ศาลเขมรสั่งจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว หลังโพสต์ภาพติด “ทุ่นระเบิด PMN-2” ที่ปราสาทตาควาย ถูกตั้งข้อหากบฏ-เปิดความลับกองทัพ
ศาลเขมรสั่งจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว หลังโพสต์ภาพติด “ทุ่นระเบิด PMN-2” ที่ปราสาทตาควาย ถูกตั้งข้อหากบฏ-เปิดความลับกองทัพ
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการสื่อและสังคมออนไลน์ของกัมพูชา เมื่อศาลมีคำพิพากษาจำคุกนักข่าวกัมพูชา 2 ราย เป็นเวลา 14 ปี ในข้อหาร้ายแรงถึงขั้น “กบฏ” และ “ให้ข้อมูลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ” หลังจากทั้งคู่โพสต์ภาพถ่ายที่มีวัตถุคล้ายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ปรากฏอยู่ในเฟรมภาพ บริเวณพื้นที่ปราสาทตาควาย
เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความตกตะลึงต่อวงการสื่อมวลชนในประเทศเท่านั้น แต่ยังจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับเสรีภาพสื่อ ความมั่นคง และบทบาทของรัฐในการควบคุมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ
นักข่าว 2 ราย ถูกตัดสินจำคุกยาว
บุคคลที่ถูกตัดสินโทษ ได้แก่
นายพร โสภา (Phorn Sopheap) ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว Battambang Post
นายเพียบ เพียรา (Pheap Pheara) ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว TSP 68 TV Online
ทั้งสองถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดตามข้อหากบฏ และการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ โดยมีโทษจำคุกเป็นเวลา 14 ปีเต็ม
คำตัดสินนี้ถือเป็นหนึ่งในโทษที่รุนแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับนักข่าวในกัมพูชาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และสะท้อนถึงท่าทีที่เข้มงวดของรัฐต่อการควบคุมข้อมูลด้านความมั่นคง
จุดเริ่มต้นจาก “ภาพถ่าย” ที่กลายเป็นหลักฐานสำคัญ
เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 เมื่อผู้สื่อข่าวทั้งสองได้เดินทางไปยังพื้นที่ใกล้กับ “ปราสาทตาควาย” ซึ่งเป็นพื้นที่โบราณสถานสำคัญที่ตั้งอยู่ใกล้แนวชายแดน
ในระหว่างการลงพื้นที่ พวกเขาได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกับทหารกัมพูชาที่ประจำการอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว และนำภาพนั้นไปเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กลายเป็นประเด็นสำคัญคือ ภายในภาพดังกล่าว มีวัตถุที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเป็น “ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2” ปรากฏอยู่ด้วย
ทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นทุ่นระเบิดแรงดันชนิดหนึ่ง ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อโจมตีเป้าหมายบุคคลโดยเฉพาะ และถือเป็นอาวุธที่มีความอันตรายสูง โดยมักถูกใช้ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งหรือพื้นที่ทางทหาร
การที่วัตถุชนิดนี้ปรากฏอยู่ในภาพ และถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ กลายเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่การสอบสวนและดำเนินคดี
รัฐบาลกัมพูชาชี้ เป็นการเปิดเผยความลับทางทหาร
ทางการกัมพูชาได้ตั้งข้อกล่าวหาว่า การเผยแพร่ภาพดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการ:
ให้ข้อมูลแก่รัฐต่างชาติ
เปิดเผยข้อมูลทางทหารที่มีความละเอียดอ่อน
เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
ทำลายภาพลักษณ์ของกองทัพ
รัฐบาลมองว่า แม้จะเป็นเพียงภาพถ่าย แต่การปรากฏของทุ่นระเบิดในภาพ ถือเป็นการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งหรือการใช้อาวุธทางทหาร ซึ่งอาจถูกนำไปใช้โดยฝ่ายตรงข้ามหรือหน่วยข่าวกรองต่างประเทศ
จึงถูกตีความว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่าย “กบฏ” ตามกฎหมายของประเทศ
ประเด็นเสรีภาพสื่อถูกตั้งคำถามอย่างหนัก
คำตัดสินดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในหมู่ผู้สื่อข่าว นักสิทธิมนุษยชน และผู้สังเกตการณ์
หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า
การถ่ายภาพในพื้นที่จริง เป็นหน้าที่ของสื่อหรือไม่
นักข่าวมีเจตนาเปิดเผยความลับทางทหาร หรือเพียงรายงานข้อเท็จจริง
โทษจำคุก 14 ปี ถือว่ารุนแรงเกินไปหรือไม่
บางฝ่ายมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณของการควบคุมสื่อที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกองทัพและความมั่นคง
จังหวัดที่มีพื้นที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์มากที่สุดในประเทศไทย
พลิกแฟ้มประวัติศาสตร์! ทูตทหารไทยในปารีสพบสนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศส หลักฐานใหม่สะเทือนปมชายแดน
ประเทศที่ใช้เงินบาทไทยได้อย่างสะดวก
เมืองที่ไม่มี "กลางวัน" นานนับเดือน
ปิดด่านหวังต่อรอง แต่แรงสะเทือนย้อนกลับใส่เศรษฐกิจกัมพูชา
ประเทศที่ร่ำรวยน้ำมันมากที่สุดในเอเชีย
เจ๊นุ๊ก บารมีมหาเฮง: ปล่อยเลขเด็ด 3 ตัวเม็ดเดียว รับงวดสัญจรสุราษฎร์ธานี
กาปิตัน : แมวใหญ่ใจดีผู้เป็นเสมือนแสงสว่างนำทางให้เเมวตาบอด
Freedom.gov กำลังจะมา!!!
Rich but Humble: ประเทศรวยที่สุดแต่ติดดินมากสุด???
5 สัตว์เลี้ยงนำโชคยอดนิยมในประเทศไทย
กัมพูชารื้อแผนที่ปี 1907 เปิดเกมทวงสิทธิ์บนรอยแผลยุคอาณานิคม
"ชินยะ" มือกลองวง "ลูน่า ซี" เสียชีวิตแล้ว
"แฉหมดเปลือก! 'บุฟเฟต์ราคาถูก' กำไรมาจากไหน? เผย 7 ความลับสายแดกที่รู้แล้วอาจจะกินไม่ลง!"
กัมพูชารื้อแผนที่ปี 1907 เปิดเกมทวงสิทธิ์บนรอยแผลยุคอาณานิคม
Freedom.gov กำลังจะมา!!!
ลิฟต์โตเกียวสกายทรี ขัดข้องหยุดทำงานกะทันหัน




