หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ แชร์ลิ้ง Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม

ทำไมเราหยุดดูดราม่าไม่ได้? 3 เนื้อหาที่ชวนให้อารมณ์พาไถต่อ

เขียนโดย ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน

ทุกวันนี้เราเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาก็เจอคลิปเต็มไปหมด บางคลิปให้ความรู้ บางคลิปตลก บางคลิปเป็นเรื่องชีวิตของคนอื่น และบางคลิปก็เต็มไปด้วยดราม่า การทะเลาะ การจับผิด หรือเรื่องที่ทำให้คนดูรู้สึกโกรธจนอยากเข้าไปแสดงความคิดเห็น

การชอบดูเนื้อหาเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าคนคนนั้นมี EQ ต่ำ เพราะเราไม่สามารถวัดความฉลาดทางอารมณ์ของใครจากประวัติการดูคลิปเพียงอย่างเดียวได้

งานทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับวัยรุ่นพบว่า ระดับความฉลาดทางอารมณ์ที่ต่ำกว่ามีความสัมพันธ์กับการใช้โซเชียลมีเดียแบบมีปัญหามากขึ้น และความยากลำบากในการกำกับอารมณ์ก็มีความเกี่ยวข้องเช่นกัน แต่หลักฐานเหล่านี้เป็นเรื่องของ “ความสัมพันธ์” ไม่ได้หมายความว่าเราจะระบุระดับ EQ ของใครจากประเภทคลิปที่เขาชอบดูได้

สิ่งที่น่าสังเกตมากกว่าจึงไม่ใช่ “เราดูอะไร” แต่คือ เมื่อเนื้อหานั้นกระตุ้นความโกรธ ความอิจฉา ความอยากรู้อยากเห็น หรือความอยากเอาชนะแล้ว เรายังเลือกหยุดได้หรือไม่

1. คลิปดราม่า การจับผิด และเรื่องของคนอื่น

คลิปประเภทแรกคือคลิปดราม่า การจับผิด หรือเรื่องราวที่ชวนให้ติดตามว่าใครผิด ใครถูก ใครโกหก หรือใครควรถูกตำหนิ

หลายคลิปทำให้คนดูรู้สึกว่า “เดี๋ยวนะ เรื่องนี้จริงหรือเปล่า?” แล้วก็อยากดูต่อเพื่อหาคำตอบ บางครั้งคลิปแรกยังไม่จบเรื่อง ก็มีคลิปที่ 2 คลิปที่ 3 และคลิปต่อ ๆ ตามมา จากนั้นคนดูก็เข้าไปอ่านคอมเมนต์เพื่อดูว่าคนอื่นคิดเห็นอย่างไร

การดูเรื่องแบบนี้ไม่ได้ผิดอะไร คนเราย่อมอยากรู้เรื่องที่กำลังเป็นกระแส

แต่จุดที่ควรสังเกตคือ เมื่อเราเริ่มใช้เวลาหลายชั่วโมงอ่านคอมเมนต์ เถียงกับคนแปลกหน้า หรือตามหาข้อมูลเพิ่มเพียงเพื่อพิสูจน์ว่า “ตัวเองคิดถูก” ทั้งที่เรื่องนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราโดยตรง

การจัดการอารมณ์ไม่ได้หมายถึงการห้ามตัวเองอยากรู้ แต่คือการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรพอ แม้จะอยากรู้เรื่องต่อ เราก็ยังสามารถวางโทรศัพท์แล้วไปทำอย่างอื่นได้ เพราะเรื่องของคนอื่นไม่จำเป็นต้องกลายมาเป็นอารมณ์ของเราทั้งวัน

2. คลิปชีวิตดี ๆ ของคนอื่น

อีกประเภทคือคลิปชีวิตที่ดูดีของคนอื่น เช่น ซื้อบ้านใหม่ รถใหม่ เดินทางต่างประเทศ ลดน้ำหนักสำเร็จ มีความรักที่ดี ได้งานเงินเดือนสูง หรือภาพชีวิตที่ดูเหมือนสมบูรณ์แบบ

คลิปเหล่านี้ดูแล้วเพลินและอาจสร้างแรงบันดาลใจได้ แต่บางครั้งก็ทำให้เราเอาชีวิตตัวเองไปเปรียบเทียบโดยไม่รู้ตัว

เราอาจเห็นคนอายุเท่ากันซื้อบ้านได้ แล้วคิดว่า “ทำไมเรายังไม่มีบ้าน” เห็นคนหุ่นดีแล้วคิดว่าทำไมเรายังดูไม่ดี หรือเห็นคนประสบความสำเร็จแล้วรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไปไม่ถึงไหน

ในทางกลับกัน บางคนอาจชอบดูชีวิตของคนที่แย่กว่าตัวเองเพื่อรู้สึกว่า อย่างน้อยชีวิตเราก็ยังดีกว่าเขา

การเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นบนโซเชียลเป็นประเด็นที่พบในงานวิจัยเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อเราเปรียบเทียบตัวเองกับภาพชีวิตที่ดูดีกว่าเรา งานทบทวนอย่างเป็นระบบพบความสัมพันธ์ระหว่างการใช้โซเชียลบางรูปแบบกับระดับความภาคภูมิใจในตนเองที่ต่ำลง แต่ผลกระทบแตกต่างกันไปตามบุคคลและลักษณะการใช้งาน

คนที่จัดการอารมณ์ได้ดีไม่ได้แปลว่าจะไม่อิจฉา ไม่น้อยใจ หรือไม่เปรียบเทียบตัวเองกับใคร ทุกคนรู้สึกแบบนี้ได้

ความแตกต่างอยู่ที่เมื่อรู้สึกแล้ว เรารู้ตัวหรือไม่

ถ้าดูชีวิตคนอื่นแล้วรู้สึกว่าเขาเก่งดี ก็ชื่นชมได้ ถ้าได้แรงบันดาลใจก็เอามาปรับใช้กับตัวเอง แต่ถ้าทุกครั้งที่ดูแล้วต้องกลับมาด่าตัวเองว่า “เราไม่มีอะไรดีเลย” นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าควรพักจากเนื้อหาประเภทนั้นบ้าง

3. คลิปที่ทำให้ตกใจ โกรธ หรืออยากทะเลาะ

เนื้อหาประเภทที่ 3 คือคลิปที่ทำให้คนตกใจ โกรธ หรืออยากเข้าไปเถียง ซึ่งอาจเริ่มด้วยคำพูดแรง ๆ พาดหัวชวนโมโห หรือเหตุการณ์ที่ดูไม่ยุติธรรม

เมื่อดูจบ หลายคนจะเข้าไปอ่านคอมเมนต์ แล้วพบว่าคนหนึ่งพูดอย่าง อีกคนพูดอีกอย่าง จากนั้นการโต้เถียงก็เริ่มเต็มหน้าจอ

บางครั้งเราไม่ได้ดูต่อเพราะอยากรู้เรื่องแล้ว แต่ดูต่อเพราะ “กำลังโกรธ”

ความโกรธทำให้เราอยากพิสูจน์ว่าตัวเองถูก อยากหาคนที่คิดเหมือนเรา หรืออยากเอาชนะคนที่เห็นต่าง เราจึงอ่านทุกคอมเมนต์ ดูคลิปซ้ำ และตามไปดูเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง

กว่าจะรู้ตัว เวลาก็ผ่านไปเป็นชั่วโมงแล้ว

มีงานศึกษาที่พบความสัมพันธ์ระหว่างระดับความฉลาดทางอารมณ์กับการใช้โซเชียลมีเดียแบบมีปัญหาในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย และพบว่าปัจจัยด้านการหลีกเลี่ยงประสบการณ์ทางอารมณ์อาจมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตาม งานลักษณะนี้ไม่ได้บอกว่าการชอบดูคลิปโกรธหรือดราม่าเป็นหลักฐานว่าใครมี EQ ต่ำ

คนที่จัดการอารมณ์ตัวเองได้ดีจึงไม่ได้หมายความว่า “เขาจะไม่โกรธ” แต่คือเขารู้ว่าเมื่อไหร่ความโกรธกำลังเริ่มควบคุมตัวเอง

ถ้าเห็นเรื่องที่ทำให้โมโห เขาอาจหยุดก่อน ตรวจสอบข้อมูลก่อน และถามตัวเองว่า “เรื่องนี้จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งไหม?”

เพราะไม่ใช่ทุกเรื่องบนอินเทอร์เน็ตที่เราต้องเข้าไปเถียง และไม่ใช่ทุกคนที่เราต้องเอาชนะ

สิ่งสำคัญไม่ใช่ดูอะไร แต่คือดูแล้วเรายังเลือกได้ไหม

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การบอกว่า “คน EQ ต่ำต้องดูคลิปแบบนี้” เพราะหลักฐานที่มีไม่ได้รองรับการตัดสินคนจากประเภทเนื้อหาที่เขาดู

คำถามที่มีประโยชน์กว่าคือ “หลังจากดูแล้ว เรารู้สึกอย่างไร?”

ถ้าดูดราม่าแล้วสนุกและวางมือถือได้ ก็ไม่มีปัญหา ถ้าดูชีวิตคนอื่นแล้วได้แรงบันดาลใจ ก็ใช้มันให้เป็นประโยชน์ หรือถ้าเจอเรื่องที่ทำให้โกรธแล้วหยุดตรวจสอบข้อมูลก่อนตอบ นั่นก็สะท้อนว่าเรายังมีพื้นที่ให้ตัวเองเลือกว่าจะตอบสนองอย่างไร

แต่ถ้าเรารู้ตัวว่าต้องหาดราม่าดูทุกวัน ต้องหาเรื่องให้ตัวเองโกรธ เปรียบเทียบชีวิตกับคนอื่นตลอด หรือใช้เวลาหลายชั่วโมงทะเลาะกับคนที่ไม่รู้จัก ทั้งที่หลังจากนั้นรู้สึกเหนื่อยและแย่กว่าเดิม นั่นอาจเป็นเวลาที่ควรวางโทรศัพท์ลงบ้าง

EQ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องใจเย็นตลอดเวลา ไม่โกรธ ไม่อิจฉา หรือไม่สนใจเรื่องชาวบ้าน เพราะไม่มีใครทำได้ตลอดเวลา

สิ่งที่สำคัญกว่าคือการรู้ว่า “ตอนนี้เรากำลังรู้สึกอะไร อะไรทำให้เรารู้สึกแบบนั้น และเราจะเลือกทำอะไรต่อไป” แทนที่จะปล่อยให้อารมณ์ลากเราไปโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้น สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่ว่าเราดูคลิปดราม่า คลิปคนรวย หรือคลิปทะเลาะกันหรือไม่ แต่คือเมื่อดูแล้ว เราสามารถหยุดได้ไหม เรารู้ตัวไหมว่าอารมณ์กำลังเปลี่ยนไป และเรายังเลือกได้ไหมว่าจะดูต่อหรือปิดหน้าจอ

บางครั้งความฉลาดทางอารมณ์อาจปรากฏในเรื่องธรรมดามาก ๆ อย่างการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุดอ่านคอมเมนต์ เมื่อไหร่ควรเลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น และเมื่อไหร่ควรวางโทรศัพท์แล้วกลับมาใช้ชีวิตของตัวเอง

 



⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 53 ครั้ง
เขียนโดย ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
นักข่าวสายไวรัล [เน้นข่าวต่างประเทศ] และ คนดูหนังแห่งชาติ
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
1 VOTES (1/5 จาก 1 คน)
VOTED: pakpranang
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เหรียญรวมมากกว่า แต่ทำไมอันดับโอลิมปิกต่ำกว่า?ประเทศไทยมีบ้านว่างกี่หลัง ? เปิดตัวเลขอสังหาริมทรัพย์ที่ชวนคิด เมื่อหลายคนยังซื้อบ้านไม่ไหวนามสกุลที่ซ้ำกันมากที่สุดในไทย เปิด 10 อันดับที่มีคนใช้หลักหมื่นคนใบเขียว งวด 1 พ.ย. 69 เผยสูตรคำนวณใหม่ พร้อมแนวทางจากกรอบตัวเลขชัวร์ล่าง 1 พ.ย. 69 จับจุดเลขเด่นฝั่งล่าง ส่องชุดตัวเลข 4 คู่จากแนวทางงวดนี้อาจารย์หนู งวด 1 พ.ย. 2569 เปิดเลขเด่น 1-8 และ 0-5 พร้อมเลขมงคล 1 ชุด 2 ตัว 3 ตัว และเลขมงคล 0 ครบ 9 ชุดมุกจากหลังจอผ้าขาว: ตัวตลกหนังตะลุงชวนคนดูหัวเราะกับเรื่องใกล้ตัวเทียบชัดชน ตารางมหาทักษา 4 สำนัก 1 พ.ย. 69ขันโตกไม่ใช่ชื่อเมนู: ถาดเตี้ยที่ทำให้สำรับเหนือกินร่วมกันง่ายขึ้น10 ชื่อ ที่คนไทยใช้มากที่สุด ชื่อเดียวมากถึงหลักแสนคนครม. 27 ต.ค. 2569 ลดภาษีสรรพสามิต E20-B20 มีผล 28 ต.ค. 2569–27 ม.ค. 2570หมวกแก๊ปเปื้อนเหงื่อ อย่าเพิ่งโยนลงเครื่องซักผ้า
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เหรียญรวมมากกว่า แต่ทำไมอันดับโอลิมปิกต่ำกว่า?มุกจากหลังจอผ้าขาว: ตัวตลกหนังตะลุงชวนคนดูหัวเราะกับเรื่องใกล้ตัวหมวกแก๊ปเปื้อนเหงื่อ อย่าเพิ่งโยนลงเครื่องซักผ้าประเทศไทยมีบ้านว่างกี่หลัง ? เปิดตัวเลขอสังหาริมทรัพย์ที่ชวนคิด เมื่อหลายคนยังซื้อบ้านไม่ไหวครม. 27 ต.ค. 2569 ลดภาษีสรรพสามิต E20-B20 มีผล 28 ต.ค. 2569–27 ม.ค. 2570ขันโตกไม่ใช่ชื่อเมนู: ถาดเตี้ยที่ทำให้สำรับเหนือกินร่วมกันง่ายขึ้น
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ข่าววันนี้
บุ๋ม ปนัดดา ไหว้พระสวดมนต์ก่อนแถลง 4 โมงเย็นวันนี้ เพจมูลนิธิองค์กรทำดีเผยภาพล่าสุด ชาวเน็ตแห่ส่งกำลังใจหนุ่มทดลองใช้ AI จับรถวิ่งไหล่ทาง หวังทำเงินวันละ 2,500 บาท แต่ส่วนแบ่งค่าปรับยังต้องลุ้นเจ้าของรีสอร์ตนครพนมขอโทษ “มะปราง ลองเบิ่ง” ปมเข้าห้องกลางดึก แจงได้ยินเสียงแมว เผยเหตุระแวงลูกค้าพาสัตว์เข้าพักญี่ปุ่นส่งยานไปโฟบอส ตัวอย่างพื้นผิวจะช่วยไขปริศนาดาวอังคารอย่างไร?
ตั้งกระทู้ใหม่