่คือปัญหาของ การสื่อสารสิทธิ
ไม่ใช่เพียงปัญหาว่าประชาชนใช้แอปไม่เป็น
ถ้าระบบมีหลายมาตรการ หลายหน่วยงาน และหลายแบบฟอร์ม ก็ควรมีหน้ากลางที่บอกประชาชนได้ว่า
“คุณกำลังอยู่ในกระบวนการใด และยังมีสิทธิหรือมาตรการใดที่เกี่ยวข้องกับคุณอีกบ้าง”
อย่าปล่อยให้ “ทะเบียนบ้าน” กลายเป็นตัวแทนของชีวิตจริงทั้งหมด
อีกจุดหนึ่งที่ผมคิดว่าควรตั้งคำถามในระยะยาว คือ หน่วยของสิทธิ
ปัจจุบันมาตรการ 9,000 บาทกำหนดในระดับ ครัวเรือน
แต่ชีวิตจริงของคนไม่ได้มีรูปแบบเดียวกับข้อมูลทะเบียนบ้านเสมอไป
ลองสมมติบ้านหลังเล็กหลังหนึ่ง มีคนอาศัยอยู่จริง 10 คน
กับบ้านอีกหลังหนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่า แต่มีคนอาศัยอยู่จริงเพียงคนเดียว
ถ้าทั้งสองหลังเข้าเกณฑ์เดียวกัน และรัฐกำหนดสิทธิเป็น
9,000 บาทต่อครัวเรือน
ทั้งสองหลังย่อมมีหน่วยสิทธิเท่ากัน
แต่ในมุมของ “จำนวนชีวิตที่ได้รับผลกระทบ” มันไม่เท่ากันเลย
บ้านแรกมีคน 10 คน
บ้านที่สองมีคน 1 คน
นี่ไม่ใช่เรื่องมูลค่าบ้าน
ไม่ใช่เรื่องว่าบ้านใครมีรถกี่คัน
ไม่ใช่เรื่องว่าใครมีทรัพย์สินมากกว่า
แต่เป็นคำถามง่าย ๆ ว่า
ภัยพิบัติกระทบ “บ้าน” หรือกระทบ “คน”?
ผมคิดว่าคำถามนี้ควรถูกนำมาพิจารณาในอนาคต
หรือสิทธิอาจควรผูกกับ “บุคคลที่ได้รับผลกระทบ”?
ผมไม่ได้เสนอว่าการจ่ายรายบุคคลเป็นคำตอบเดียวที่ถูกต้อง แต่ก็น่าสนใจที่จะพิจารณาต่อไปเป็นอย่างยิ่ง
และผมคิดว่ามันควรถูกนำมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกของการออกแบบระบบ
เพราะถ้าจุดประสงค์ของเงินช่วยเหลือคือการบรรเทาผลกระทบต่อการดำรงชีวิต
หน่วยที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือ คน
คนหนึ่งต้องหยุดงาน
คนหนึ่งเดินทางไม่ได้
คนหนึ่งต้องอพยพ
คนหนึ่งไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
ดังนั้นจึงมีเหตุผลที่จะถามว่า
ทำไมหน่วยสิทธิจึงต้องเป็นหลังคาเรือนเสมอไป?
อย่างไรก็ตาม หากเปลี่ยนเป็นรายบุคคล ระบบก็ต้องแก้โจทย์ใหม่ให้ได้เช่นกัน
- คนเช่าจะยืนยันที่อยู่อาศัยอย่างไร
- คนที่อาศัยอยู่กับครอบครัวแต่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านจะทำอย่างไร
- ลูกบ้านหรือผู้อาศัยจริงจะเข้าสู่ระบบอย่างไร
- จะป้องกันการรับสิทธิซ้ำอย่างไร
ดังนั้นการเปลี่ยนหน่วยจาก “ครัวเรือน” เป็น “บุคคล” ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนตัวเลข
มันต้องเปลี่ยนสถาปัตยกรรมข้อมูลด้วย
ทางรัฐควรรู้มากกว่า “ชื่อในทะเบียนบ้าน”
ถ้าประเทศกำลังผลักดันระบบดิจิทัลอย่าง “ทางรัฐ” ผมคิดว่าควรใช้โอกาสนี้สร้างฐานข้อมูลที่สะท้อน การอยู่อาศัยจริง มากขึ้น
ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าต้องยกเลิกทะเบียนบ้าน
แต่ควรมีชั้นข้อมูลเพิ่มเติม เช่น
เจ้าบ้าน
สมาชิกครัวเรือน
ผู้เช่า
ผู้อาศัย
ผู้พักอาศัยร่วม
ผู้ที่อาศัยอยู่จริงแต่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน
และให้แต่ละคนสามารถยืนยันความสัมพันธ์กับที่อยู่อาศัยนั้นได้ตามวิธีที่รัฐกำหนด
เมื่อเกิดภัยพิบัติ ระบบจึงสามารถเชื่อมโยงได้ว่า
คนคนนี้อยู่ที่ไหน
อยู่กับใคร
อยู่ในพื้นที่ประสบภัยหรือไม่
มีสิทธิในมาตรการใด
แทนที่จะเริ่มต้นกระบวนการทั้งหมดใหม่ในวันที่น้ำกำลังท่วม
“เข้าระบบ” ควรเป็นนโยบายสาธารณะ
ผมจึงมองว่ารัฐไม่ควรสื่อสารกับประชาชนเพียงว่า
“ถ้าเกิดภัย คุณต้องรักษาสิทธิของคุณเอง”
แต่ควรสร้างแรงจูงใจให้ประชาชน เข้าระบบตั้งแต่ยังไม่มีภัย
เพราะถ้าประชาชนเข้าระบบแล้ว
รัฐก็มีโอกาสรู้ว่า
- ประชาชนอยู่ที่ไหน
- ใครเป็นเจ้าบ้าน
- ใครเป็นผู้เช่า
- ใครเป็นผู้อาศัย
- ใครอยู่ในพื้นที่เสี่ยง
- ใครควรได้รับการแจ้งเตือน
- ใครอาจมีสิทธิเมื่อเกิดภัย
ประชาชนเองก็ได้ประโยชน์จากการที่ข้อมูลถูกจัดระบบไว้ล่วงหน้า
และเมื่อเกิดภัยก็ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
แต่ต้องทำให้ประชาชน “กล้าเข้าระบบ” ด้วย
นี่ก็เป็นอีกโจทย์ที่สำคัญ
ประชาชนจำนวนหนึ่งอาจไม่ได้ไม่สนใจระบบ
แต่กังวลเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล
กลัวข้อมูลหลุด
กลัวมิจฉาชีพ
กลัวโทรศัพท์หลอกลวง
กลัวว่าการให้ข้อมูลกับรัฐจะนำไปสู่ปัญหาอื่น
ดังนั้น ถ้ารัฐต้องการให้ประชาชนเข้าสู่ระบบจริง รัฐต้องสื่อสารด้วยว่า
ข้อมูลอะไรถูกเก็บ
ใช้เพื่ออะไร
ใครเข้าถึงได้
ประชาชนตรวจสอบข้อมูลของตัวเองได้อย่างไร
และ
การเข้าสู่ระบบให้ประโยชน์อะไรกับประชาชน
เพราะการสร้างฐานข้อมูลที่ดีไม่ใช่แค่การบอกประชาชนว่า
“กรุณาให้ข้อมูล”
แต่ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า
“เมื่อคุณให้ข้อมูลที่ถูกต้อง คุณจะได้รับบริการที่ดีขึ้นอย่างไร”
สิทธิที่ดีต้องไม่ทำให้ประชาชนต้องเป็นนักสืบ
สุดท้าย ผมคิดว่าระบบเยียวยาที่ดีควรทำให้ประชาชนสามารถตอบคำถามของตัวเองได้ตั้งแต่ต้นว่า
ผมมีสิทธิอะไร?
ผมเข้าเกณฑ์หรือไม่?
ผมได้รับเท่าไร?
ใช้ข้อมูลอะไรตัดสิน?
ถ้าผมไม่ผ่าน เพราะอะไร?
ถ้าข้อมูลผมไม่ตรง ผมแก้ไขอย่างไร?
ถ้าผมเป็นผู้เช่า ผมต้องทำอย่างไร?
ถ้าผมไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ผมต้องทำอย่างไร?
ถ้าผมตกหล่น ผมร้องขอการตรวจสอบที่ไหน?
นี่ต่างหากที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจของคำว่า “สิทธิของประชาชน”
ไม่ใช่เพียงการประกาศตัวเลขว่า
“น้ำท่วม ได้ 9,000 บาท”
เพราะตัวเลขอย่างเดียวไม่ได้บอกสิทธิ
หลักเกณฑ์ต่างหากที่ทำให้ตัวเลขกลายเป็นสิทธิ
วิสัยทัศน์ที่ผมอยากเห็น
ผมไม่ได้เสนอว่าระบบปัจจุบันไม่มีเหตุผล
แต่ผมคิดว่าเราควรใช้ประสบการณ์จากการใช้งานจริงมาถามว่า ระบบในอนาคตควรออกแบบให้ดีกว่าเดิมได้อย่างไร
ผมอยากเห็นระบบที่
พื้นที่ประสบภัย → รัฐยืนยันพื้นที่
บุคคล → รัฐยืนยันตัวตน
ที่อยู่อาศัย → รัฐรู้ความสัมพันธ์ของบุคคลกับสถานที่
สิทธิ → ระบบบอกประชาชนโดยตรง
เงิน → ระบบบอกอัตราที่มีสิทธิอย่างชัดเจน
ไม่ผ่าน → ระบบบอกเหตุผล
ข้อมูลไม่ตรง → ระบบมีช่องทางแก้ไข
คนเช่า/ผู้อาศัยจริง → มีช่องทางเข้าสู่ระบบ
และหากในอนาคตประเทศไทยต้องการพัฒนาไปสู่ระบบช่วยเหลือภัยพิบัติที่แม่นยำขึ้น ผมอยากให้มีการพิจารณาคำถามสำคัญอีกข้อหนึ่งว่า
เราควรวัดผลกระทบด้วย “จำนวนหลังคาเรือน” หรือด้วย “จำนวนชีวิตที่ได้รับผลกระทบ”?
เพราะบ้านหนึ่งหลังอาจมีคนอยู่หนึ่งคน
แต่อีกบ้านหนึ่งอาจมีคนอยู่สิบคน
ภัยพิบัติไม่ได้เกิดขึ้นกับทะเบียนบ้าน
ภัยพิบัติเกิดขึ้นกับชีวิตของคน
ดังนั้น ในระยะยาว ระบบช่วยเหลือที่ดีอาจต้องเริ่มคิดจาก “คน” ให้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงจาก “หลังคาเรือน”
และก่อนจะไปถึงจุดนั้น สิ่งแรกที่ควรทำให้ได้คือ
ทำให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้อง และรู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไร ก่อนที่ภัยพิบัติจะเกิดขึ้น
เพราะเมื่อถึงวันที่น้ำมา
ประชาชนไม่ควรต้องมานั่งค้นหาว่า
“ตกลงผมมีสิทธิอะไร?”
ระบบควรเป็นฝ่ายตอบคำถามนั้นให้ประชาชนได้แล้ว
9,000 บาทอาจไม่ใช่ปัญหา
ผมเองก็ไม่ได้คิดว่าตัวเลข 9,000 บาทต่อครัวเรือนเกิดขึ้นโดยไม่มีการคำนวณ
อาจเป็นตัวเลขที่รัฐคำนวณจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ จำนวนครัวเรือนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ และความสามารถในการจัดสรรงบประมาณในภาพรวม
และถ้าเปลี่ยนจาก “ครัวเรือน” เป็น “บุคคล”
ก็ไม่ได้หมายความว่า
ทุกคนต้องได้รับคนละ 9,000 บาท
เพราะเมื่อหน่วยของการจัดสรรเปลี่ยนไป ตัวเลขต่อหน่วยก็สามารถเปลี่ยนได้เช่นกัน
ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น
หากกำหนดหลักเกณฑ์จากฐานรายได้ขั้นต่ำหรือค่าครองชีพบางประเภท แล้วกำหนดอัตราช่วยเหลือเป็นรายบุคคล
เช่น
500 บาทต่อวัน
แต่รัฐกำหนดเพดานการช่วยเหลือไว้ไม่เกิน 7 วัน
คนหนึ่งอาจได้รับ 3,500 บาท
หากได้รับผลกระทบตามเงื่อนไขที่กำหนด
ตัวเลขจึงไม่จำเป็นต้องเท่ากับ 9,000 บาท
และไม่จำเป็นต้องจ่ายเต็มจำนวนตามจำนวนวันที่เกิดภัยจริงทุกวัน
สิ่งสำคัญกว่าตัวเลขคือ
ต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และใช้หลักเดียวกันกับคนที่อยู่ในเงื่อนไขเดียวกัน
เพราะในมุมหนึ่ง
บ้านหนึ่งมีคน 10 คน
และทั้ง 10 คนไม่สามารถดำเนินชีวิตหรือไปทำงานได้ตามปกติ
ขณะที่อีกบ้านหนึ่งมีคนเพียง 1 คน
แต่ทั้งสองบ้านได้รับ 9,000 บาทเท่ากัน
มันจึงไม่แปลกที่ประชาชนบางส่วนจะตั้งคำถามว่า
“นี่คือการเยียวยาต่อชีวิต หรือเป็นการเยียวยาต่อหลังคาเรือน?”
แม้เราจะเข้าใจได้ว่าเงินช่วยเหลือเป็นเพียงการบรรเทาผลกระทบ ไม่ใช่การชดเชยความเสียหายทั้งหมดก็ตาม
รัฐไม่จำเป็นต้องจ่ายทุกอย่าง แต่ต้องอธิบายหลักให้ชัด
ผมไม่ได้กำลังเสนอว่ารัฐต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อชดเชยทุกความเสียหาย
การเยียวยาก็คือการเยียวยา
มันอาจเป็นเพียงเงินช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อให้ประชาชนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้
แต่ถ้ารัฐกำหนดว่าจะช่วยเท่าไร
สิ่งที่ประชาชนควรรู้ก็คือ
ทำไมจึงเป็นจำนวนนี้
ใช้หน่วยอะไรในการคำนวณ
ใครมีสิทธิ
ใช้เกณฑ์อะไร
และ
หลักเดียวกันนี้ถูกนำไปใช้กับทุกคนอย่างไร
ถ้ารัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ก็สามารถอธิบายข้อจำกัดนั้นได้
ถ้ารัฐมีเหตุผลด้านการบริหาร ก็สามารถอธิบายเหตุผลนั้นได้
เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการอาจไม่ใช่การได้รับเงินมากที่สุด
แต่คือการรู้ว่า
สิทธิของตัวเองถูกกำหนดขึ้นด้วยหลักอะไร
แล้วการเยียวยา คือปลายทางจริงหรือ?
สำหรับผม การเยียวยาประชาชนจากภัยพิบัติครั้งนี้เป็นหน้าที่ของรัฐโดยตรง
เมื่อรัฐเป็นผู้บริหารจัดการประเทศ และเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น ประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ที่รัฐกำหนด
ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “ความผิดพลาดของรัฐ”
และบทความนี้ก็ไม่ได้ต้องการหาว่าใครผิด
แต่ในฐานะประชาชน ผมยังมีคำถามอีกชั้นหนึ่งว่า
นอกจากการเยียวยาหลังเกิดเหตุแล้ว รัฐกำลังทำอะไรเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะเดิมเกิดขึ้นอีก หรืออย่างน้อยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในครั้งต่อไป?
ตั้งแต่การบริหารจัดการก่อนเกิดภัย
การเตรียมความพร้อม
มาตรการป้องกัน
การรับมือระหว่างเกิดเหตุ
ไปจนถึงการเยียวยาและการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ
ทั้งหมดนี้ควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบเดียวกัน
ผมรู้ว่าระบบรัฐประเทศไทยมีระบบที่แข็งแกร่ง มีมาตรการ และมีกลไกจำนวนมากที่ถูกออกแบบไว้เพื่อรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้
บางมาตรการเมื่อประชาชนได้เห็นรายละเอียดทั้งหมดแล้ว อาจถึงกับต้องอุทานออกมาดัง ๆ ว่า
“แล้วปล่อยให้ท่วมได้ไง!” 😂
แต่ผมไม่ได้อยากถกเถียงว่าใครผิด
และไม่ได้อยากฟังเหตุผลของทุกฝ่ายว่าเหตุใดผลลัพธ์จึงออกมาเป็นแบบนี้
เพราะเมื่อผลลัพธ์เกิดขึ้นแล้ว คำถามที่น่าสนใจกว่าอาจเป็นว่า
ระบบได้เรียนรู้อะไรจากมัน และครั้งต่อไปจะทำอะไรให้แตกต่างออกไป?
เพราะฉะนั้น “เงินเยียวยา” ที่ผมพูดถึงในบทความนี้ อาจไม่ใช่ปลายทางของเรื่องทั้งหมด
มันอาจเป็นเพียงหนึ่งขั้นตอนของวงจรที่ใหญ่กว่า
ก่อนเกิดภัย → ป้องกัน → เตรียมพร้อม → รับมือ → เยียวยา → ฟื้นฟู → ป้องกันครั้งต่อไป
และถ้าเรากำลังพูดถึงการออกแบบระบบของรัฐเพื่อบริหารชีวิตประชาชนจริง ๆ
คำถามจึงอาจไม่ได้มีเพียงว่า
“ผมมีสิทธิได้รับเงินเยียวยาเท่าไร?”
แต่อาจต้องถามต่อไปด้วยว่า
“แล้วหลังจากผมได้รับการเยียวยาแล้ว รัฐจะทำอะไรเพื่อไม่ให้ผมต้องกลับมาใช้สิทธินี้กับเหตุการณ์เดิมอีก?”
ผมไม่ได้กำลังบอกว่ารัฐต้องสร้างระบบอย่างไร
ไม่ได้กำลังบอกว่าต้องใช้เทคโนโลยีอะไร
และไม่ได้กำลังพิสูจน์ว่าระบบแบบที่ผมเสนอสามารถทำได้จริงหรือไม่
ผมเพียงกำลังตั้งคำถามในฐานะประชาชนคนหนึ่งว่า
ทำไมเราจึงไม่ลองคิดระบบไปในทิศทางนี้?
บางทีอาจมีคนกำลังคิดเรื่องนี้อยู่แล้ว
บางทีระ
บบบางส่วนอาจมีอยู่แล้ว
หรือบางทีคำตอบอาจซับซ้อนกว่าที่ประชาชนอย่างผมมองเห็น
แต่ถ้าภัยพิบัติเกิดขึ้นกับ “ชีวิตของคน”
ผมก็ยังคิดว่า อย่างน้อยที่สุด ระบบที่ใช้บริหารจัดการภัยพิบัติ ก็ควรทำให้เรามองเห็น “คน” อยู่ในระบบนั้นอย่างชัดเจน
เพราะสุดท้ายแล้ว
ภัยพิบัติไม่ได้เกิดขึ้นกับทะเบียนบ้าน
ภัยพิบัติเกิดขึ้นกับชีวิตของคน
และคำถามสุดท้ายที่ผมอยากทิ้งไว้ ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน 9,000 บาท
แต่คือ...
ถ้าระบบของรัฐมีไว้เพื่อบริหารชีวิตของประชาชน
วันนี้ประชาชนได้มีส่วนกำหนดทิศทางของระบบเหล่านั้นจริง ๆ แล้วหรือยัง? 😂
เขียนโดย CTSuwan
• Founder • Builder • Researcher
สนใจเทคโนโลยี การสร้างสรรค์ การวิจัยประยุกต์ และประเด็นร่วมสมัย เรียนรู้ผ่านการค้นคว้า
และการลงมือทำจริงในหลากหลายสาขา
ถ่ายทอดประสบการณ์ ความคิด และสิ่งที่เรียนรู้ระหว่างทางอย่างตรงไปตรงมา
รู้จัก อำเภอที่เล็กที่สุดในประเทศไทย ดังมาก นักท่องเที่ยวเพียบ
ทำไมน้ำทะเลเกาะล้านกลายเป็นสีเขียว ? รู้จัก “แพลงก์ตอนบลูม” ปรากฏการณ์ทางทะเลที่กำลังจับตา
โรงแรมขนาดยักษ์ที่ใหญ่ที่สุด มีห้องพักมากสุดอันดับ 1 ในไทย
เปิดสูตรลับ “ข้าวแกง 10 บาท” ขายราคานี้ได้กำไรจากไหน? ในยุคที่หมูไข่แพงหูฉี่!
Apple อุดช่องโหว่ที่พบถูกใช้โจมตีจริง แล้วคนใช้ iPhone ต้องกังวลแค่ไหน?
ตลาดน้ำอันดับ 1 ของไทย ที่มีขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงมากที่สุด
เลข 6 ถูกย้ำถึง 5 จุด! แกะใบ “นกตาทิพย์” 16 ต.ค. 69 จาก 61-64-67-69 มีจุดไหนต้องจับตา
“บลูยีนส์” จากเครื่องแบบกรรมกร สู่สัญลักษณ์ระดับตำนาน
อำเภอเดียวพื้นที่ใหญ่กว่ากรุงเทพฯ เกือบ 3 เท่า แต่ทำไมคนกลับไม่ค่อยรู้จัก
ห้างที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของไทย มีพื้นที่กี่ตารางเมตร?
ประเดิมต้นงวด 16/10/69! ส่องสถิติหวยออกวันศุกร์ เลขไหนหมุนซ้ำบ่อยสุด
ส่องแนวทาง @ใต้ฟ้า งวด 16 ต.ค. 69 จับตาเลข 4 พร้อม 444
ทำไมน้ำทะเลเกาะล้านกลายเป็นสีเขียว ? รู้จัก “แพลงก์ตอนบลูม” ปรากฏการณ์ทางทะเลที่กำลังจับตา
Apple อุดช่องโหว่ที่พบถูกใช้โจมตีจริง แล้วคนใช้ iPhone ต้องกังวลแค่ไหน?
ย้อนสถิติ 2 งวด! “สูตรรวมมหาเฮง นำโชค” เปิดแนวทางใหม่ งวด 16 ต.ค. 69
เปิดสูตรลับ “ข้าวแกง 10 บาท” ขายราคานี้ได้กำไรจากไหน? ในยุคที่หมูไข่แพงหูฉี่!
หนาวกี่โมง? เตรียมตัวรับลมหนาวแบบนุบนิบ ฉบับปีนี้ไม่เน้นสั่น แต่เน้นสบาย
เปิด 5 จังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยและนักศึกษาจำนวนมาก จนกลายเป็น “เมืองมหาวิทยาลัย” ของไทย


