หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
News บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

10 สิ่งที่มีครั้งแรกในไทย มีอะไรบ้าง อยู่ที่ไหน


เขียนโดย Mind Matter

 

ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปี และตลอดเส้นทางนั้นก็มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นครั้งแรกมากมาย ตั้งแต่สิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ไปจนถึงสิ่งประดิษฐ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เปลี่ยนชีวิตผู้คนไปตลอดกาล ลองไปดูกันว่า 10 "สิ่งแรก" ของไทยที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง และวันนี้แต่ละอย่างเป็นยังไงแล้ว

 

  1. โรงพยาบาลแห่งแรกของไทย — โรงพยาบาลศิริราช

 

ก่อนที่จะมีโรงพยาบาลในแบบที่เราคุ้นเคยกันทุกวันนี้ การรักษาโรคในสมัยก่อนพึ่งพาหมอยาพื้นบ้านและตำรับยาไทยเป็นหลัก แต่เมื่อปี พ.ศ. 2431 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้จัดตั้งโรงพยาบาลขึ้นมาอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ณ ฝั่งธนบุรีริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนพื้นที่ของพระราชวังเดิมที่เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระองค์พระราชทานนามว่า "โรงศิริราชพยาบาล" ซึ่งมาจากพระนามของเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ พระราชโอรสที่สิ้นพระชนม์ด้วยโรคบิดก่อนที่โรงพยาบาลแห่งนี้จะเปิดทำการไม่นาน ถือเป็นการสถาปนาสถาบันการแพทย์สมัยใหม่แห่งแรกของสยาม

 

ในช่วงแรกโรงพยาบาลแห่งนี้รับรักษาผู้ป่วยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีแพทย์ชาวตะวันตกที่ได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นระบบมาร่วมดูแลผู้ป่วย และยังมีการเปิดโรงเรียนแพทย์ขึ้นในปี พ.ศ. 2432 เพื่อผลิตแพทย์ชาวไทยขึ้นมาเองด้วย โรงเรียนแพทย์นั้นต่อมาพัฒนามาเป็นคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งถือเป็นคณะแพทย์เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย

 

ปัจจุบันโรงพยาบาลศิริราชยังคงตั้งอยู่ที่ถนนพรานนก เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ บนพื้นที่เดิม และขยายตัวจนกลายเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ระดับโลก มีจำนวนเตียงผู้ป่วยกว่า 2,000 เตียง เป็นทั้งโรงพยาบาลรัฐ สถาบันการศึกษา และศูนย์วิจัยทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ อาคารสมัยใหม่หลายหลังผุดขึ้นมาโดยรอบ แต่ความเป็น "สถาบัน" ที่มีอายุกว่า 130 ปียังคงสืบทอดต่อเนื่องมาไม่ขาดสาย

 

  1. ทางรถไฟสายแรกของไทย — กรุงเทพฯ ถึงสมุทรปราการ

 

คนไทยรู้จักรถไฟครั้งแรกก็เพราะรัชกาลที่ 4 ทรงมีโอกาสเห็นและศึกษาเทคโนโลยีการเดินทางของชาวตะวันตก และพระราชโอรสคือรัชกาลที่ 5 ก็ทรงสานต่อความฝันนั้นจนเป็นจริง โดยทางรถไฟสายแรกในประวัติศาสตร์ไทยเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2436 เชื่อมระหว่างกรุงเทพฯ (สถานีปากน้ำที่บางรัก) ไปยังเมืองสมุทรปราการ ระยะทางประมาณ 21 กิโลเมตร กิจการนี้เป็นของบริษัทเอกชน คือบริษัท Bangkok Dock Company ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลสยาม ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงชั่วโมง เทียบกับการนั่งเรือที่ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง

 

ชาวบ้านในยุคนั้นเรียกรถไฟขบวนนี้ว่า "รถไฟสายปากน้ำ" และได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม เพราะสมุทรปราการเป็นเมืองท่าสำคัญ การค้าขายและการเดินทางสะดวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดทางรถไฟหลวงสายแรกตามมา คือเส้นทางกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมา เปิดอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2443

 

น่าเสียดายที่รถไฟสายปากน้ำถูกยกเลิกกิจการไปในปี พ.ศ. 2503 เพราะการเดินทางทางถนนสะดวกและรวดเร็วกว่ามากขึ้นเรื่อยๆ รางรถไฟถูกรื้อออก บริเวณถนนทรงวาด เยาวราช และบางส่วนของถนนสุขุมวิทในปัจจุบันเคยเป็นเส้นทางของรถไฟสายนี้มาก่อน แต่ปัจจุบันไม่มีร่องรอยหลงเหลืออยู่แล้ว คงเหลือแต่ภาพถ่ายเก่าๆ และบันทึกประวัติศาสตร์ที่นักสะสมและนักประวัติศาสตร์ยังคงพูดถึงกันอยู่

 

  1. มหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย — จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

แม้ประเทศไทยจะมีระบบการศึกษาในวัดและสำนักต่างๆ มาช้านาน แต่การศึกษาในระดับอุดมศึกษาแบบตะวันตกที่มีการแบ่งคณะ มีหลักสูตร มีปริญญา เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2459 ด้วยการสถาปนา "โรงเรียนข้าราชการพลเรือน" ซึ่งรัชกาลที่ 6 ทรงยกระดับขึ้นมาจากโรงเรียนที่รัชกาลที่ 5 ทรงก่อตั้งไว้ และพระราชทานชื่อว่า "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดา

 

ในตอนแรกจุฬาฯ มีเพียง 4 คณะ ได้แก่ รัฐประศาสนศาสตร์ แพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และอักษรศาสตร์ รับนักศึกษาชายที่ต้องการรับราชการเป็นหลัก ผู้หญิงยังไม่มีสิทธิ์เข้าเรียนในระยะแรก กว่าจะมีนิสิตหญิงในจุฬาฯ อย่างเป็นทางการก็ต้องรอถึงทศวรรษ 2470 ตั้งอยู่บนที่ดินพระราชทานในย่านปทุมวัน กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของวังที่ดินของราชวงศ์

 

วันนี้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังคงตั้งอยู่ที่เดิม บนถนนพระราม 1 ย่านสยาม เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศที่มีนิสิตกว่า 30,000 คน คณะมากกว่า 19 คณะ และยังเป็นเจ้าของที่ดินย่านสยามส่วนใหญ่ที่ให้เช่าเป็นแหล่งรายได้สำคัญ รวมถึงสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และห้างดังอีกหลายแห่ง

 

  1. ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรก — นางสาวสุวรรณ

 

คนไทยได้รู้จักภาพยนตร์เป็นครั้งแรกราวปี พ.ศ. 2440 เมื่อมีการนำฟิล์มจากยุโรปมาฉายในกรุงเทพฯ แต่การผลิตภาพยนตร์โดยคนไทยและถ่ายทำในไทยอย่างแท้จริงนั้นเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2466 ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ถือเป็นหน้าเป็นตาของวงการหนังไทยคือ "นางสาวสุวรรณ" กำกับโดยนายเฮนรี่ แมคเร ชาวอเมริกัน ร่วมกับทีมงานชาวไทย โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับสาวชาวบ้านผู้หนึ่งที่ต้องเผชิญกับความรักและความขัดแย้งในสังคม ถ่ายทำในสถานที่จริงหลายแห่งในกรุงเทพฯ และบริเวณโดยรอบ

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนังเงียบขาวดำ ไม่มีเสียง ผู้ชมต้องอ่านบทสนทนาจากกระดานที่ขึ้นบนจอสลับกับภาพ และมักจะมีนักดนตรีเล่นสดอยู่หน้าจอเพื่อสร้างบรรยากาศ ได้รับการตอบรับค่อนข้างดีในยุคนั้น จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้มีการผลิตภาพยนตร์ไทยอีกหลายเรื่องตามมา กระแสนี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนถึงยุคทอง 2490-2510 ที่วงการหนังไทยเฟื่องฟูอย่างมาก

 

ฟิล์มต้นฉบับของ "นางสาวสุวรรณ" สูญหายไปนานแล้ว ไม่มีสำเนาเหลืออยู่เลย ซึ่งเป็นชะตากรรมเดียวกับภาพยนตร์ไทยยุคต้นจำนวนมาก เนื่องจากฟิล์มไนเตรทเก่าเสื่อมสลายง่ายและไวไฟมาก หอภาพยนตร์แห่งชาติในกรุงเทพฯ พยายามรวบรวมและอนุรักษ์สิ่งที่หลงเหลืออยู่ แต่ก็ยังมีภาพยนตร์อีกจำนวนมากที่สูญหายไปตลอดกาล

 

  1. หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทย — บางกอกรีคอร์เดอร์

 

ก่อนจะมีสื่อสิ่งพิมพ์ ข่าวสารในบ้านเมืองกระจายกันทางปากเป็นหลัก ราชสำนักมีพระราชกำหนดและประกาศต่างๆ แต่ก็เข้าถึงได้เฉพาะกลุ่มขุนนางและผู้มีการศึกษา หนังสือพิมพ์ฉบับแรกที่พิมพ์ในประเทศสยามคือ "Bangkok Recorder" หรือ บางกอกรีคอร์เดอร์ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2387 โดยหมอบรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) มิชชันนารีชาวอเมริกันผู้เดินทางมาเผยแพร่ศาสนาในสยาม แต่ทิ้งมรดกทางการพิมพ์ไว้มหาศาล

 

ในช่วงแรกบางกอกรีคอร์เดอร์ออกเป็นภาษาไทยและมีเนื้อหาหลากหลาย ทั้งข่าวต่างประเทศ สาระความรู้ เรื่องเล่า และแม้กระทั่งประกาศซื้อขายทาส (ซึ่งยังถูกกฎหมายอยู่ในเวลานั้น) หมอบรัดเลย์ยังเป็นคนแรกที่พิมพ์หนังสือภาษาไทยด้วยแท่นพิมพ์โลหะ ทำให้สามารถผลิตสิ่งพิมพ์ได้เร็วและจำนวนมากกว่าการคัดลอกด้วยมือแบบเดิม นับเป็นการปฏิวัติวงการสิ่งพิมพ์ไทยอย่างสมบูรณ์

 

หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ออกมาได้ไม่กี่ปีก็ต้องหยุดชะงัก เพราะการเมืองและแรงกดดันจากทางการสยามที่ไม่ชอบใจเนื้อหาบางส่วน แต่เมล็ดพันธุ์ที่หมอบรัดเลย์ปลูกไว้ก็เติบโตงอกงาม วงการสื่อสิ่งพิมพ์ไทยขยายตัวอย่างรวดเร็วในทศวรรษต่อมา และหนังสือพิมพ์ไทยยุคใหม่อย่างเดลินิวส์ ไทยรัฐ หรือมติชน ก็สืบทอดจิตวิญญาณของการนำเสนอข้อมูลข่าวสารนั้นมาจนปัจจุบัน

 

  1. ธนาคารแห่งแรกของไทย — แบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด (ธนาคารไทยพาณิชย์)

 

ในยุคต้นๆ ของสยาม การค้าขายระหว่างพ่อค้าชาวจีนและชาวตะวันตกส่วนใหญ่ผ่านระบบ "เจ้าสัว" และเฮียที่ให้กู้ยืมเงินกันเอง ธนาคารต่างชาติเริ่มเข้ามาเปิดสาขาในสยามตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2431 แต่ธนาคารที่คนไทยเป็นเจ้าของแห่งแรกเพิ่งเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2449 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย เป็นผู้ก่อตั้ง ใช้ชื่อว่า "บุคคลัภย์" ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น "แบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด" ในปี พ.ศ. 2452 ตั้งอยู่ที่ถนนสามเพ็งในย่านเยาวราช

 

การก่อตั้งธนาคารของคนไทยในยุคนั้นถือเป็นการยืนยันอธิปไตยทางเศรษฐกิจของสยามในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันจากมหาอำนาจตะวันตก รัชกาลที่ 5 ทรงสนับสนุนการจัดตั้งสถาบันการเงินของคนไทยเพื่อลดการพึ่งพาธนาคารต่างชาติที่เข้ามามีอิทธิพลในระบบเศรษฐกิจของประเทศ

 

ธนาคารแห่งนี้ขยายตัวและเปลี่ยนชื่อหลายครั้ง จนกลายมาเป็น "ธนาคารไทยพาณิชย์" ในปี พ.ศ. 2482 และยังคงดำเนินกิจการอยู่จนทุกวันนี้ในฐานะหนึ่งในธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ SCB Park Plaza ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

 

  1. โรงแรมแห่งแรกของไทย — โอเรียนเต็ล โฮเต็ล (โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล)

 

ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ นักเดินทางต่างชาติที่เดินทางมากรุงเทพฯ ต้องพักอาศัยในบ้านพักของเพื่อนพ่อค้าหรือสถานทูต ไม่มีที่พักเชิงพาณิชย์ให้บริการ โรงแรมแห่งแรกของสยามเกิดขึ้นราวปี พ.ศ. 2408 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยกลุ่มนักธุรกิจชาวเดนมาร์กและต่างชาติที่เห็นโอกาสจากการเดินเรือพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นหลังสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง

 

โรงแรมในยุคแรกเป็นอาคารไม้ธรรมดา ต่อมาถูกรื้อสร้างใหม่เป็นอาคารถาวรและขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นโรงแรมที่ชาวต่างชาติและราชวงศ์จากทั่วโลกนิยมมาพัก ผู้เข้าพักที่โด่งดังรวมถึงนักเขียนระดับโลก Joseph Conrad และ Somerset Maugham ที่ต่างได้รับแรงบันดาลใจจากบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาในงานเขียนของตน ห้องบาร์ในโรงแรมซึ่งต่อมาได้รับการตั้งชื่อตาม Somerset Maugham ยังคงเปิดบริการอยู่

 

ปัจจุบันโรงแรมนี้รู้จักกันในชื่อ "แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ" ตั้งอยู่ที่ถนนเจริญกรุง บางรัก และได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในโรงแรมที่ดีที่สุดในโลกมาอย่างต่อเนื่อง อาคารออเธอร์ส วิง (Authors' Wing) ที่เก่าแก่ที่สุดยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่สถานที่ "ครั้งแรก" ของไทยที่ยังคงยืนหยัดอยู่และยิ่งงดงามขึ้นตามกาลเวลา

 

  1. สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรก — สะพานพระพุทธยอดฟ้า

 

ก่อนที่จะมีสะพาน การข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาต้องอาศัยเรือข้ามฟากซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันของชาวกรุงเทพฯ และชาวธนบุรีมาหลายร้อยปี แม่น้ำเป็นเหมือนกำแพงธรรมชาติที่แบ่งสองฟากออกจากกัน จนกระทั่งวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475 ซึ่งตรงกับวันพระราชพิธีฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 150 ปี สะพานพระพุทธยอดฟ้าก็ถูกเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ เป็นสะพานถาวรแห่งแรกที่เชื่อมฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีเข้าด้วยกัน

 

สะพานนี้ใช้เวลาก่อสร้างนานหลายปีด้วยเทคโนโลยีและแรงงานที่นำเข้าจากต่างประเทศ มีความยาวประมาณ 228 เมตร รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบยุโรปผสมศิลปะไทย ตัวสะพานออกแบบให้เปิดกลางได้เพื่อให้เรือสินค้าขนาดใหญ่แล่นผ่านได้ ชาวกรุงเทพฯ ในยุคนั้นตื่นเต้นกันมากเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่สามารถเดินข้ามแม่น้ำได้โดยไม่ต้องลงเรือ

 

ทุกวันนี้สะพานพระพุทธยอดฟ้ายังคงตั้งอยู่ที่เดิม ใกล้กับป้อมพระสุเมรุและท่าช้าง ยังคงใช้งานได้อยู่แม้จะมีสะพานใหม่ผุดขึ้นมาอีกหลายแห่ง ได้รับการบูรณะซ่อมแซมหลายครั้ง และกลายเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ที่นักท่องเที่ยวและคนรักประวัติศาสตร์นิยมมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

 

9.ไปรษณีย์แห่งแรก — ริมถนนเจริญกรุง

ไปรษณีย์แห่งแรกของไทยเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2426 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยตั้งอยู่ที่ตึกแถวริมถนนเจริญกรุง ใกล้กับวัดอรุณราชวรารามและท่าน้ำ ในพื้นที่ฝั่งพระนครที่เป็นย่านการค้าคึกคักของกรุงเทพฯ ยุคนั้น ใช้ชื่อว่า "ออฟฟิศไปรษณีย์" และมีเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์เป็นผู้อำนวยการคนแรก

 

ก่อนหน้านั้นการส่งจดหมายในสยามไม่มีระบบที่เป็นทางการเลย จะส่งข่าวกันก็ต้องฝากคนรู้จักหรือพ่อค้าที่เดินทางไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งไม่มีความแน่นอนและเชื่อถือได้ยาก พอไปรษณีย์เปิดทำการ ผู้คนก็เริ่มคุ้นเคยกับการซื้อแสตมป์และส่งจดหมายอย่างเป็นระบบ แสตมป์ชุดแรกของไทยที่เรียกว่า "โสฬศ" ออกใช้ในปีเดียวกันนั้นเลย

 

ปี พ.ศ. 2441 มีการควบรวมกิจการไปรษณีย์กับโทรเลขเข้าด้วยกัน กลายเป็นกรมไปรษณีย์โทรเลข และย้ายที่ทำการหลักมาอยู่ที่อาคารไปรษณีย์กลางริมถนนเจริญกรุงใกล้กับสะพานพระพุทธยอดฟ้า ซึ่งอาคารนั้นถูกใช้งานสืบต่อกันมายาวนาน

 

ปัจจุบันกิจการนี้พัฒนามาเป็น "บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด" ที่แปรรูปเป็นรัฐวิสาหกิจในปี พ.ศ. 2546 ส่วนอาคารไปรษณีย์กลางบางรักบนถนนเจริญกรุงยังคงตั้งอยู่และเปิดให้บริการจนทุกวันนี้ นับเป็นหนึ่งในไม่กี่สถานที่ "ครั้งแรก" ของไทยที่ยังคงทำหน้าที่เดิมได้อย่างต่อเนื่องมากกว่า 140 ปี

 

10.ปั๊มน้ำมันแห่งแรก — รอยัลดัทช์และเชลล์

ปั๊มน้ำมันแห่งแรกในไทยมีรากเหง้าที่น่าสนใจและเชื่อมโยงกับกิจการทหารอย่างแนบแน่น เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่ ไทยสั่งซื้อน้ำมันก๊าดจากรัสเซียครั้งแรกในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อจุดตะเกียงให้แสงสว่างตามบ้านและถนน แทนน้ำมันพืชและไขสัตว์แบบเดิม และในปี พ.ศ. 2435 บริษัทรอยัลดัทช์และเชลล์เข้ามาทำการค้าน้ำมันในไทยเป็นรายแรก ตามมาด้วยบริษัทแสตนดาร์ดออยล์ในปี พ.ศ. 2437 ทั้งหมดนี้เป็นการนำเข้าและค้าขายโดยบริษัทต่างชาติทั้งสิ้น

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อในปี พ.ศ. 2464 ประเทศไทยเริ่มมีการสำรวจน้ำมันครั้งแรกในพื้นที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยกรมการพลังงานทหาร และในปี พ.ศ. 2476 กระทรวงกลาโหมได้จัดตั้งแผนกเชื้อเพลิงขึ้นเพื่อจัดหาน้ำมันสำเร็จรูป จัดตั้งถังเก็บน้ำมัน และโรงกลั่น รวมถึงสร้างคลังน้ำมันที่ช่องนนทรี กรุงเทพฯ จากนั้นในปี พ.ศ. 2480 แผนกเชื้อเพลิงได้รับการยกฐานะเป็นกรมเชื้อเพลิง และเริ่มจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแก่ประชาชน

 

ปั๊มน้ำมันของรัฐที่เป็นทางการอย่างแท้จริงเกิดขึ้นเมื่อจอมพลสฤษดิ์สั่งให้กระทรวงกลาโหมจัดตั้งองค์การเชื้อเพลิงเป็นนิติบุคคล ซึ่งต่อมาดำเนินกิจการภายใต้ชื่อปั๊มน้ำมัน "สามทหาร" โลโก้เป็นนายทหาร 3 นายเรียงแถว เปิดขายน้ำมันเบนซินลิตรละ 1.78 บาท ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นปั๊มน้ำมันของคนไทยโดยรัฐแห่งแรกในประวัติศาสตร์

 

ไทม์ไลน์สำคัญต่อมาคือวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2522 มีการก่อตั้งการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และโอนองค์การเชื้อเพลิงเข้ามารวมกัน ทำให้ปั๊มสามทหารค่อยๆ เลือนหายไป และเปลี่ยนมาใช้ชื่อ ปตท. แทน

 

ปัจจุบันปั๊มสามทหารเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศ ที่พิพิธภัณฑ์ปั๊มน้ำมันสามทหาร จังหวัดลำพูน เก็บรักษาไว้เป็นอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์ ส่วนกิจการทั้งหมดได้กลายมาเป็น ปตท. ที่เห็นอยู่ทั่วประเทศในวันนี้นั่นเอง

 

ทั้ง 10 สิ่งนี้ล้วนเป็นหลักกิโลเมตรสำคัญในเส้นทางประวัติศาสตร์ไทย บางอย่างยังคงอยู่และเติบโตงดงามกว่าเดิมมาก บางอย่างถูกแทนที่และหายไปกับสายลม แต่ทุกอย่างล้วนบอกเล่าว่าประเทศนี้เดินทางมาอย่างไร และผ่านอะไรมาบ้างกว่าจะเป็นสิ่งที่เห็นอยู่ทุกวันนี้

เนื้อหาโดย: Mind Matter
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Mind Matter's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 73 ครั้ง
เขียนโดย Mind Matter
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
สิบเลขขายดี สลากตัวเลขสามหลัก N3 งวด 16/4/69พื้นที่จังหวัดที่มาแรงที่สุดในฐานะเมืองหลวงแห่งที่2ของไทย3ชนิดต้นไม้ “หน้าบ้าน” ที่เน้นความสวยงามและความเขียวสดตลอดปีวิเคราะห์เลขตารางทักษาอาจาร์ออร่า งวดวันที่ 16 เมษายน 2569สะพานที่ข้ามแหล่งน้ำจืดที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทยเลขอาจารย์ต้น สาริกางิ้วดำ...วันที่ 16 เมษายน 2569เปิดเลขเด่นตำราท้าวเวสสุวรรณ...16 เมษายน 25695 จังหวัด เมืองเกษียณ ที่คนวัย 30+ แห่ไปจองที่ดิน ค่าครองชีพถูกผลหวยงวด 16 เมษายน 2569 ออกแล้ว ตรวจครบทุกเลขที่นี่"เมือง"ที่อากาศเย็นกำลังดีตลอดทั้งปีจังหวัดจับปลาหมึกได้มากที่สุด 5 อันดับแรกของประเทศไทยสถานศึกษาที่น่าเรียนที่สุดในประเทศไทย
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ได้ยินเสียงก็ขนลุก! “ตุ๊กแก” ตัวลาย กับสกิลโหด กระโดดทีสะดุ้งทั้งบ้านใครบ้างที่ไม่ควรดื่มน้ำอ้อยประเทศที่หาเงินง่าย แต่ใช้ชีวิตยาก?เครื่องบินรบรุ่นสุดทันสมัย ที่กองทัพของไทยต้องการซื้อมากที่สุดผลหวยงวด 16 เมษายน 2569 ออกแล้ว ตรวจครบทุกเลขที่นี่ระทึก! ฝูงผึ้งนับหมื่นบุกเมือง “เนติโวต์” อิสราเอล วุ่นทั้งศูนย์การค้า-ชุมชน ยังไร้คำตอบต้นตอ
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ข่าววันนี้
ใครบ้างที่ไม่ควรดื่มน้ำอ้อยครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก ยูเครนยึดค่ายทหารรัสเซีย โดยใช้แค่หุ่นยนต์ระทึก! ฝูงผึ้งนับหมื่นบุกเมือง “เนติโวต์” อิสราเอล วุ่นทั้งศูนย์การค้า-ชุมชน ยังไร้คำตอบต้นตออเมริกาส่งทหารเพิ่ม ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ใกล้หมดอายุ
ตั้งกระทู้ใหม่