จ่ายเพิ่ม 3,000 ล้านเพื่อกลับไปที่เดิม? ชำแหละงบประชามติ 9,000 ล้านที่แพงกว่าเลือกตั้งใหญ่!
เรากำลังอยู่ในยุคที่การ "นับหนึ่งใหม่" มีราคาแพงมหาศาล และดูเหมือนว่าภาษีของประชาชนเกือบหมื่นล้านบาทกำลังจะถูกนำไปละลายทิ้งเพียงเพื่อความล่าช้าทางการเมือง ปรากฏการณ์ที่รัฐบาลปล่อยให้ "ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ" ที่เดินมาไกลแล้วต้องตกไปอย่างน่าเสียดาย เพราะ ครม. ไม่ยืนยันร่างกฎหมายภายในกรอบเวลา 60 วัน (ซึ่งครบกำหนดไปเมื่อ 13 พฤษภาคม 2568) ส่งผลให้กระบวนการทั้งหมดถูก "เซตซีโร่" กลับไปเริ่มต้นที่จุดสตาร์ทใหม่ในสภาชุดปัจจุบัน,
ความย้อนแย้งของตัวเลข: ทำไมยิ่งช้ายิ่งแพง? ข้อมูลจากแผนการจัดทำประชามติที่จะพ่วงไปกับการเลือกตั้งท้องถิ่นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่าต้องใช้ทรัพยากรงบประมาณสูงถึง 8,900 ล้านบาท ความน่าตกใจอยู่ตรงที่เมื่อนำไปเทียบกับการเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 ตัวเลขนี้กลับพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 3,000 ล้านบาท อย่างไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล, นี่คือ "มูลค่าของความล่าช้า" ที่ประชาชนต้องแบกรับจากการที่กติกาเดิมถูกปัดตกไปเพียงเพราะเหตุผลด้านกลยุทธ์ทางการเมือง
เมื่อ "ปากท้อง" ถูกใช้เป็นโล่กำบัง ฝั่งรัฐบาลพยายามดึงอารมณ์ร่วมของสังคมโดยอ้างว่า "ขณะนี้มีปัญหาอื่นที่เร่งด่วนกว่า" เช่น วิกฤตราคาพลังงานและปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง แต่ในเชิงตรรกะ (Logic) นี่คือความย้อนแย้งที่รุนแรง เพราะการเลือกทางเดินที่ต้องจ่ายเพิ่ม 3,000 ล้านบาทเพื่อเริ่มนับหนึ่งใหม่ ดูจะไม่ใช่การประหยัดงบประมาณเพื่อเอามาช่วยปากท้องประชาชนอย่างที่กล่าวอ้าง นักวิเคราะห์มองว่านี่อาจเป็นเพียงการ "ซื้อเวลา" โดยใช้ประเด็นเศรษฐกิจมาบังหน้าเพื่อเลื่อนการเปลี่ยนกติกาที่ฝ่ายบริหารอาจจะเสียเปรียบออกไป
เบื้องหลังที่สื่อกระแสหลักอาจไม่ได้ขยี้:
- จังหวะเวลาที่หลุดมือ: ร่างกฎหมายกว่า 31 ฉบับ รวมถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ต้องตกไปเพียงเพราะไม่มีหนังสือยืนยันจาก ครม. ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา
- งบประมาณที่บวมขึ้น: การจัดทำประชามติพ่วงเลือกตั้งท้องถิ่นถูกตั้งงบไว้สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับสเกลการเลือกตั้งระดับชาติปี 66
- กติกาเดิม vs กติกาใหม่: การกลับไปเริ่มที่จุดเริ่มต้นใหม่ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม แต่มันคือการการันตีว่าเราจะอยู่กับกติกาเดิมไปอีกอย่างน้อย 2 ปี
สรุปสั้นๆ รัฐบาลปล่อยให้ร่างแก้รัฐธรรมนูญเดิมตกไป ทำให้ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมดในปี 2569 โดยต้องใช้งบประมาณประชามติสูงถึง 8,900 ล้านบาท (แพงกว่าเลือกตั้งปี 66 ถึง 3,000 ล้าน) แม้จะอ้างว่าเพื่อเอาเวลาไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อน แต่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการดึงเชงและใช้ภาษีประชาชนมาซื้อเวลาทางการเมือง
ความเห็นส่วนตัว นี่คือเคสตัวอย่างของคำว่า "เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย" อย่างแท้จริงครับ การอ้างเรื่องปากท้องเพื่อปัดตกกฎหมายพื้นฐานคือตรรกะวิบัติ เพราะการแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ขวางการลดราคาน้ำมัน เว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลจะใช้ความวุ่นวายทางเศรษฐกิจเป็นเกาะกำบังเพื่อยื้อเวลา เงิน 9,000 ล้านคือค่าตั๋วที่แพงเกินไปสำหรับการวนลูปกลับมาที่เดิม
แหล่งที่มาและข้อมูลสอบทาน:
- มติคณะรัฐมนตรี (23 ธันวาคม 2568): อนุมัติกรอบเวลาและงบประมาณประชามติ
- ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา: เงื่อนไขการยืนยันร่างกฎหมายค้างคา
- สำนักงบประมาณ และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.): ที่มาตัวเลขงบประมาณ 8,900 ล้านบาท
- รายงานจากรัฐสภา: สถานะร่างกฎหมาย 31 ฉบับที่ตกไป
เขียนโดย พีรพัฒน์ พีพี
โรงเรียนเอกชนชื่อดังและเก่าแก่ที่ปิดกิจการไปแล้ว
"Tupai King" ราชาของทุเรียนที่มีรสชาติเอร็ดอร่อย และหาทานได้ยากที่สุดชนิดหนึ่ง
ใช้ปลั๊กไฟมาทั้งชีวิต เพิ่งรู้ ว่ารูเล็กๆ บนขา มีไว้ทำแบบนี้นี่เอง
วิเคราะห์เลขเด่น แม่น้ำหนึ่ง 16/5/69
คณะไหนมีนักศึกษาลาออกกลางทาง มากที่สุด?
มหาวิทยาลัยที่ได้งบประมาณมากที่สุดในประเทศไทย
ใช้คอมมาทั้งชีวิตเพิ่งรู้! ขีดนูนบนปุ่ม F และ J มีไว้ทำไม?
5 อันดับตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทย
อำเภอในประเทศไทยที่ยังไม่มีร้าน 7-Eleven เปิดให้บริการ
จังหวัดไหนมีเส้นทางธรรมชาติขับรถสวยที่สุด
เลขเด็ดเสือตกถังพลังเงินดี งวด 16 พฤษภาคม 2569 เลขเด่น 4 ถูกพูดถึง
มหาวิทยาลัยรัฐที่คนสมัครเยอะ ทำไมเด็กไทยยังเลือกกลุ่มนี้ก่อน
รู้หรือไม่!ประเทศไทยก็ปลูกแอปเปิ้ล ได้นะ
เปิดประวัติเครื่องหมาย # จากปุ่มโทรศัพท์ สู่สัญลักษณ์เปลี่ยนโลก!
รีวิวหนัง HONEST THIEF ทรชนปล้นชั่ว
กล้องชัด!หนุ่มใหญ่ซิ่งเก๋ง บุกขโมยดาบสมเด็จพระเจ้าตาก - ลูกแก้วองค์จตุคามรามเทพ
เงินเดือน สารวัตรทหาร (ส.ห.)

