5 เรื่องจริงของผู้รอดชีวิตบนเกาะห่างไกล จากสงครามถึงอาร์กติก
หลายคนอาจเคยเห็นเรื่องราวในหนังเกี่ยวกับคนที่เรืออับปางแล้วต้องติดอยู่บนเกาะร้าง ต้องหาน้ำ หาอาหาร และพยายามเอาชีวิตรอดท่ามกลางธรรมชาติที่โหดร้าย แต่ในประวัติศาสตร์มีผู้คนที่ต้องเผชิญเหตุการณ์คล้ายกันจริง ๆ และบางเรื่องก็ซับซ้อนกว่าคำว่า “ติดเกาะ” เพราะมีทั้งสงคราม การถูกทอดทิ้ง การสำรวจที่ผิดพลาด และคนที่ตั้งใจหลบซ่อนตัวจากโลกภายนอก
นี่คือ 5 เรื่องจริงจากคนละยุค ที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์สามารถปรับตัวเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไปได้มากแค่ไหน เมื่อรอบตัวแทบไม่มีอะไรให้พึ่งพา
1. จอห์น เอฟ. เคนเนดี กับเหตุเรือ PT-109
เรื่องแรกคือเหตุการณ์ของ จอห์น เอฟ. เคนเนดี ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นนายทหารเรือหนุ่มวัย 26 ปี และเป็นผู้บังคับบัญชาเรือตอร์ปิโด PT-109 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
กลางดึกคืนวันที่ 1 ต่อ 2 สิงหาคม 1943 ขณะ PT-109 ปฏิบัติภารกิจบริเวณช่องแคบแบล็กเกตต์ หมู่เกาะโซโลมอน เรือพิฆาตญี่ปุ่น Amagiri พุ่งชนตัวเรืออย่างรุนแรง ลูกเรือ 2 คนหายไปและเชื่อว่าเสียชีวิตจากการชน ส่วนผู้รอดชีวิตอีก 11 คนต้องเกาะซากเรืออยู่กลางทะเล
เมื่อซากเรือเริ่มจม พวกเขาตัดสินใจว่ายน้ำไปยังเกาะเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างออกไปราว 3.5 ไมล์ หรือประมาณ 5.6 กิโลเมตร เคนเนดีต้องลาก Patrick McMahon ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากไฟไหม้ โดยคาบสายเสื้อชูชีพไว้ด้วยฟัน ขณะที่ลูกเรือ 2 คนที่ว่ายน้ำไม่เป็นถูกผูกไว้กับแผ่นไม้ให้คนอื่นช่วยกันลากไปจนถึงฝั่ง
แต่การขึ้นฝั่งไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจบลง เพราะเกาะแรกแทบไม่มีน้ำจืดและอาหาร พวกเขาจึงต้องเคลื่อนย้ายไปยังเกาะอื่น กระทั่งเคนเนดีพบชาวเกาะ Biuku Gasa และ Eroni Kumana ซึ่งช่วยนำข้อความที่เขาขูดลงบนเปลือกมะพร้าวไปถึงฝ่ายสัมพันธมิตร
ในที่สุด ผู้รอดชีวิตทั้ง 11 คนได้รับการช่วยเหลือและกลับถึงฐานทัพสหรัฐฯ ในเช้าวันที่ 8 สิงหาคม 1943 หรือประมาณ 6 วันหลัง PT-109 ถูกชน เรื่องนี้ภายหลังกลายเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากในประวัติชีวิตของเคนเนดี
2. ชาร์ลส์ บาร์นาร์ด ช่วยคนอื่น แต่กลับถูกทิ้งเสียเอง
เรื่องต่อมาเกิดขึ้นในหมู่เกาะฟอล์กแลนด์เมื่อปี 1813 และเกี่ยวข้องกับกัปตันชาวอเมริกันชื่อ ชาร์ลส์ บาร์นาร์ด แห่งเรือล่าแมวน้ำ Nanina
บาร์นาร์ดพบผู้รอดชีวิตจากเรืออังกฤษ Isabella ซึ่งอับปางบริเวณเกาะที่ปัจจุบันเรียกว่า Speedwell Island และเสนอจะช่วยพาพวกเขาไปยังอเมริกาใต้ ทั้งที่ขณะนั้นสหรัฐฯ และอังกฤษกำลังทำสงครามกันอยู่ ที่สำคัญ บาร์นาร์ดรู้เรื่องสงครามอยู่ก่อนแล้ว และแจ้งเรื่องนี้ให้ฝ่ายอังกฤษทราบตั้งแต่ก่อนตกลงช่วยเหลือ
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อจำนวนคนบน Nanina เพิ่มขึ้นจนจำเป็นต้องหาเสบียง บาร์นาร์ดจึงออกไปยัง Beaver Island พร้อมคนอีก 4 คนเพื่อหาอาหาร แต่ระหว่างที่พวกเขาไม่อยู่ กลุ่มชาวอังกฤษบนเรือกลับยึด Nanina และแล่นออกไป ทิ้งบาร์นาร์ดกับพวกไว้เบื้องหลัง
จากผู้ช่วยเหลือ เขาจึงกลายเป็นคนที่ต้องหาทางเอาตัวรอดเสียเอง
บาร์นาร์ดและพรรคพวกใช้เวลามากกว่า 17 เดือนในหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ โดยช่วงหนึ่งอาศัยอยู่บน New Island พวกเขาสร้างที่พัก ล่าสัตว์ เก็บไข่นก และใช้สิ่งที่หาได้เพื่อประทังชีวิต จนกระทั่งเรือล่าวาฬอังกฤษ Indispensable และ Asp เข้ามาช่วยเหลือในเดือนพฤศจิกายน 1814
3. เอดา แบล็กแจ็ก จากช่างเย็บผ้าสู่ผู้รอดชีวิตแห่งอาร์กติก
เรื่องที่ 3 เป็นเรื่องของ เอดา แบล็กแจ็ก (Ada Blackjack) หญิงชาว Iñupiat จากอะแลสกา ซึ่งเดินทางไปกับคณะสำรวจเกาะแรงเกลในปี 1921
เธอไม่ได้ออกเดินทางเพราะต้องการเป็นนักผจญภัย แต่รับงานเป็นช่างเย็บผ้าและแม่ครัวเพราะต้องการเงินเพื่อกลับไปดูแล Bennett ลูกชายที่ป่วยเป็นวัณโรค คณะเดินทางประกอบด้วยเอดา ชายอีก 4 คน และแมวของคณะชื่อ Vic
ปัญหาเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อเรือที่จะนำเสบียงมาเพิ่มในปี 1922 ไม่สามารถเดินทางมาถึงได้ สมาชิกในคณะเริ่มขาดแคลนอาหาร จนเดือนมกราคม 1923 ชาย 3 คนตัดสินใจเดินทางข้ามน้ำแข็งไปขอความช่วยเหลือ และไม่มีใครพบพวกเขาอีก
เอดาจึงเหลืออยู่กับ Lorne Knight ซึ่งป่วยหนักจากโรคลักปิดลักเปิด เธอดูแลเขาจนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 1923 หลังจากนั้นเอดากลายเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวบนเกาะ โดยมี Vic เป็นเพื่อน
จากผู้หญิงที่แทบไม่มีประสบการณ์ล่าสัตว์ เธอเรียนรู้การใช้ปืน วางกับดัก ล่านก หาไข่ ซ่อมที่พัก และทำเสื้อผ้าเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด จนเรือช่วยเหลือเดินทางมาถึงเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 1923
ดังนั้น แม้เอดาจะใช้เวลาอยู่บนเกาะแรงเกลเกือบ 2 ปี แต่ช่วงที่เธออยู่เพียงลำพังในฐานะมนุษย์คนเดียวจริง ๆ อยู่ในช่วงประมาณ 2 เดือนสุดท้าย ไม่ใช่ตลอดระยะเวลา 2 ปีทั้งหมด หลังกลับบ้าน เรื่องราวของเธอโด่งดังอย่างมาก แต่เธอกลับไม่ได้รับผลประโยชน์จากหนังสือและเรื่องเล่าที่นำประสบการณ์ของเธอไปเผยแพร่มากนัก
4. กลุ่มกบฏเรือบาวน์ตี และชุมชนที่ซ่อนตัวบนพิตแคร์น
เรื่องที่ 4 แตกต่างจากเรื่องอื่น เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ได้ติดเกาะจากอุบัติเหตุ แต่ เลือกไปอยู่บนเกาะเพื่อหลบหนีการตามจับ
หลังเกิดกบฏบนเรือ Bounty ในปี 1789 Fletcher Christian และพรรคพวกเดินทางออกจากตาฮิติพร้อมชาวตาฮิติจำนวนหนึ่ง เพื่อค้นหาเกาะห่างไกลที่เรืออังกฤษหาเจอได้ยาก
ในวันที่ 15 มกราคม 1790 พวกเขาเดินทางถึง เกาะพิตแคร์น ซึ่งในเวลานั้นไม่มีชุมชนอาศัยอยู่ หลังนำสิ่งของที่จำเป็นออกจากเรือแล้ว กลุ่มผู้ก่อกบฏลาก Bounty ขึ้นฝั่งและเผาเรือ เพื่อไม่ให้เรือที่แล่นผ่านมองเห็นและรู้ตำแหน่งของพวกเขา
แต่ชีวิตบนเกาะไม่ได้สงบอย่างที่หวัง ความขัดแย้งระหว่างผู้ตั้งถิ่นฐานนำไปสู่ความรุนแรงและการเสียชีวิตหลายครั้ง จนปี 1800 จอห์น อดัมส์ (John Adams) กลายเป็นชายคนสุดท้ายจากกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชุดแรกที่ยังมีชีวิตอยู่
อดัมส์ค่อย ๆ กลายเป็นผู้นำของชุมชน ดูแลครอบครัวและเด็ก ๆ ที่เติบโตขึ้นบนเกาะ จนในปี 1808 เรืออเมริกัน Topaz เดินทางมาพบชุมชนแห่งนี้ และอีก 6 ปีต่อมา เรือรบอังกฤษ Briton และ Tagus ก็เดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่อังกฤษตัดสินใจไม่จับกุมอดัมส์กลับไปดำเนินคดี
จากกลุ่มคนที่พยายามหายตัวไปจากโลกภายนอก จึงค่อย ๆ กลายเป็นต้นกำเนิดของชุมชนถาวรบนพิตแคร์นในเวลาต่อมา
5. “ฮัวนา มาเรีย” กับชีวิตโดดเดี่ยวบนเกาะนาน 18 ปี
เรื่องสุดท้ายอาจเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทั้งน่าเศร้าและน่าทึ่งที่สุด นั่นคือเรื่องของหญิงชนพื้นเมืองที่ประวัติศาสตร์เรียกว่า “หญิงผู้โดดเดี่ยวแห่งซานนิโคลัส” (Lone Woman of San Nicolas Island)
ชื่อจริงตั้งแต่เกิดของเธอสูญหายไปจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ส่วนชื่อ Juana María หรือ ฮัวนา มาเรีย เป็นชื่อที่เธอได้รับภายหลังเมื่อเข้าพิธีบัพติศมา
ในปี 1835 ชาว Nicoleño ที่ยังอาศัยอยู่บนเกาะซานนิโคลัสนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนียถูกนำไปยังแผ่นดินใหญ่ แต่หญิงคนหนึ่งยังคงอยู่บนเกาะ หลักฐานยืนยันว่าเธอถูกทิ้งไว้จริง แต่สาเหตุที่แน่ชัดยังเป็นเรื่องที่นักประวัติศาสตร์ถกเถียงกัน มีทั้งคำบอกเล่าเรื่องสภาพอากาศเลวร้าย และหลักฐานอีกสายที่ชี้ว่าเธออาจเลือกอยู่กับลูกชายซึ่งยังอยู่บนเกาะด้วย
หลังลูกชายเสียชีวิต เธอจึงใช้ชีวิตตามลำพังต่อไป จนปี 1853 คณะของ George Nidever เดินทางมาพบเธอ รวมแล้วเธออยู่แยกจากชุมชนบนแผ่นดินใหญ่ประมาณ 18 ปี
เมื่อถูกพบ เธออาศัยอยู่ในที่พักซึ่งมีโครงจากซี่โครงวาฬและพุ่มไม้ มีเครื่องมือ อาหาร และสิ่งของสำหรับดำรงชีวิตอยู่รอบตัว อีกทั้งมีหลักฐานว่าเธอสวมเสื้อผ้าที่ทำจากหนังนกกาน้ำ แสดงให้เห็นว่าเธอใช้ทรัพยากรบนเกาะเพื่อดำรงชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง
เธอถูกนำกลับมายังซานตาบาร์บาราในปี 1853 แม้ไม่มีใครในคณะพูดภาษาของเธอได้โดยตรง แต่มีหลักฐานว่าพวกเขาสามารถแลกเปลี่ยนความหมายบางส่วนผ่านภาษาของชนพื้นเมืองอื่นและท่าทางได้
ชีวิตบนแผ่นดินใหญ่ของเธอกลับสั้นมาก เพราะเพียง 7 สัปดาห์หลังออกจากเกาะ เธอก็เสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 1853 เรื่องราวของหญิงผู้โดดเดี่ยวแห่งซานนิโคลัสต่อมากลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับนิยาย Island of the Blue Dolphins ของ Scott O'Dell
ทั้ง 5 เรื่องมีจุดเริ่มต้นต่างกัน บางคนประสบอุบัติเหตุ บางคนถูกทอดทิ้ง บางคนเข้าไปสำรวจพื้นที่ห่างไกล ขณะที่บางกลุ่มเลือกตัดขาดจากโลกภายนอกด้วยตัวเอง แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ เมื่อเส้นทางกลับบ้านไม่ง่ายเหมือนเดิม มนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะใช้สิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าให้คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้ตัวเองและคนรอบข้างมีชีวิตอยู่ต่อไป
REFERENCES:
https://www.jfklibrary.org/learn/about-jfk/jfk-in-history/john-f-kennedy-and-pt-109
https://www.falklandsbiographies.org/biographies/barnard_charles
https://www.nps.gov/articles/000/ada-blackjack-stranded-on-wrangel-island.htm
https://www.government.pn/history
https://www.nps.gov/subjects/islandofthebluedolphins/lone-woman-of-san-nicolas-island.htm
เขียนโดย ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
เหรียญบาทไทยที่ถูกผลิตน้อยที่สุด และหาได้ยากมากที่สุดในปัจจุบัน
เปิด 7 ธนบัตรรัชกาลที่ 9 ไทยในตำนานที่หาดูได้ยาก
5 อันดับมอเตอร์ไซค์ที่ประหยัดน้ำมันที่สุดในปี 2569
7 ไอเทมเซเว่นไทย ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติหอบกลับบ้าน จนกลายเป็น “ของพรีเมียม” ในต่างประเทศ
วันที่เงาสั้นจนแทบหายไป ไม่ได้แปลว่าอากาศร้อนที่สุด เพราะอะไร
จากคนงานสวนสู้ชีวิต วันนี้กลายเป็นเศรษฐี 12 ล้าน
ไข่ดิบกับไข่สุกแยกยังไง? แค่หมุนไข่ก็รู้ ไม่ต้องตอกเปลือก
จาก “เสรีภาพ” สู่การรวมศูนย์อำนาจ เรื่องราวของ Young Turks ที่เปลี่ยนออตโตมัน
เมืองโบราณที่หายจากประวัติศาสตร์ ก่อนถูกค้นพบโดยความบังเอิญ
ทางมะพร้าวร่วงทะลุกระจกหน้ารถนักร้องสาว โชคดีไม่มีคนอยู่ในรถ
ทำไม 1 ล้านวินาทีดูสั้น แต่ 1 พันล้านวินาทีกลับยาวเกินจินตนาการ
เมื่อความพยายามกลายเป็นแรงกดดัน หญิงคุกเข่าขอชาย “ปล่อยฉันไป”
4 คณะหมอลำระดับแนวหน้าของเมืองไทยที่มี ค่าจ้างแพงที่สุด
วันที่เงาสั้นจนแทบหายไป ไม่ได้แปลว่าอากาศร้อนที่สุด เพราะอะไร
ไข่ดิบกับไข่สุกแยกยังไง? แค่หมุนไข่ก็รู้ ไม่ต้องตอกเปลือก
จาก “เสรีภาพ” สู่การรวมศูนย์อำนาจ เรื่องราวของ Young Turks ที่เปลี่ยนออตโตมัน





