งานวิจัยฮาร์วาร์ดเตือน “เครื่องดื่มน้ำตาล” ตัวเร่งเงียบทำร้ายตับ
ไม่ใช่แอลกอฮอล์หรือบุหรี่ แต่เครื่องดื่มเหล่านี้ต่างหากที่กำลังทำร้ายตับอย่างเงียบๆ และ เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งในทุกๆวัน...
เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล "ตัวทำลายตับ" ที่หลายคนมองข้าม
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แอลกอฮอล์และบุหรี่ถูกมองว่าเป็นสาเหตุหลักของโรคตับ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจาก "มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด" และ "มหาวิทยาลัยเยล" พบว่า "เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนจำนวนมากดื่มทุกวัน อาจเป็นอันตรายได้ไม่แพ้กัน หรือ อาจร้ายแรงยิ่งกว่า หากบริโภคเป็นเวลานาน!!" ซึ่งผลการศึกษาระบุว่า "เพียงดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเพิ่มวันละประมาณ 250 มิลลิลิตร ก็เพียงพอที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพตับอย่างมีนัยสำคัญ ความเสี่ยงของภาวะไขมันพอกตับจากความผิดปกติของการเผาผลาญ เพิ่มขึ้นประมาณ 10%, ความเสี่ยงของโรคตับแข็ง เพิ่มขึ้น 21% และ ความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคตับเรื้อรัง อาจเพิ่มขึ้นถึง 37%
สิ่งที่น่ากังวลคือ "ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการดื่มมากเกินไป แต่เกิดจากปริมาณที่ดูเหมือนปกติในชีวิตประจำวัน..." แม้ผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากว่า "ไม่มีน้ำตาล" หรือ "แคลอรีต่ำ" ก็ไม่ได้ปลอดภัยทั้งหมด เนื่องจากงานวิจัยพบว่า "หากบริโภคเป็นประจำ เครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานแทนจะ..."
* เพิ่มความเสี่ยงไขมันพอกตับ 15%
* เพิ่มความเสี่ยงโรคตับรุนแรง 14%
* เพิ่มความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคตับถึง 41%
* เป็นกลไกการทำลายตับ
สาเหตุสำคัญคือ "ฟรุกโตส" ซึ่งเป็นน้ำตาลที่พบมาก ในเครื่องดื่มอุตสาหกรรม ซึ่งต่างจาก "กลูโคส" โดย "ฟรุกโตส" จะถูกประมวลผลที่ตับเป็นหลัก เมื่อได้รับมากเกินไป ตับจะเปลี่ยนเป็นไขมันและสะสมไว้ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการเผาผลาญ และ เพิ่มความเสี่ยงของโรคตับ ในขณะเดียวกัน สารให้ความหวานสังเคราะห์ อาจรบกวนจุลินทรีย์ในลำไส้ กระตุ้นการอักเสบ และ ส่งผลเสียต่อตับทางอ้อม กล่าวคือ "ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การดื่มเพียงครั้งเดียว แต่เป็นพฤติกรรมที่ทำซ้ำทุกวัน ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าไม่เป็นอันตราย แต่กลับกลายเป็นภาระระยะยาวต่อตับ"
ความเสี่ยงมะเร็งและความผิดปกติของการเผาผลาญ
ผลกระทบของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ไม่ได้จำกัดแค่ตับเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของโรคมะเร็ง และ ความผิดปกติของระบบเผาผลาญ...
- ผู้หญิงที่ดื่มวันละ 2 แก้วขึ้นไป มีความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่อายุน้อยสูงขึ้น และ อาจเพิ่มเป็น 2 เท่า หากเริ่มตั้งแต่วัยรุ่น
- ดื่มเพียง 100 มิลลิลิตรต่อวัน ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งโดยรวมเกือบ 20% และ ความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นถึง 22%
ซึ่งงานวิจัยบางชิ้นพบว่า "ความเสี่ยงมะเร็งช่องปากอาจสูงขึ้นเกือบ 5 เท่าในผู้ที่ดื่มเป็นประจำ"
สาเหตุสำคัญคือ "น้ำตาลในเครื่องดื่มอยู่ในรูปแบบ "น้ำตาลอิสระ" ซึ่งถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงทันที และ เพิ่มความเสี่ยงของ โรคอ้วน, ภาวะดื้อต่ออินซูลิน, โรคเบาหวาน"
ในขณะที่คำแนะนำด้านโภชนาการระบุว่า "ควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 25 กรัมต่อวัน แต่เครื่องดื่มน้ำอัดลมขนาด 500 มิลลิลิตรเพียงขวดเดียว ก็เกือบเกินปริมาณดังกล่าวแล้ว..."
อ้างอิง : https://soha.vn/khong-phai-ruou-bia-hay-thuoc-la-nghien-cuu-harvard-chi-1-loai-do-uong-la-thu-pham-pha-gan-nguoi-viet-rat-thich-dung-hang-ngay-198260331161422559.htm
เขียนโดย ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
4 รถแห่ที่มีค่าจ้างที่แพงที่สุด
ทำไมคนนั่งหลังเวียนหัวง่ายกว่าคนขับเวลาเจอทางโค้ง
10 รถจักรยานยนต์ยุค 80 รุ่นดัง ที่หลายคนยังจดจำ
ทำไมน้ำดื่มที่แพงที่สุดในโลก ถึงมีราคาขวดละ 2 ล้านบาท?
10 ถนนในประเทศไทยที่ขึ้นชื่อว่าเกิดอุบัติเหตุบ่อยและมีจุดเสี่ยงสูง
เปิดตำนาน "พิธีอาบน้ำสะดือมังกร" ความมหัศจรรย์แห่งทะเลสัตหีบ
มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ
ทำไมกินคำโตหรือดื่มน้ำอัดลมแล้วต้องสะอึก
เรื่องจริง “เป็ดทะเลสาบอาร์เจนตินา” มีอันนั้นยาวเป็นเกลียว ยาวกว่าคนเยอะเลย
วางแผนเกษียณอายุยุคนี้ ต้องมีเงินเก็บขั้นต่ำเท่าไหร่?
ค้นพบลิงพันธุ์ใหม่ “ริมฝีปากสีส้ม” เหมือนทาลิปสติก! สวยแปลกตามาก
"น้อยหน่า" vs "น้อยโหน่ง" ต่างกันอย่างไร?
มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ
รายได้ช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน (ช่าง Airframe หรือช่างซ่อมเครื่องบิน)
10 ถนนในประเทศไทยที่ขึ้นชื่อว่าเกิดอุบัติเหตุบ่อยและมีจุดเสี่ยงสูง
ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากกว่าจำนวนประชากรของตัวเอง
กรม พส. ลุย จ.นครพนม เดินหน้าปล่อยคาราวาน “อพม.เคาะประตูบ้าน” ยกระดับการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ ดูแลกลุ่มเปราะบางถึงชุมชน
หญิงไทยเก็บเงินในเซฟเพราะกลัวโจรสุดท้ายต้องร้องไห้ทั้งน้ำตา
อาม่าใจเด็ดกระโดดลงไปในแม่น้ำเพื่อช่วยชีวิตคนจมน้ำที่ประเทศจีน
"แอนดี้ เบิร์นแฮม" กำลังเตรียมเข้ารับตำแหน่งนายกอังกฤษ

