คดีอดีตพระอาจารย์โชติ สะเทือนศรัทธา ถึงเวลาทบทวนการบริหารเงินวัดหรือยัง?
คดีอดีตพระอาจารย์โชติ สะเทือนศรัทธา ถึงเวลาทบทวนการบริหารเงินวัดหรือยัง?
คดีของ อดีตพระอาจารย์โชติ ธรรมวโร อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา กลายเป็นอีกกรณีที่ทำให้สังคมหันกลับมาตั้งคำถามถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดและการกำกับดูแลพระสงฆ์
ตำรวจเข้าดำเนินการกับอดีตพระอาจารย์โชติในเดือนกันยายน 2569 หลังพบพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการนำเงินของวัดออกไปใช้ส่วนตัวและโอนให้บุคคลใกล้ชิด โดยมูลค่าความเสียหายที่มีการรายงานอยู่ที่ กว่า 100 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีหลักฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับสีกา ซึ่งนำไปสู่การขาดจากความเป็นพระตามพระธรรมวินัย
ประเด็นของคดีไม่ได้มีเพียงเรื่องพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่ยังทำให้เกิดคำถามอีกด้านว่า ระบบตรวจสอบเงินวัดในปัจจุบันมีช่องว่างตรงไหน จึงทำให้เงินจำนวนมากสามารถถูกนำออกจากระบบได้โดยใช้เวลานานกว่าจะถูกตรวจพบ
เมื่อคดีลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำ คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่ตัวบุคคล
ที่ผ่านมา วงการสงฆ์ไทยเคยมีคดีเกี่ยวกับเงินวัดและพฤติกรรมผิดพระธรรมวินัยของพระชั้นผู้ใหญ่หลายกรณี เมื่อเกิดคดีใหม่ขึ้นอีกครั้ง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคำถามว่า การแก้ปัญหาควรหยุดอยู่ที่การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดแต่ละราย หรือควรย้อนกลับไปตรวจสอบระบบบริหารจัดการทั้งระบบด้วย
สิ่งสำคัญคือไม่ควรเหมารวมพระสงฆ์ทั้งหมดจากพฤติกรรมของบุคคลบางราย แต่ในอีกด้านหนึ่ง คดีก็สะท้อนว่าระบบตรวจสอบทรัพย์สินและเงินของวัดเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก
มหาเถรสมาคมขยับเรื่องปฏิรูปคณะสงฆ์
ประเด็นนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ มหาเถรสมาคม (มส.) มีนโยบายปฏิรูปการทำงานของคณะสงฆ์ในปี 2569 โดยรับพระสังฆราโชบาย 12 ข้อมาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน
หนึ่งในสาระสำคัญคือการพิจารณาคุณสมบัติของพระสังฆาธิการให้ความสำคัญกับ ความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ผลสัมฤทธิ์ด้านการศึกษาและเผยแผ่ รวมถึงการบริหารจัดการศาสนสมบัติอย่างโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล
นอกจากนี้ยังมีแนวทางจัดทำฐานข้อมูลกลางพระภิกษุสามเณรและวัดทั่วประเทศ รวมถึงการปรับโครงสร้างการบริหารคณะสงฆ์ให้กระชับขึ้น โดยแบ่งภารกิจหลักออกเป็น 4 ด้าน ซึ่งรวมถึงการบริหารศาสนสมบัติด้วย
แล้วสิ่งที่อยู่บนกระดาษจะไปถึงการปฏิบัติได้แค่ไหน?
นี่อาจเป็นคำถามสำคัญกว่าการถกเถียงว่าคดีใดรุนแรงกว่าคดีใด
เพราะเมื่อมีนโยบายเรื่องความโปร่งใสและการตรวจสอบอยู่แล้ว สิ่งที่สังคมต้องการเห็นต่อจากนี้คือ กลไกตรวจสอบที่ทำงานได้จริง ตรวจพบความผิดปกติได้เร็ว และสามารถตรวจสอบเงินและทรัพย์สินของวัดได้อย่างเป็นระบบ
คดีอดีตพระอาจารย์โชติจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของบุคคลหนึ่งหรือวัดหนึ่งแห่ง แต่เป็นอีกกรณีที่ทำให้เกิดคำถามต่อระบบว่า มาตรการที่วางไว้สามารถป้องกันปัญหาได้จริงหรือไม่ และต้องปรับตรงไหนเพื่อไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดิมซ้ำอีก
ท้ายที่สุด การดำเนินคดีต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม ขณะที่การปฏิรูปคณะสงฆ์ก็คงต้องพิสูจน์กันต่อไปว่า นโยบายที่ประกาศออกมาจะสามารถเปลี่ยนเป็นกลไกตรวจสอบที่เห็นผลในทางปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด
หมู่บ้านของไทยมีคนไม่ถึง 100 คน เปิดข้อมูลจริง บางแห่งเหลือไม่ถึง 10 คน
ผนังกระเพาะอาหารป้องกันกรดของตัวเองได้อย่างไร
อำเภอที่มีชื่ออำเภอสั้นที่สุด 3 อำเภอเท่านั้นในประเทศไทย
โรงเรียนหญิงล้วนของรัฐบาล ที่เด็กอยากเข้าเรียนที่สุด
คาสิโนเวกัสและมาเก๊าไม่มีนาฬิกากับหน้าต่างจริงหรือไม่
ฟ้าผ่าหนึ่งครั้งใช้เวลานานแค่ไหน? ทำไมเราจึงเห็นเป็นแสงวาบ
4 โรงเรียนชายล้วนเก่าแก่ของไทย ที่ยังเปิดสอนถึงปัจจุบัน
ทำไมบ้านเลขที่ 23–24 Leinster Gardens จึงไม่มีห้องอยู่ด้านหลัง
โรงเรียนที่มีนักเรียนมากที่สุดในไทย
ข้อมูลในโทรศัพท์ของเรามาจากไหน? มือถือเครื่องเดียวอาจเก็บเรื่องราวของเราไว้มากกว่าที่คิด
ชนสำนักใหญ่! ส่องเลขเด็ดงวด 1 ตุลาคม เสือตกถังพลังเงินดี ปะทะ ม้าสีหมอก ตัวไหนเด่น ตัวไหนชน มาคุยกัน!
น้ำผึ้งหนึ่งช้อนชาต้องใช้ผึ้งงานกี่ตัว
บราซิลจับชายต้องสงสัยฆาตกรรม 16 คดี ปลอมเป็นหญิงอุ้มเด็กหนีตำรวจ อ้างเคยฆ่า 80 ศพ
ชัชชาติ เผยพบรอยร้าวท่อน้ำมันยาว 9 ซม. หลังค้นหา 13 วัน เร่งตรวจเพิ่ม
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เริ่ม 1 ต.ค. เปิดวิธียืนยันตัวตน e-KYC พร้อมสิทธิที่ได้รับ
สืบนครบาลบุกค้นบางน้ำเปรี้ยว ยึด 2 ปืน คดีถล่มร้านซ่อมรถ 21 นัด เร่งล่า “นายบี”