หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
News บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

นักสืบเปิด 5 จุดซ่อน เครื่องติดตาม เจอ AirTag อย่าเพิ่งทิ้ง อาจมีข้อมูลสำคัญ

เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า

 

เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องใกล้ตัวที่น่าสนใจและเชื่อว่าหลายคนอาจไม่เคยคิดมาก่อน นั่นคือเรื่องของ “เครื่องติดตาม” หรืออุปกรณ์ติดตามขนาดเล็กที่สามารถนำไปติดกับสิ่งของต่าง ๆ ได้อย่างแนบเนียน

หากพูดถึงอุปกรณ์ประเภทนี้ หลายคนอาจนึกถึง AirTag หรืออุปกรณ์ Bluetooth ขนาดเล็กที่ใช้สำหรับค้นหากุญแจ กระเป๋า โทรศัพท์ หรือสัมภาระที่สูญหาย ซึ่งในด้านหนึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันได้อย่างมาก

แต่เทคโนโลยีเดียวกันนี้ก็มีอีกด้านที่สังคมควรตระหนัก เพราะหากนำอุปกรณ์ติดตามไปติดไว้กับบุคคลหรือทรัพย์สินโดยที่เจ้าของไม่รู้และไม่ได้ยินยอม อุปกรณ์ที่มีประโยชน์สำหรับค้นหาของหายก็อาจกลายเป็นเครื่องมือที่กระทบต่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายคนยังเข้าใจเรื่องนี้จากภาพในภาพยนตร์หรือข่าวบนโลกออนไลน์ โดยคิดว่าหากใครต้องการติดตามรถยนต์ ก็คงต้องมุดเข้าไปใต้ท้องรถแล้วนำอุปกรณ์ไปติดไว้บริเวณใดบริเวณหนึ่ง

แต่ในความเป็นจริง หากมีอุปกรณ์ติดตามที่ไม่รู้จักเคลื่อนที่ไปพร้อมกับบุคคล สิ่งที่ควรตรวจสอบไม่ได้มีเพียงรถยนต์เท่านั้น

ข้อมูลที่เผยแพร่โดยสื่อหลายแห่ง ซึ่งอ้างคำกล่าวของ อุสมาน อาเหม็ด นักสืบเอกชนและผู้ก่อตั้ง British Lie Detector Test ระบุถึงจุดที่ควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะสิ่งของที่บุคคลมักพกติดตัวและนำเดินทางไปด้วยเป็นประจำ

ประเด็นนี้สอดคล้องกับหลักการทำงานของระบบแจ้งเตือนอุปกรณ์ติดตามของทั้ง Apple และ Google ที่ไม่ได้จำกัดการค้นหาไว้เฉพาะตัวรถ แต่ให้ผู้ใช้ตรวจสอบสิ่งของที่นำติดตัวไปด้วย เช่น กระเป๋า หรือสัมภาระต่าง ๆ เมื่อโทรศัพท์ตรวจพบว่ามีอุปกรณ์ติดตามที่ไม่รู้จักเคลื่อนที่ไปพร้อมกัน

ดังนั้น หากวันหนึ่งโทรศัพท์ของเราปรากฏข้อความแจ้งเตือนเกี่ยวกับอุปกรณ์ติดตามที่ไม่รู้จัก สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การตกใจ แต่คือการตั้งสติและค่อย ๆ ไล่ตรวจสอบว่าอุปกรณ์นั้นอาจอยู่ที่ใด

ไม่ใช่แค่ใต้ท้องรถ 5 จุดที่ควรตรวจเมื่อสงสัยว่ามีเครื่องติดตาม

จุดแรกที่ควรนึกถึงคือ กระเป๋าสะพาย กระเป๋าถือ หรือกระเป๋าเป้

เหตุผลไม่ได้ซับซ้อน เพราะกระเป๋าเป็นสิ่งที่คนจำนวนมากนำติดตัวออกจากบ้านแทบทุกวัน และยังมีช่องเล็กช่องน้อยจำนวนมากซึ่งเจ้าของอาจไม่ได้เปิดตรวจเป็นประจำ

บางคนใช้กระเป๋าใบเดิมเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี ภายในอาจเต็มไปด้วยเอกสาร เสื้อผ้า อุปกรณ์ส่วนตัว หรือของจุกจิกจนทำให้มองไม่เห็นสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ ที่อยู่บริเวณก้นกระเป๋าหรือในช่องด้านใน

หากโทรศัพท์แจ้งเตือนว่ามีอุปกรณ์ติดตามที่ไม่รู้จักกำลังเคลื่อนที่ไปกับเรา การตรวจสอบกระเป๋าจึงเป็นหนึ่งในสิ่งที่ควรทำ

แต่ต้องย้ำว่า การพบอุปกรณ์ติดตามในกระเป๋าไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่ามีคนสะกดรอย

อุปกรณ์ดังกล่าวอาจเป็นของสมาชิกในครอบครัว อาจติดอยู่กับสิ่งของที่เราได้รับหรือยืมมา หรืออาจเป็นอุปกรณ์ที่เจ้าของกระเป๋าเองเคยลืมไปว่าติดตั้งไว้

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบที่มาของอุปกรณ์ก่อนจะสรุปว่าเกิดเหตุผิดปกติ

จุดที่สองคือ กระเป๋าเสื้อ เสื้อคลุม และบริเวณซับในของเสื้อแจ็กเก็ต

เสื้อผ้าอาจดูเป็นพื้นที่ที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเครื่องติดตาม แต่ในทางหลักการ หากอุปกรณ์ถูกนำไปติดกับสิ่งของที่บุคคลพกติดตัว การตรวจสอบเสื้อผ้าที่ใช้เดินทางก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

โดยเฉพาะเสื้อคลุมที่มีช่องกระเป๋าหลายช่อง หรือเสื้อผ้าที่มีซับในหนาและมีบริเวณซ่อนสิ่งของได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรถึงขั้นฉีกซับในหรือทำลายเสื้อผ้าเพียงเพราะสงสัย หากไม่มีการแจ้งเตือนหรือเหตุผิดปกติใด ๆ การตรวจดูสิ่งของที่ไม่คุ้นตาอย่างระมัดระวังก็เพียงพอในเบื้องต้น

จุดที่สามคือ รถเข็นเด็ก กระเป๋านักเรียน และสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเด็ก

เรื่องนี้อาจฟังดูน่าตกใจ แต่ในทางกลับกันก็เป็นสิ่งที่ควรทำความเข้าใจอย่างมีเหตุผล เพราะอุปกรณ์ติดตามจำนวนมากถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ติดตามสิ่งของสำคัญหรือสิ่งของที่อาจสูญหายได้ง่าย

พ่อแม่บางครอบครัวอาจตั้งใจติดอุปกรณ์ไว้กับกระเป๋าของเด็กเพื่อป้องกันการสูญหาย หรือใช้ติดตามสัมภาระระหว่างเดินทาง

ดังนั้น หากพบอุปกรณ์ในกระเป๋าเด็ก สิ่งแรกที่ควรทำคือถามคนในครอบครัวก่อนว่าใครเป็นผู้ติดตั้ง

แต่หากไม่มีใครรู้จักอุปกรณ์ดังกล่าว และโทรศัพท์ยังแจ้งเตือนว่าอุปกรณ์นั้นเคลื่อนที่ไปพร้อมกับเราเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก็ควรตรวจสอบให้ละเอียดมากขึ้น

จุดที่สี่คือ ช่องเก็บของภายในรถยนต์

นี่เป็นจุดที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง เพราะเมื่อพูดถึงการติดตามรถยนต์ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการนำอุปกรณ์ไปติดใต้ท้องรถ

แต่ในชีวิตจริง การตรวจสอบภายในรถสามารถทำได้ง่ายกว่า และไม่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ใต้รถเลย

ช่องเก็บของบริเวณคอนโซล ช่องข้างประตู ช่องเก็บของต่าง ๆ หรือบริเวณใต้เบาะ จึงเป็นจุดที่ควรตรวจสอบหากมีเหตุให้สงสัย

Google เองก็แนะนำว่า หากได้รับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับอุปกรณ์ติดตามที่ไม่รู้จัก และยังหาอุปกรณ์ไม่พบ ผู้ใช้สามารถย้อนตรวจสอบเส้นทางและสิ่งของที่นำติดตัวไป เช่น รถยนต์หรือกระเป๋าได้ หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย (Google Android Help)

จุดสุดท้ายคือ กระเป๋าเดินทาง

กระเป๋าเดินทางมีลักษณะคล้ายกับกระเป๋าสะพาย แต่มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะมันมักเดินทางไปกับเจ้าของในระยะทางไกล ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน โรงแรม สถานีรถไฟ รถโดยสาร หรือสถานที่ทำงานต่างจังหวัด

หากมีอุปกรณ์ติดตามที่ไม่รู้จักเคลื่อนที่ไปพร้อมกับเรา กระเป๋าเดินทางจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรตรวจสอบอย่างละเอียด

สิ่งสำคัญคือไม่ควรตีความว่าจุดทั้ง 5 แห่งนี้เป็น “รายการตายตัว” ว่าเครื่องติดตามต้องอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เพราะอุปกรณ์ประเภทนี้มีหลายรูปแบบ และการตรวจจับของโทรศัพท์ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของอุปกรณ์ ระบบปฏิบัติการ และสถานการณ์แวดล้อมด้วย

แล้วโทรศัพท์มือถือรู้ได้อย่างไรว่าอาจมีเครื่องติดตามอยู่กับเรา?

นี่เป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุด เพราะในอดีต หากมีใครนำอุปกรณ์ติดตามขนาดเล็กไปไว้กับสิ่งของของเรา การค้นหาอาจเป็นเรื่องยากมาก

แต่ปัจจุบันทั้ง Apple และ Google ต่างมีระบบช่วยตรวจจับอุปกรณ์ติดตามที่ไม่รู้จัก

สำหรับ Android ระบบของ Google เรียกว่า Unknown tracker alerts หรือการแจ้งเตือนอุปกรณ์ติดตามที่ไม่รู้จัก โดย Google ระบุว่าฟีเจอร์นี้สามารถช่วยให้ผู้ใช้ระบุ ค้นหา และจัดการกับอุปกรณ์ติดตามที่อาจอยู่ใกล้ตัวหรืออยู่ในสัมภาระโดยที่ผู้ใช้ไม่ทราบหรือไม่ได้ให้ความยินยอมได้ และฟีเจอร์ดังกล่าวรองรับ Android 6 ขึ้นไป (Google Android Help)

ระบบดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าโทรศัพท์จะร้องเตือนทันทีทุกครั้งที่มีอุปกรณ์ Bluetooth อยู่ใกล้ ๆ

Google ระบุว่าระบบพิจารณาหลายปัจจัย และผู้ใช้ต้องมีการเคลื่อนที่ไปพร้อมกับอุปกรณ์ติดตามในช่วงเวลาหนึ่งก่อนที่จะได้รับการแจ้งเตือนอัตโนมัติ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดโอกาสการแจ้งเตือนผิดพลาด (Google Android Help)

นั่นหมายความว่า หากเราเดินผ่านคนที่มี AirTag หรืออุปกรณ์ติดตามอยู่ในกระเป๋าเพียงชั่วครู่ ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้รับแจ้งเตือนว่ากำลังถูกติดตามทันที

ในทางกลับกัน หากเราได้รับการแจ้งเตือนว่าอุปกรณ์ที่ไม่ใช่ของเราเดินทางไปกับเรา สิ่งที่ควรทำคืออ่านรายละเอียดการแจ้งเตือนก่อน

Google ระบุว่าเมื่อได้รับการแจ้งเตือน ผู้ใช้สามารถเปิดแผนที่เพื่อดูว่าระบบตรวจพบอุปกรณ์ดังกล่าวในบริเวณใด สามารถสั่งให้อุปกรณ์ที่รองรับส่งเสียงเพื่อช่วยค้นหา และสามารถบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ไว้ได้ (Google Android Help)

ที่สำคัญ หากรู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในอันตราย Google แนะนำให้ไปยังสถานที่สาธารณะที่ปลอดภัยและติดต่อเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายหรือบุคคลที่ไว้วางใจได้

ส่วนผู้ใช้ iPhone ก็มีระบบแจ้งเตือนการติดตามที่ไม่พึงประสงค์เช่นกัน

Apple ระบุว่า หาก AirTag หรืออุปกรณ์ติดตาม Bluetooth ที่รองรับถูกแยกออกจากเจ้าของและเคลื่อนที่ไปพร้อมกับบุคคลอื่น ระบบสามารถแจ้งเตือนผู้ใช้ได้ โดยผู้ใช้สามารถตรวจสอบรายการอุปกรณ์ที่ไม่รู้จักซึ่งระบบตรวจพบว่าอยู่กับตนเองได้ผ่านแอปค้นหาของฉัน (Apple Support)

เรื่องนี้ถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญ เพราะช่วยให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องรู้จักเทคโนโลยีทุกอย่างด้วยตัวเอง เพียงแค่รู้จักสังเกตการแจ้งเตือนของโทรศัพท์และรู้ว่าควรทำอะไรต่อก็ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้ระดับหนึ่ง

แต่โทรศัพท์เตือนแล้ว ไม่ได้หมายความว่ามีคนกำลังสะกดรอยเสมอไป

นี่เป็นประเด็นที่ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านทำความเข้าใจเป็นพิเศษ

เมื่อเห็นข้อความว่า “พบอุปกรณ์ติดตามที่ไม่รู้จัก” หลายคนอาจตกใจและคิดทันทีว่ามีคนกำลังติดตามตนเอง

แต่ระบบของ Google ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การแจ้งเตือนอาจเกิดขึ้นได้จากสถานการณ์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสะกดรอย เช่น เราอาจกำลังยืมกระเป๋า กุญแจ หรือสิ่งของจากคนอื่น หรือกำลังเดินทางร่วมกับคนที่มีอุปกรณ์ติดตามอยู่กับตัว (Google Android Help)

ดังนั้น คำว่า “ไม่รู้จัก” ไม่ได้แปลว่า “เป็นอุปกรณ์ของคนร้าย”

มันหมายความเพียงว่าโทรศัพท์ตรวจพบอุปกรณ์ที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับเจ้าของโทรศัพท์ในลักษณะที่ระบบเห็นว่าน่าสงสัยพอที่จะเตือน

การตีความจึงควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ความตกใจ

ถ้าเจอจริง สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การโยนทิ้ง

นี่อาจเป็นข้อผิดพลาดที่หลายคนทำโดยไม่ทันคิด

เมื่อพบอุปกรณ์แปลกปลอมอยู่ในกระเป๋า รถ หรือเสื้อผ้า คนจำนวนไม่น้อยอาจรีบหยิบออกแล้วโยนลงถังขยะ หรือทำลายอุปกรณ์ทันที เพราะกลัวว่าตนเองกำลังถูกติดตาม

แต่หากยังไม่ทราบว่าอุปกรณ์เป็นของใคร การรีบทำลายอาจทำให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องสูญหายไปด้วย

แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคือ เก็บข้อมูลก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร

หากโทรศัพท์มีการแจ้งเตือน ควรถ่ายภาพหน้าจอเอาไว้

Google ระบุว่าผู้ใช้สามารถบันทึกภาพหน้าจอการแจ้งเตือนและแผนที่ที่แสดงตำแหน่งซึ่งตรวจพบอุปกรณ์ได้ นอกจากนี้ เมื่อพบ AirTag ผู้ใช้ยังสามารถนำ AirTag ไปใกล้ด้านหลังโทรศัพท์เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมของอุปกรณ์ เช่น ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวอุปกรณ์ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์หากต้องการตรวจสอบต่อไป (Google Android Help)

สำหรับ iPhone ก็สามารถตรวจสอบรายการการแจ้งเตือนการติดตามที่ไม่พึงประสงค์ได้จากแอปค้นหาของฉันตามขั้นตอนที่ Apple ระบุไว้ (Apple Support)

ดังนั้น หากพบอุปกรณ์จริง สิ่งที่ควรทำคือถ่ายภาพ เก็บข้อมูลจากโทรศัพท์ และจดจำสถานที่หรือช่วงเวลาที่พบ

หากสถานการณ์ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่ควรพยายามเผชิญหน้ากับบุคคลที่สงสัยด้วยตัวเอง

ควรไปยังสถานที่สาธารณะที่ปลอดภัย ติดต่อคนที่ไว้ใจได้ และหากจำเป็นให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

Google เองก็ระบุว่า หากไม่สามารถหาอุปกรณ์พบและผู้ใช้รู้สึกไม่ปลอดภัย ควรไปยังสถานที่สาธารณะที่ปลอดภัยและติดต่อหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหรือบุคคลที่ไว้วางใจได้ (Google Android Help)

อย่าเข้าใจผิดว่าเปิดโหมดเครื่องบินแล้วจะจบเรื่อง

อีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนคือ เมื่อได้รับแจ้งเตือนแล้วคิดว่าเพียงปิด Bluetooth ปิดบริการตำแหน่ง หรือเปิดโหมดเครื่องบิน ก็จะทำให้อุปกรณ์ติดตามไม่สามารถส่งตำแหน่งต่อไปได้

Google ระบุชัดว่า การปิด Bluetooth หรือบริการตำแหน่ง หรือการเปิดโหมดเครื่องบินบนโทรศัพท์ ไม่ได้ทำให้เจ้าของอุปกรณ์ติดตามไม่สามารถค้นหาตำแหน่งของอุปกรณ์ติดตามได้ หากต้องการหยุดการทำงานของอุปกรณ์ จะต้องดำเนินการตามคำแนะนำของผู้ผลิตอุปกรณ์นั้น (Google Android Help)

จึงไม่ควรเข้าใจว่าโทรศัพท์ของเราสามารถตัดการทำงานของเครื่องติดตามได้เพียงแค่กดปุ่มใดปุ่มหนึ่ง

สิ่งที่ควรทำคืออ่านคำแนะนำที่ปรากฏบนโทรศัพท์ และหากไม่มั่นใจหรือรู้สึกว่ามีความเสี่ยง ให้ขอความช่วยเหลือจากบุคคลที่ไว้ใจหรือเจ้าหน้าที่

ทำไมบางครั้งโทรศัพท์ถึงไม่เตือนทันที?

เรื่องนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรรู้ เพราะบางคนอาจคิดว่า หากมีเครื่องติดตามอยู่ใกล้ตัว โทรศัพท์จะต้องเตือนทันที

แต่ระบบไม่ได้ทำงานแบบนั้น

Google ระบุว่าการแจ้งเตือนอุปกรณ์ติดตามที่ไม่รู้จักพิจารณาจากหลายปัจจัย และผู้ใช้ต้องเคลื่อนที่ไปพร้อมกับอุปกรณ์ติดตามเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนจึงจะได้รับการแจ้งเตือนอัตโนมัติ นอกจากนี้ ระบบยังออกแบบให้มีการแจ้งเตือนซ้ำในลักษณะที่จำกัด เพื่อไม่ให้ผู้ใช้ได้รับข้อความเดิมซ้ำ ๆ โดยไม่จำเป็น (Google Android Help)

ด้วยเหตุนี้ การไม่เห็นข้อความแจ้งเตือนในทันทีจึงไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันว่าไม่มีอุปกรณ์ติดตามอยู่

หากมีเหตุให้สงสัย ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปใช้ฟังก์ชันสแกนด้วยตนเองเพื่อค้นหาอุปกรณ์ติดตามที่อยู่ใกล้เคียงได้ โดย Google ระบุว่าการสแกนด้วยตนเองใช้เวลาประมาณ 10 วินาที และสามารถใช้ค้นหาอุปกรณ์ติดตามที่อยู่ใกล้โทรศัพท์ในขณะนั้นได้ (Google Android Help)

แต่การพบอุปกรณ์จากการสแกนด้วยตนเองก็ยังไม่ควรถูกตีความทันทีว่าเป็นการสะกดรอย เพราะอุปกรณ์อาจอยู่ใกล้ตัวโดยไม่ได้เดินทางไปกับเราก็ได้

AirTag ไม่ใช่อุปกรณ์สำหรับสะกดรอยโดยกำเนิด

เรื่องนี้จำเป็นต้องพูดให้ชัด เพราะบางครั้งการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเครื่องติดตามอาจทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า AirTag หรืออุปกรณ์ประเภทเดียวกันเป็น “อุปกรณ์สำหรับติดตามคน”

ความจริงแล้วจุดประสงค์หลักของอุปกรณ์ประเภทนี้คือการช่วยค้นหาสิ่งของ

Google อธิบายว่าเครื่องติดตามเป็นอุปกรณ์ Bluetooth ขนาดเล็กที่สามารถนำไปติดกับสิ่งของ เช่น กุญแจหรือกระเป๋า เพื่อช่วยค้นหาสิ่งของเมื่อสูญหาย ขณะเดียวกัน Google ก็ยอมรับว่ามีกรณีที่อุปกรณ์ประเภทนี้อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อติดตามบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม (Google Android Help)

ดังนั้น ตัวเทคโนโลยีเองจึงไม่ได้เป็นสิ่งผิดหรืออันตรายโดยอัตโนมัติ

ปัญหาอยู่ที่ว่า ใครเป็นผู้ใช้ ใช้กับอะไร และใช้ด้วยวัตถุประสงค์ใด

ในครอบครัวหนึ่ง อุปกรณ์ติดตามอาจช่วยให้ตามหากระเป๋าเดินทางที่หายได้

สำหรับผู้เดินทาง อาจช่วยตามหาสัมภาระ

สำหรับคนที่ลืมกุญแจบ่อย ๆ อาจช่วยค้นหากุญแจได้ง่ายขึ้น

แต่หากนำอุปกรณ์เดียวกันไปซ่อนในทรัพย์สินของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่รู้ เทคโนโลยีที่ควรเป็นเครื่องมือช่วยเหลือก็อาจกลายเป็นเครื่องมือคุกคามความเป็นส่วนตัว

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องของ “เทคโนโลยี” อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการรู้เท่าทัน

เมื่อเทคโนโลยีมีขนาดเล็กลง ราคาจับต้องได้มากขึ้น และสามารถเชื่อมต่อกับระบบค้นหาตำแหน่งได้สะดวกขึ้น ประชาชนก็จำเป็นต้องรู้จักป้องกันตัวเองมากขึ้นเช่นกัน

แต่การป้องกันไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องซื้ออุปกรณ์ราคาแพงมาตรวจบ้านหรือตรวจรถ

บางครั้งสิ่งที่ง่ายที่สุดคือการรู้จักใช้โทรศัพท์ที่ตัวเองมีอยู่ให้เป็น

รู้ว่าโทรศัพท์มีระบบแจ้งเตือนหรือไม่

รู้ว่าต้องเข้าเมนูใดเพื่อสแกนอุปกรณ์

รู้ว่าหากมีการแจ้งเตือนควรเปิดดูข้อมูลตรงไหน

รู้ว่าไม่ควรรีบสรุปว่าใครเป็นผู้กระทำ

และที่สำคัญที่สุดคือรู้ว่าหากรู้สึกไม่ปลอดภัย ต้องพาตัวเองออกจากสถานการณ์ก่อน

เพราะการรักษาความปลอดภัยของตัวเองสำคัญกว่าการพยายามตามหาคำตอบด้วยตัวคนเดียว

 

ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า เรื่องเครื่องติดตามเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า เทคโนโลยีในปัจจุบันกำลังเข้ามาใกล้ชีวิตประจำวันของเรามากกว่าที่หลายคนคิด

อุปกรณ์เล็ก ๆ ที่มีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าของใช้ชิ้นหนึ่ง สามารถช่วยเราตามหากระเป๋าที่หาย กุญแจที่วางลืม หรือสัมภาระที่เดินทางไปกับเราได้

แต่ในขณะเดียวกัน หากถูกนำไปใช้โดยปราศจากความรู้หรือความยินยอมของเจ้าของทรัพย์สิน ก็อาจสร้างความกังวลและปัญหาด้านความเป็นส่วนตัวได้

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงการมีอยู่ของอุปกรณ์เหล่านี้ แต่คือการที่คนทั่วไปอาจยังไม่รู้ว่าตัวเองสามารถตรวจสอบได้อย่างไร

ดังนั้น ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบแจ้งเตือนของโทรศัพท์จึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการรู้จักใช้งานอุปกรณ์เหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็ไม่เห็นด้วยกับการสร้างความหวาดกลัวจนทำให้คนมองอุปกรณ์ติดตามทุกชิ้นเป็นสิ่งอันตราย เพราะความจริงแล้วอุปกรณ์เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาสิ่งของสูญหาย และถูกนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันอย่างกว้างขวาง

สิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่การกลัวเทคโนโลยี แต่คือ รู้จักเทคโนโลยีให้มากพอที่จะรู้ว่าเมื่อใดควรสบายใจ และเมื่อใดควรระวัง

หากโทรศัพท์แจ้งเตือนว่าอาจมีอุปกรณ์ติดตามที่ไม่รู้จักเดินทางไปกับเรา อย่าเพิ่งตกใจจนทำอะไรไม่ถูก และอย่าเพิ่งกล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐาน

ให้เริ่มจากตรวจสอบสิ่งของใกล้ตัว ไล่ดูเส้นทางที่ผ่านมา ตรวจสอบกระเป๋า เสื้อผ้า รถยนต์ และสัมภาระที่นำติดตัวมา

หากพบอุปกรณ์จริง ให้บันทึกข้อมูลที่โทรศัพท์แสดงไว้ก่อน และหากสถานการณ์ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย ให้ไปยังสถานที่ปลอดภัยและขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่

เพราะในยุคที่อุปกรณ์ชิ้นเล็กสามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลตำแหน่งได้ การมีสติและรู้จักตรวจสอบข้อเท็จจริง อาจมีค่ามากกว่าการพยายามเป็น “นักสืบ” ด้วยตัวเอง

และที่สำคัญที่สุด อย่าลืมว่า การพบเครื่องติดตามไม่ได้แปลว่ากำลังถูกสะกดรอยเสมอไป แต่หากพบอุปกรณ์ที่ไม่รู้จักจริง ๆ ก็ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน

ระหว่างความตื่นตระหนกกับความประมาท ยังมีทางเลือกที่ดีที่สุดอยู่ตรงกลาง นั่นคือ ตั้งสติ ตรวจสอบ เก็บข้อมูล และขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น

เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยให้เราใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างรู้เท่าทัน โดยไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีที่ควรอำนวยความสะดวก กลายเป็นสิ่งที่ย้อนกลับมาสร้างความหวาดระแวงให้กับชีวิตของเราเสียเอง

แหล่งที่มาของข้อมูล :

Apple Support — ข้อมูลเกี่ยวกับการแจ้งเตือนเมื่อพบ AirTag อุปกรณ์เสริมในเครือข่ายค้นหาของฉัน หรืออุปกรณ์ติดตาม Bluetooth ที่ไม่รู้จัก รวมถึงวิธีตรวจสอบรายการอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดการแจ้งเตือนการติดตามที่ไม่พึงประสงค์ (Apple Support)

Google Android Help — ข้อมูลเกี่ยวกับ Unknown tracker alerts ระบบตรวจหาอุปกรณ์ติดตามที่ไม่รู้จัก วิธีใช้การสแกนด้วยตนเอง การเปิดดูแผนที่ การเล่นเสียงเพื่อค้นหา การบันทึกข้อมูลอุปกรณ์ และแนวทางปฏิบัติเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย (Google Android Help)

UNILAD — รายงานเกี่ยวกับคำกล่าวของอุสมาน อาเหม็ด นักสืบเอกชนและผู้ก่อตั้ง British Lie Detector Test ซึ่งกล่าวถึงตำแหน่งที่อาจพบอุปกรณ์ติดตาม เช่น กระเป๋า เสื้อผ้า รถเข็นเด็ก และกระเป๋าเดินทาง (UNILAD)

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หนึ่งล้านเรื่องเล่า's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 19 ครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
นักเขียนคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์ด้านพฤติกรรมชีวิต สุขภาพ และสังคมเน้นการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมถ่ายทอดให้อ่านง่าย เข้าใจเร็ว และนำไปใช้ได้จริง
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ไขปริศนาดาวพุธ หดตัว ร่องรอยถูกซ่อนกว่า 4,000 ล้านปี งานวิจัยใหม่ชี้อาจหดถึง 11.6 กม.จากบุรีรัมย์ถึงภูเก็ต “ลิซ่า–เนเน่” พลังเด็กไทยที่โลกจับตาเลขปฏิทินหลวงพ่อรวย งวด 16 ก.ย. 69รวม เลขปฏิทินจีน งวด 16/9/69เปิดค่าใช้จ่ายจริงของนักเรียนเตรียมทหาร ตั้งแต่สมัครจนจบการศึกษา ต้องเตรียมเงินเท่าไรเปิด 5 ห้างที่เงินสะพัดมากที่สุดในไทย อันดับ 1 คนเดินวันละหลักแสนเปิด 4 วิธีหยุดเชื้อรา ห้องน้ำชื้นแค่ไหนก็ต้องระวัง หลายบ้านทำผิดมาตลอดการศึกษาของกัมพูชาพัฒนาไปถึงไหน? เปิดตัวเลข PISA เทียบประเทศเพื่อนบ้านส่องสถิติ 16 ก.ย. ย้อนหลัง 10 ปี เลขไหนออกซ้ำไม่เลิก?“หลุมดักรถถัง” ที่ชายแดน อวสาน T-59 เขมรจอดเดี้ยงที่ช่องจอม“ตัวกินมดซิลกี้” สัตว์จิ๋วแห่งพงไพร ผู้มีขนนุ่มเหมือนไหมและใช้ชีวิตอยู่บนยอดไม้เปิดเงินเดือนตำรวจและทหารแต่ละระดับชั้น ได้รับค่าตอบแทนอะไรเพิ่มเติมบ้าง
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
การศึกษาของกัมพูชาพัฒนาไปถึงไหน? เปิดตัวเลข PISA เทียบประเทศเพื่อนบ้านไขปริศนาดาวพุธ หดตัว ร่องรอยถูกซ่อนกว่า 4,000 ล้านปี งานวิจัยใหม่ชี้อาจหดถึง 11.6 กม.จากบุรีรัมย์ถึงภูเก็ต “ลิซ่า–เนเน่” พลังเด็กไทยที่โลกจับตามหาสมุทรที่ซ่อนอยู่บนดาวอังคาร? น้ำของเหลวอาจถูกกักอยู่ลึกใต้พื้นผิวจิตวิทยาการตลาด ทำไมเห็นคำว่า 'จำนวนจำกัด' แล้วชอบเผลอกดสั่งซื้อทันที?คำว่า สมี ใช้เรียกพระตอนไหน
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ข่าววันนี้
จากบุรีรัมย์ถึงภูเก็ต “ลิซ่า–เนเน่” พลังเด็กไทยที่โลกจับตา“ปลาหมอคางดำ” โผล่ถึงอีสาน! เจอคู่ตัวผู้–ตัวเมียในเขื่อนลำปาว ตัวเมียมีไข่กว่า 200 ฟอง เร่งปูพรมสกัดก่อนแพร่พันธุ์วงการสงฆ์สะเทือนอีก? เพจดังโพสต์ปริศนา เตรียมจับพระวัดดังแถวอัมพวา ลั่น “หนักกว่าเดิม”งานเข้า! สำนักพุทธลำปางแจ้งความเอาผิด หลังนักร้องแต่งคล้ายพระขึ้นเวที เต้นโชว์ไม่เหมาะสม
ตั้งกระทู้ใหม่