“นครวัด” ยังไม่ฟื้น ต่างชาติหายเกือบ 3 แสน ยอดขายตั๋ว 8 เดือนร่วง 29% รายได้หาย 27%
เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านรายงานตัวเลขการท่องเที่ยวของกัมพูชาชุดหนึ่งแล้วต้องยอมรับว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก เพราะครั้งนี้ไม่ใช่การคาดเดา ไม่ใช่การพูดกันตามกระแส และไม่ใช่การมองจากความรู้สึกว่าแหล่งท่องเที่ยวเงียบหรือคึกคักเพียงอย่างเดียว แต่เป็นตัวเลขจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่จำหน่ายบัตรเข้าชมอุทยานโบราณคดีอังกอร์โดยตรง
ตัวเลขล่าสุดระบุว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 หรือระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคม มีนักท่องเที่ยวต่างชาติซื้อตั๋วเข้าชมอุทยานโบราณคดีอังกอร์จำนวน 474,993 คน ลดลง 29.07% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ขณะที่รายได้จากการจำหน่ายบัตรอยู่ที่ประมาณ 22.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 27.43% จากปีก่อน
พูดกันตรง ๆ ตัวเลขนี้สะดุดตาไม่น้อย เพราะหมายความว่า ในช่วงเวลาเพียง 8 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าชมอังกอร์ลดลงเกือบ 3 ใน 10 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
ที่สำคัญ นครวัดหรือกลุ่มโบราณสถานอังกอร์ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวธรรมดา แต่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของกัมพูชา เป็นสถานที่ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักกันทั่วโลก และเป็นหนึ่งในหัวใจของการท่องเที่ยวจังหวัดเสียมราฐ
ดังนั้น เมื่อยอดขายบัตรของแหล่งท่องเที่ยวระดับ “เรือธง” ลดลงเกือบ 30% จึงเป็นตัวเลขที่ควรจับตามองอย่างจริงจัง
แต่ก็ต้องย้ำให้ชัดตั้งแต่ต้นว่า ตัวเลข 474,993 คนนี้ ไม่ใช่จำนวนชาวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางเข้าประเทศกัมพูชา หากแต่เป็นจำนวนชาวต่างชาติที่ซื้อตั๋วเข้าชมอุทยานโบราณคดีอังกอร์ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ตัวเลขนี้จึงควรใช้เป็น “ดัชนีสะท้อนตลาดท่องเที่ยวต่างชาติของอังกอร์” มากกว่าจะนำไปเหมารวมเป็นสถิติการท่องเที่ยวทั้งประเทศ
ตรงนี้เองที่ผู้เขียนมองว่าน่าสนใจ เพราะยิ่งแยกตัวเลขให้ถูกต้อง เราก็ยิ่งเห็นภาพสถานการณ์ได้ชัดขึ้น
474,993 ใบ ลดลง 29.07% ตัวเลขที่ปฏิเสธได้ยาก
ข้อมูลจาก Angkor Enterprise ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐกัมพูชาที่รับผิดชอบการบริหารและจัดเก็บรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมอุทยานโบราณคดีอังกอร์ ระบุว่า ช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 มีการจำหน่ายบัตรให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 474,993 ใบ
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวนดังกล่าวลดลง 29.07%
ถ้ามองเป็นเปอร์เซ็นต์อาจรู้สึกว่าเป็นเพียงตัวเลขหนึ่งบรรทัดในรายงาน แต่ถ้ามองในมุมของธุรกิจการท่องเที่ยว ตัวเลขนี้มีความหมายไม่น้อย
เพราะนักท่องเที่ยวหนึ่งคนไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะจากการซื้อตั๋วเข้าชมโบราณสถานเท่านั้น
คนหนึ่งคนต้องกินข้าว ต้องหาที่พัก ต้องเดินทาง ต้องจ่ายค่ารถหรือค่าทัวร์ อาจซื้อของฝาก ใช้บริการไกด์ ซื้อเครื่องดื่ม และจับจ่ายกับธุรกิจอื่น ๆ ระหว่างการเดินทาง
ดังนั้น หากจำนวนผู้เดินทางลดลง สิ่งที่ลดลงตามมาอาจไม่ได้มีเพียงค่าบัตรเข้าชม แต่ยังรวมถึงเม็ดเงินที่หมุนเวียนอยู่รอบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้วย
นครวัดจึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะกับเจ้าหน้าที่ขายบัตรหรือหน่วยงานดูแลโบราณสถานเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับคนอีกจำนวนมากที่ประกอบอาชีพอยู่ในจังหวัดเสียมราฐ
ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร รถตุ๊กตุ๊ก รถรับจ้าง บริษัททัวร์ ไกด์ ร้านขายของที่ระลึก ไปจนถึงผู้ประกอบการรายเล็กที่อาจไม่มีชื่ออยู่ในรายงานสถิติ แต่พึ่งพานักท่องเที่ยวโดยตรง
สิงหาคมก็ยังติดลบ แม้ตัวเลขจะลดลงไม่แรงเท่าช่วงก่อน
ถ้าจะบอกว่าเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีแล้วสถานการณ์เริ่มฟื้น ก็คงต้องดูข้อมูลเดือนล่าสุดประกอบด้วย
ตัวเลขของ เดือนสิงหาคม 2569 ระบุว่า มีนักท่องเที่ยวต่างชาติซื้อตั๋วเข้าชมอังกอร์จำนวน 46,770 คน
ตัวเลขดังกล่าวลดลง 8.02% เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2568
ขณะที่รายได้จากการจำหน่ายบัตรอยู่ที่ประมาณ 2.21-2.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 8.47% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน
จุดนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจ
แม้การลดลงในเดือนสิงหาคมจะน้อยกว่าการลดลงสะสมในช่วง 8 เดือน แต่ตัวเลขก็ยังเป็น “ติดลบ” เมื่อเทียบกับปีก่อน
หมายความว่า หากดูเฉพาะข้อมูลยอดขายบัตรอังกอร์ ยังไม่สามารถพูดได้เต็มที่ว่าตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาฟื้นตัวแล้ว
อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรตีความในทางตรงกันข้ามว่า “นักท่องเที่ยวกำลังหายหมด” เพราะข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่าในเดือนสิงหาคมมีชาวต่างชาติถึง 46,770 คนที่ซื้อบัตรเข้าชม และในช่วง 8 เดือนรวมกันยังมีเกือบ 475,000 คน
ข้อเท็จจริงจึงอยู่ตรงกลาง คือ อังกอร์ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่เป็นจำนวนมาก แต่จำนวนดังกล่าวลดลงจากปีก่อนอย่างชัดเจน
นี่เป็นวิธีอ่านตัวเลขที่ผู้เขียนคิดว่ายุติธรรมกับข้อมูลมากที่สุด
แล้ว 22.54 ล้านดอลลาร์ ถือว่ามากหรือน้อย?
อีกตัวเลขที่ไม่ควรมองข้ามคือรายได้จากการขายบัตร
ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 อุทยานโบราณคดีอังกอร์สร้างรายได้จากการจำหน่ายบัตรประมาณ 22.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หากคิดเป็นเงินไทยโดยไม่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตายตัว ตัวเลขดังกล่าวถือว่าเป็นเงินจำนวนมาก แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ได้เงินมากหรือได้เงินน้อย” เพียงอย่างเดียว
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ รายได้นี้ ลดลง 27.43% จากช่วงเดียวกันของปี 2568
นั่นหมายความว่า แม้แหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ยังสามารถสร้างรายได้หลายสิบล้านดอลลาร์ แต่เมื่อเทียบกับปีก่อน เม็ดเงินจากการจำหน่ายบัตรกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
และเมื่อจำนวนผู้ซื้อบัตรลดลง 29.07% ขณะที่รายได้ลดลง 27.43% ก็ยิ่งทำให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่มีรายได้เลย แต่เป็นเรื่องของ “รายได้ที่หดตัวลงจากฐานเดิม”
นี่เป็นความแตกต่างที่สำคัญ
เพราะการท่องเที่ยวไม่ได้วัดว่ามีคนมาเที่ยวหรือไม่เท่านั้น แต่ต้องดูด้วยว่าคนที่มาเที่ยวใช้จ่ายมากน้อยเพียงใด อยู่กี่วัน และเงินกระจายไปยังธุรกิจส่วนใดบ้าง
ค่าบัตรนครวัดไม่ได้ถูกนัก
สำหรับคนไทยอาจอยากรู้ว่า แล้วนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องจ่ายค่าบัตรเข้าชมเท่าไร
ข้อมูลจาก Angkor Enterprise ระบุว่า บัตรเข้าชมอุทยานโบราณคดีอังกอร์สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมี 3 รูปแบบหลัก
บัตร 1 วัน ราคา 37 ดอลลาร์สหรัฐ
บัตร 3 วัน ราคา 62 ดอลลาร์สหรัฐ
บัตร 7 วัน ราคา 72 ดอลลาร์สหรัฐ
โดยบัตร 3 วันสามารถใช้เข้าชมได้ภายในช่วงเวลาที่กำหนด และบัตร 7 วันก็มีระยะเวลาใช้งานตามเงื่อนไขของ Angkor Enterprise
เมื่อมองจากราคาดังกล่าว จะเห็นว่าการเดินทางไปเที่ยวอังกอร์สำหรับชาวต่างชาติไม่ใช่การท่องเที่ยวที่มีค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่ดอลลาร์
นักท่องเที่ยวยังต้องจ่ายค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
ดังนั้น การตัดสินใจเดินทางไปเสียมราฐจึงเป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทั้งทริป ไม่ใช่เฉพาะราคาบัตรเข้าชม
ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอน นักท่องเที่ยวบางกลุ่มอาจเลือกเดินทางใกล้บ้านมากขึ้น เลือกประเทศที่ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า หรือเลื่อนการเดินทางออกไปก่อน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวเลขนักท่องเที่ยวจึงต้องพิจารณาควบคู่กับเศรษฐกิจ การเดินทาง ความเชื่อมั่น และสถานการณ์ระหว่างประเทศ
นครวัดสำคัญกับกัมพูชาแค่ไหน?
ถ้าคนไม่เคยไปกัมพูชาอาจมองว่า “นักท่องเที่ยวลดลงที่นครวัด จะส่งผลมากขนาดนั้นเลยหรือ?”
ผู้เขียนคิดว่าต้องย้อนกลับไปดูความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ก่อน
อุทยานโบราณคดีอังกอร์ตั้งอยู่ในจังหวัดเสียมราฐ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา มีพื้นที่ประมาณ 401 ตารางกิโลเมตร และมีโบราณสถานสำคัญจำนวนมาก โดย AKP ระบุว่าภายในพื้นที่มีโบราณสถานและวัดโบราณ 91 แห่ง ซึ่งสร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9-13
พื้นที่แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโกตั้งแต่ปี 2535
จึงไม่ใช่เพียงสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง แต่เป็นทั้งมรดกทางวัฒนธรรม สัญลักษณ์ของประเทศ และเครื่องจักรสำคัญในการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว
แม้ชื่อ “นครวัด” จะเป็นสถานที่ที่โด่งดังที่สุด แต่คนที่ซื้อตั๋วเข้าชมอังกอร์ไม่ได้เดินทางไปดูเพียงปราสาทหลังเดียว
บัตรอังกอร์ครอบคลุมการเข้าชมโบราณสถานหลายแห่งภายในอุทยาน โดยเส้นทางยอดนิยมมีทั้งนครวัด นครธม ปราสาทบายน ตาพรหม บันทายกเดย ปราสาทพระขรรค์ และสถานที่อื่น ๆ ตามประเภทบัตรและเส้นทางที่กำหนด
เพราะฉะนั้น เวลาพูดถึง “ยอดขายตั๋วอังกอร์” จึงควรเข้าใจว่าเป็นตัวเลขของการท่องเที่ยวในพื้นที่โบราณสถานขนาดใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะจำนวนคนที่เดินเข้าไปถ่ายรูปหน้าปราสาทนครวัดเท่านั้น
สิ่งที่น่าคิดคือ นักท่องเที่ยวในประเทศยังมีบทบาท
ข้อมูลที่น่าสนใจอีกด้านหนึ่งมาจากสถานที่อย่าง เกาะแกร์
เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วในพื้นที่ให้ข้อมูลว่าช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเกาะแกร์ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปี 2568 แต่สิ่งที่แตกต่างคือ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวกัมพูชา ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมีน้อยมาก
เจ้าหน้าที่ระบุว่า นักท่องเที่ยวท้องถิ่นเดินทางมาเยือนปราสาทเกาะแกร์ประมาณ 100 คนต่อวันในบางช่วง แต่ชาวต่างชาติมีน้อยมาก
ตรงนี้สะท้อนให้เห็นภาพอีกด้านหนึ่งของตลาดการท่องเที่ยวกัมพูชา
คือ นักท่องเที่ยวในประเทศยังสามารถช่วยพยุงสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งได้ แต่ไม่สามารถนำมาแทนตลาดต่างชาติได้ทั้งหมด
เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวภายในประเทศมีรูปแบบการใช้จ่ายแตกต่างกัน
นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจพักโรงแรมหลายคืน เช่ารถ จ้างไกด์ ซื้อแพ็กเกจทัวร์ รับประทานอาหารในร้านท่องเที่ยว และซื้อของที่ระลึก ขณะที่นักท่องเที่ยวท้องถิ่นอาจเดินทางแบบไปเช้าเย็นกลับ หรือใช้จ่ายในรูปแบบที่แตกต่างกัน
ดังนั้น การมีนักท่องเที่ยวท้องถิ่นเข้ามาช่วยพยุงตลาดจึงเป็นเรื่องดี แต่ไม่ได้หมายความว่าตลาดต่างชาติไม่มีความสำคัญ
หลังโควิด การฟื้นตัวอาจไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
อีกประเด็นที่ปรากฏในรายงานข่าวคือ เจ้าหน้าที่ในพื้นที่มองว่าการท่องเที่ยวซบเซาต่อเนื่องมาตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 และสถานการณ์ยิ่งเงียบลงหลังเกิดความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
ตรงนี้ต้องระมัดระวังในการอ่านข่าว เพราะการที่เจ้าหน้าที่หรือผู้เกี่ยวข้องกล่าวถึงปัจจัยหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถสรุปได้ทันทีว่าปัจจัยนั้นเป็น “สาเหตุทั้งหมด”
การท่องเที่ยวระหว่างประเทศมีปัจจัยมากมาย
เศรษฐกิจของประเทศต้นทาง ราคาน้ำมัน ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าเงิน ความปลอดภัย ความเชื่อมั่น สถานการณ์ทางการเมือง ความสะดวกในการเดินทาง และภาพลักษณ์ของจุดหมายปลายทาง ล้วนสามารถมีผลต่อการตัดสินใจเดินทาง
รายงานข่าวล่าสุดยังกล่าวถึงความกังวลเรื่องเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานและการเดินทางระหว่างประเทศในฐานะปัจจัยที่ถูกพูดถึงเกี่ยวกับภาวะท่องเที่ยวที่ชะลอตัว
แต่ผู้เขียนเห็นว่าควรใช้คำว่า “ปัจจัยที่อาจส่งผล” หรือ “ปัจจัยที่มีการกล่าวถึง” มากกว่าการฟันธงว่าเป็นสาเหตุเดียว
เพราะตัวเลขนักท่องเที่ยวหนึ่งชุดไม่สามารถพิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลทั้งหมดได้
สิ่งที่ต้องจับตาคือเดือนตุลาคมเป็นต้นไป
ในมุมของการท่องเที่ยว ช่วงปลายปีถือว่าน่าสนใจ เพราะเป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่คาดหวังว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะดีขึ้นจากการเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยว
นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่จะได้เห็นกันชัดขึ้นว่า ตัวเลข 8 เดือนแรกเป็นเพียงช่วงชะลอตัว หรือเป็นปัญหาที่ลากยาวกว่านั้น
ถ้าตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังฟื้นตัว
แต่หากเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวแล้ว ตัวเลขยังลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ก็จะเป็นสัญญาณที่น่าสนใจยิ่งขึ้น
เพราะอย่างน้อยจะทำให้คำอธิบายเรื่องฤดูกาลมีน้ำหนักน้อยลง และจำเป็นต้องหันไปมองปัจจัยด้านความเชื่อมั่น เศรษฐกิจ การเดินทาง และการแข่งขันระหว่างจุดหมายปลายทางมากขึ้น
ที่สำคัญ อย่าเพิ่งสรุปว่า “กัมพูชาท่องเที่ยวพัง”
ผู้เขียนอยากเน้นตรงนี้เป็นพิเศษ
การเห็นตัวเลขนักท่องเที่ยวอังกอร์ลดลงเกือบ 30% ไม่ควรนำไปสรุปแบบสุดโต่งว่า “กัมพูชาไม่มีนักท่องเที่ยวแล้ว” หรือ “นครวัดไม่มีคนไปเที่ยว”
เพราะข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 474,993 คน ซื้อตั๋วเข้าชมอังกอร์ และสร้างรายได้กว่า 22.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขนี้ยังถือว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่
แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน ตลาดดังกล่าวหดตัวลงถึง 29.07%
ดังนั้นคำที่เหมาะสมกว่าคือ “ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติของอังกอร์ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว” มากกว่าจะบอกว่า “การท่องเที่ยวกัมพูชาพัง”
การใช้คำให้ตรงกับข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ เพราะตัวเลขที่ดีหรือไม่ดีไม่ควรถูกใช้เพื่อสร้างความสะใจทางการเมืองหรือความรู้สึกต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง
ตัวเลขควรทำหน้าที่เป็นตัวเลข
ส่วนการวิเคราะห์ต้องแยกออกมาอีกส่วนหนึ่ง
แล้วรายได้ที่หายไปกระทบใครบ้าง?
ถ้าถามว่าทำไมคนทั่วไปควรสนใจเรื่องยอดขายบัตรนครวัด คำตอบอยู่ตรงนี้
ลองคิดง่าย ๆ ว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติหนึ่งคนเดินทางไปเสียมราฐ
เขาอาจนั่งเครื่องบินหรือรถโดยสารเข้ามา
พักโรงแรม
กินอาหาร
เช่ารถหรือใช้บริการรถท้องถิ่น
จ้างไกด์
ซื้อบัตรเข้าชม
ซื้อของฝาก
และอาจเดินทางต่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวอื่น
เงินก้อนหนึ่งจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ประตูทางเข้าอังกอร์ แต่ถูกกระจายไปยังธุรกิจหลายประเภท
ดังนั้น เมื่อจำนวนคนลดลงเกือบ 30% ผลกระทบที่แท้จริงจึงอาจกว้างกว่าตัวเลขรายได้จากบัตรที่ลดลง 27.43%
อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรนำตัวเลข 27.43% ไปบอกว่ารายได้ของธุรกิจท่องเที่ยวกัมพูชาทั้งหมดลดลงเท่ากัน เพราะไม่มีข้อมูลชุดนี้รองรับ
สิ่งที่พูดได้อย่างปลอดภัยคือ รายได้จากการขายบัตรอังกอร์ลดลง 27.43% และการลดลงของนักท่องเที่ยวอาจส่งผลต่อธุรกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยว แต่ขนาดของผลกระทบในแต่ละธุรกิจจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเพิ่มเติม
นี่คือการอ่านข้อมูลแบบไม่เกินข้อเท็จจริง
อังกอร์ยังมีความสำคัญ แต่โจทย์คือทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวกลับมา
ผู้เขียนเห็นว่า จุดแข็งของกัมพูชานั้นชัดเจนมาก
ประเทศมีมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงระดับโลก มีนครวัดเป็นสัญลักษณ์ที่คนทั่วโลกรู้จัก และมีโบราณสถานจำนวนมากให้เดินทางไปสัมผัส
ดังนั้นโจทย์ไม่ได้อยู่ที่ว่า “กัมพูชามีอะไรให้เที่ยวหรือไม่”
แต่โจทย์คือ นักท่องเที่ยวทั่วโลกยังรู้สึกอยากเดินทางไปหรือไม่ และรู้สึกมั่นใจเพียงใดที่จะเลือกกัมพูชาเป็นจุดหมายปลายทาง
เรื่องนี้สำคัญมากในยุคที่นักท่องเที่ยวมีทางเลือกมากขึ้น
ถ้าคนหนึ่งมีเงินก้อนหนึ่งสำหรับเดินทางต่างประเทศ เขาสามารถเลือกประเทศไทย เวียดนาม ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น จีน หรือประเทศอื่น ๆ ได้อีกมาก
เพราะฉะนั้น การแข่งขันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างนครวัดกับสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศเดียวกัน แต่เกิดขึ้นระหว่างจุดหมายปลายทางทั่วทั้งภูมิภาค
ตัวเลข 8 เดือนจึงยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย
หากถามผู้เขียนว่าตัวเลข 474,993 คนหมายถึงอะไร คำตอบก็คือ
มันเป็นสัญญาณว่า ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติของอังกอร์ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 อ่อนตัวลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีก่อน
แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่าการท่องเที่ยวกัมพูชาทั้งประเทศกำลังล่มสลาย
ในทางกลับกัน ตัวเลขรายได้กว่า 22.5 ล้านดอลลาร์ก็ไม่ควรถูกใช้เพื่อบอกว่าการท่องเที่ยวกำลังไปได้ดี เพราะรายได้ดังกล่าวลดลงจากปีก่อนถึง 27.43%
สิ่งที่ถูกต้องที่สุดคือยอมรับทั้งสองด้านพร้อมกัน
นครวัดยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก
แต่
จำนวนดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อน
และ
รายได้จากการขายบัตรก็ลดลงตามไปด้วย
นี่คือข้อเท็จจริงที่ตัวเลขกำลังบอกเรา
ในมุมมองของผู้เขียน เห็นว่าเรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ “นครวัด” เป็นหนึ่งในสถานที่ที่คนทั่วโลกจดจำกัมพูชาได้มากที่สุด หากยอดขายบัตรของสถานที่ระดับนี้ยังลดลงเกือบ 30% ก็ไม่ควรมองข้าม
แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรนำตัวเลขไปขยายความจนเกินจริง
คำว่า “นักท่องเที่ยวหาย” หากจะใช้ให้ถูกต้อง ควรหมายถึง นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อตั๋วเข้าชมอังกอร์ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ไม่ใช่หมายความว่าชาวต่างชาติไม่เดินทางเข้ากัมพูชาเลย
ผู้เขียนยังมองด้วยว่า ตัวเลขเดือนสิงหาคมเป็นจุดที่ควรจับตาเป็นพิเศษ เพราะการลดลงเหลือ 8.02% ถือว่าช่องว่างระหว่างปีไม่ได้กว้างเท่ากับตัวเลขสะสม 8 เดือน
หากเดือนต่อ ๆ ไปตัวเลขลดลงน้อยลงเรื่อย ๆ หรือพลิกกลับมาเป็นบวก ก็อาจสะท้อนว่าตลาดเริ่มฟื้น
แต่หากตัวเลขกลับลดลงแรงขึ้นในช่วงฤดูท่องเที่ยว ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องวิเคราะห์กันอย่างจริงจัง
ดังนั้น ผู้เขียนคิดว่ายังไม่ควรรีบตัดสินว่า “นครวัดกำลังร้าง” หรือ “การท่องเที่ยวกัมพูชาล้มเหลว”
แต่ก็คงไม่ถูกต้องเช่นกันหากจะบอกว่า “ทุกอย่างกำลังฟื้นตัวดี”
เพราะตัวเลขปัจจุบันยังชัดเจนว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อบัตรอังกอร์ลดลง 29.07% และรายได้จากการขายบัตรลดลง 27.43%
สองตัวเลขนี้คือสิ่งที่ปฏิเสธได้ยาก
และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่ตัวเลขของ 8 เดือนแรกเสียด้วยซ้ำ
แต่คือ ตัวเลขหลังจากเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป
ถ้านักท่องเที่ยวกลับมา นั่นอาจเป็นสัญญาณของการฟื้นตัว
แต่ถ้ายังหายต่อเนื่อง แม้เข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวแล้ว คำถามจะใหญ่ขึ้นทันทีว่า ปัญหาอยู่ตรงไหน และต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าตลาดต่างชาติจะกลับมาใกล้ระดับเดิม
เพราะท้ายที่สุดแล้ว นครวัดอาจยังยืนอยู่เหมือนเดิม โบราณสถานยังคงงดงามเหมือนเดิม และประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้หายไปไหน
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาคือ ความรู้สึกของนักท่องเที่ยวที่จะตัดสินใจว่า ปีนี้จะเดินทางไปหรือไม่
และในโลกของการท่องเที่ยว ความรู้สึกนั้นมีค่ามากพอ ๆ กับราคาตั๋วเครื่องบินและค่าห้องพัก
ตัวเลข 474,993 คนจึงอาจไม่ใช่เพียงตัวเลขในรายงานของหน่วยงานรัฐกัมพูชา
แต่เป็นตัวเลขที่กำลังบอกว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเสียมราฐยังมีงานใหญ่รออยู่ข้างหน้า นั่นคือการทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเชื่อมั่น กลับมาเดินทาง และกลับมาใช้จ่ายอีกครั้ง
ส่วนจะทำได้เร็วแค่ไหน คงต้องรอดูตัวเลขในช่วงปลายปี
เพราะในที่สุดแล้ว ตัวเลขนักท่องเที่ยวและรายได้จริง จะเป็นผู้ตอบคำถามได้ชัดที่สุดว่า “การท่องเที่ยวกัมพูชากำลังฟื้น” หรือ “ยังอยู่ในช่วงต้องประคองตัว”
แหล่งที่มาของข้อมูล :
1. Angkor Enterprise — หน่วยงานของรัฐกัมพูชาที่ทำหน้าที่บริหารและจัดเก็บรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมอุทยานโบราณคดีอังกอร์ รวมถึงติดตามจำนวนผู้เข้าชมและรายได้จากบัตร โดยเว็บไซต์ทางการระบุว่า Angkor Enterprise อยู่ภายใต้การกำกับดูแลด้านเทคนิคของกระทรวงการท่องเที่ยว และด้านการเงินของกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง
2. Agence Kampuchea Presse (AKP) — สำนักข่าวแห่งชาติของกัมพูชา รายงานเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ว่า ช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 474,993 คนเข้าชมอุทยานโบราณคดีอังกอร์ ลดลง 29.07% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 และสร้างรายได้จากการขายบัตรกว่า 22.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 27.43% ขณะที่เดือนสิงหาคมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 46,770 คน รายได้ประมาณ 2.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
3. The Star — รายงานเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 โดยอ้างข้อมูลจาก Angkor Enterprise ระบุว่า ช่วง 8 เดือนแรกมีการจำหน่ายบัตร 474,993 ใบ ลดลง 29.07% และรายได้จากบัตรลดลง 27.43% ส่วนเดือนสิงหาคมมีผู้ซื้อตั๋ว 46,770 คน ลดลง 8.02% และรายได้ลดลง 8.47%
4. Angkor Enterprise – ข้อมูลบัตรเข้าชมอย่างเป็นทางการ — ราคาบัตรสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติปัจจุบันอยู่ที่ 37 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับ 1 วัน, 62 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับ 3 วัน และ 72 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับ 7 วัน โดยรายละเอียดการใช้งานของแต่ละประเภทบัตรเป็นไปตามเงื่อนไขของ Angkor Enterprise
5. Angkor Enterprise – ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2569 — เว็บไซต์ทางการระบุว่าเดือนกรกฎาคม 2569 มีการออก Angkor Pass ให้ผู้เดินทางต่างชาติ 40,451 ใบ และย้ำว่าตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะอุทยานโบราณคดีอังกอร์ ไม่รวมเกาะแกร์ เบ็งเมเลีย และกบาลสะเปียน
6. Xinhua — รายงานสถานการณ์นักท่องเที่ยวอังกอร์ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 และกล่าวถึงปัจจัยที่มีการวิเคราะห์เกี่ยวกับการชะลอตัวของการท่องเที่ยว เช่น ภาวะเศรษฐกิจ ความกังวลเกี่ยวกับเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
หมายเหตุสำคัญ: ตัวเลข 474,993 คน ในบทความนี้หมายถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อตั๋ว/เข้าชม อุทยานโบราณคดีอังกอร์ ในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ไม่ใช่ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางเข้าประเทศกัมพูชา และตัวเลขการลดลง 29.07% หมายถึงจำนวนผู้เข้าชม/ยอดจำหน่ายบัตร ขณะที่ 27.43% เป็นการลดลงของรายได้จากการจำหน่ายบัตรในช่วงเดียวกัน
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
หนึ่งวันของเทวดา เขาทำอะไรกันบ้าง
ข้าวเหนียวไทยไม่ได้กินแค่ในไทย! 5 ประเทศที่ซื้อข้าวเหนียวไทยมากที่สุด
ถ้าพญานาคมีจริง สมบัติบาดาลต้องเสียภาษีอะไร?
เปิด 5 อันดับ มหาวิทยาลัยไทยที่มีหลักสูตรค่าเรียนสูงที่สุด บางแห่งแตะ 5 ล้านบาท”
แมวคือมนุษย์ต่างดาวจริงไหม? ท็อกโซพลาสมากับเหตุผลที่เรายอมเป็นทาส
ซอมบี้บุกกรุงเทพฯ คอนโดชั้นไหนรอดสุด? คู่มือเอาตัวรอดที่ใช้ได้ในภัยจริง
5 ทริคซักผ้าให้หอมฟุ้งเหมือนร้านซักอบรีด ด้วยเงิน 20 บาท
8 อุปกรณ์สำนักงานยุค 90s ที่กลายเป็น Rare Item ราคาแพงลิบ
7 โรงหนังสุดแปลกทั่วโลก ที่ให้ประสบการณ์ดูหนังไม่เหมือนใคร
ปริศนาข้ามสหัสวรรษ: "เจ้าแม่กวนอิม" แท้จริงแล้วไม่ใช่สตรีตั้งแต่แรก?
จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ที่ปลูกทุเรียนมากที่สุด
"ขวัญ อุษามณี"มาเกี่ยวอะไรกับคดีแตงโม? เปิดปมเรืออีกลำที่เพิ่งถูกพูดถึง
ข้าวเหนียวไทยไม่ได้กินแค่ในไทย! 5 ประเทศที่ซื้อข้าวเหนียวไทยมากที่สุด
แมวคือมนุษย์ต่างดาวจริงไหม? ท็อกโซพลาสมากับเหตุผลที่เรายอมเป็นทาส
8 อุปกรณ์สำนักงานยุค 90s ที่กลายเป็น Rare Item ราคาแพงลิบ
ถ้าพญานาคมีจริง สมบัติบาดาลต้องเสียภาษีอะไร?
ปริศนาข้ามสหัสวรรษ: "เจ้าแม่กวนอิม" แท้จริงแล้วไม่ใช่สตรีตั้งแต่แรก?
ซอมบี้บุกกรุงเทพฯ คอนโดชั้นไหนรอดสุด? คู่มือเอาตัวรอดที่ใช้ได้ในภัยจริง

