หลุมเมือง หลุมปริศนาแห่งปราจีนบุรีที่ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด ว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และมีเอาไว้ทำอะไรเด้อ
ถ้าใครเคยไปเที่ยวปราจีนบุรี แล้วชอบแวะดูโบราณสถาน คงจะรู้สึกเหมือนกันว่าเมืองนี้เต็มไปด้วยร่องรอยอดีตที่น่าสนใจ ทั้งชุมชนโบราณ วัดเก่า และอาคารประวัติศาสตร์ที่เล่าเรื่องราวของผู้คนในสมัยก่อนเอาไว้มากมาย แต่ท่ามกลางโบราณสถานเหล่านั้น ยังมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ชวนให้ขมวดคิ้วและตั้งคำถามทุกครั้งที่พูดถึง นั่นก็คือ “หลุมเมือง” หรือกลุ่มหลุมปริศนาบนพื้นศิลาแลงในอำเภอศรีมหาโพธิ
ภาพแรกที่เห็น หลุมเหล่านี้อาจดูเหมือนหลุมธรรมดา เป็นหลุมกลม ๆ ลึกประมาณครึ่งเมตร กระจายตัวอยู่บนลานศิลาแลง บางหลุมอยู่ชิดกัน บางหลุมห่างกัน แต่พอมองดี ๆ แล้วมันกลับไม่เหมือนร่องรอยที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเอง เพราะตำแหน่ง รูปร่าง และจำนวนหลุมดูเหมือนจะถูกตั้งใจทำขึ้นมากกว่า เป็นเหมือนร่องรอยของกิจกรรมบางอย่างที่มนุษย์ในอดีตเคยกระทำไว้
และที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ หลุมเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งถูกค้นพบในยุคปัจจุบัน แต่มีบันทึกการกล่าวถึงมานานแล้ว ย้อนกลับไปถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสมณฑลจันทบุรีในปี พ.ศ. 2451 ก็มีการกล่าวถึงหลุมลักษณะนี้เอาไว้ด้วย พระราชหัตถเลขาได้บรรยายว่าเป็นหลุมกลม ๆ บนลานศิลาแลง ปากกว้างบ้างแคบบ้าง อยู่ใกล้กันบ้างห่างกันบ้าง และที่สำคัญคือ แม้แต่ในสมัยนั้น ผู้คนก็ยังถกเถียงกันอยู่แล้วว่าหลุมเหล่านี้มีไว้เพื่ออะไร
คนในยุคนั้นพยายามหาคำอธิบายจากสิ่งที่คุ้นเคย หนึ่งในข้อสันนิษฐานที่ถูกพูดถึงมากคือ หลุมเหล่านี้อาจเป็น “หลุมโขลกปูน” ใช้สำหรับตำหรือผสมปูน เพื่อนำไปปั้นลวดลายประดับปรางค์หรือปราสาทศิลาแลง ฟังดูแล้วก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย เพราะพื้นที่แถบนี้เคยมีโบราณสถานแบบขอมและสถาปัตยกรรมศิลาแลงอยู่จริง การเตรียมวัสดุก่อสร้างจำนวนมากย่อมต้องมีพื้นที่สำหรับผสมหรือโขลกปูน แต่ปัญหาก็คือ ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนมารองรับว่าหลุมเหล่านี้ถูกใช้ในลักษณะนั้นจริง ๆ
ขณะเดียวกัน ก็มีอีกแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือการเชื่อมโยง “หลุมเมือง” แห่งนี้เข้ากับคำว่า “หลุมเมือง” ในความหมายของการละเล่นพื้นบ้านแบบโบราณ จากข้อมูลของเว็บไซต์ประเพณีไทยดอทคอม ได้อธิบายการละเล่นหลุมเมืองเอาไว้ว่า เป็นเกมที่ใช้ “เบี้ย” หรือของเล็ก ๆ เป็นทุน ผู้เล่นจะหยอดเบี้ยลงในหลุมต่าง ๆ หลุมละเท่า ๆ กัน ยกเว้นหลุมพิเศษที่เรียกว่า “หลุมเมือง” ซึ่งจะมีจำนวนเบี้ยมากกว่าหลุมอื่น
วิธีการเล่นก็ค่อนข้างซับซ้อนและมีลักษณะคล้ายเกมวางแผน ผู้เล่นจะหยอดเบี้ยไปเรื่อย ๆ จากหลุมหนึ่งไปอีกหลุมหนึ่งจนเบี้ยหมด จากนั้นก็จะหยิบเบี้ยในหลุมถัดไปมาหยอดต่อ ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอหลุมว่าง แล้วจึงจะสามารถ “กิน” เบี้ยในหลุมถัดไปมาเป็นทุนของตนเอง ก่อนจะผลัดให้ผู้เล่นอีกฝ่ายเล่นต่อ เกมจะดำเนินไปจนกว่าทุนจะหมดหรือมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบอย่างชัดเจน
พอเอารูปแบบการละเล่นนี้มาเทียบกับกลุ่มหลุมบนพื้นศิลาแลงในศรีมหาโพธิ หลายคนก็อดคิดไม่ได้ว่า หรือหลุมเหล่านี้จะเคยเป็นสนามการละเล่นของผู้คนในอดีต เป็นพื้นที่สังสรรค์ พูดคุย แข่งขันกันอย่างสนุกสนานก็เป็นได้ ถ้ามองในมุมนี้ หลุมเมืองก็ไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถานนิ่ง ๆ แต่คือร่องรอยของชีวิต ความบันเทิง และวัฒนธรรมการใช้เวลาว่างของคนสมัยก่อน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาก็ยังคงเหมือนเดิม นั่นคือเรายังไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีที่ยืนยันได้ชัดเจนว่า หลุมเหล่านี้ถูกใช้เป็นสนามการละเล่นจริงหรือไม่ เพราะขนาด ความลึก และจำนวนหลุม อาจไม่สอดคล้องกับการเล่นเกมในลักษณะนั้นทั้งหมด หรืออาจเป็นเพียงการนำชื่อ “หลุมเมือง” มาใช้เรียกเพื่อเชื่อมโยงความหมายทางวัฒนธรรมเท่านั้น
เมื่อมองรวม ๆ แล้ว หลุมเมืองแห่งปราจีนบุรีจึงกลายเป็นเหมือนจุดตัดของหลายสมมติฐาน บ้างก็ว่าเป็นพื้นที่ทำงาน เป็นหลุมโขลกปูนหรือเตรียมวัสดุก่อสร้าง บ้างก็ว่าเป็นพื้นที่สันทนาการ เป็นสนามการละเล่นของผู้คนในอดีต และอาจจะยังมีคำอธิบายอื่น ๆ ที่เรายังคิดไม่ถึงด้วยซ้ำ
เสน่ห์ของหลุมเมืองจึงไม่ได้อยู่ที่คำตอบ แต่อยู่ที่คำถาม มันทำให้เราเห็นว่า แม้กาลเวลาจะผ่านไปนับร้อยปี หรืออาจนับพันปี ร่องรอยเล็ก ๆ บนพื้นดินก็ยังสามารถกระตุ้นจินตนาการและการถกเถียงของผู้คนได้ไม่รู้จบ หลุมลึกเพียงครึ่งเมตรเหล่านี้ กลับกลายเป็นหลุมลึกทางความคิด ที่ชวนให้เราดำดิ่งลงไปสำรวจอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และจนถึงวันนี้ ความเป็นมาและวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการสร้างหลุมเหล่านี้ก็ยังไม่อาจสรุปได้อย่างแน่ชัด หลุมเมืองแห่งปราจีนบุรีจึงยังคงรักษาสถานะของมันไว้ในฐานะ “ปริศนาทางประวัติศาสตร์” เป็นเครื่องเตือนใจว่า อดีตยังมีเรื่องราวอีกมากที่รอให้เราเรียนรู้ และบางเรื่องอาจไม่มีคำตอบตายตัว แต่ก็มีคุณค่าในตัวมันเอง เพราะมันทำให้เราอยากตั้งคำถาม อยากค้นหา และอยากเข้าใจโลกของคนสมัยก่อนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ภาพจาก wikipredia จ้า
พลิกแฟ้มประวัติศาสตร์! ทูตทหารไทยในปารีสพบสนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศส หลักฐานใหม่สะเทือนปมชายแดน
จังหวัดที่มี อุทยานมากที่สุดในไทย
มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ที่คนกัมพูชานิยมมาเรียนต่อมากที่สุด
“กลุ่มใบหยก” ทุ่มงบ 500 ล้านบาท ฟื้นตำนานฮอลลีวูดสตรีท พลิกโฉมสู่คอมมิวนิตี้มอลล์ใจกลางพญาไท ภายใต้สัญญาเช่า 50 ปี
3 ผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่าแพงที่สุดในโลก
จังหวัดที่มี'ผังเมือง'สวยที่สุดของไทย
"นกตาทิพย์": เปิดแนวทางข้อมูลบนเน้น ๆ งวดวันที่ 1 มีนาคม 2569
"ฮุนเซน" รำลึกถึงอดีตกับเหล่า "ผู้นำอาเซียน" ลั่น! สมัยรัฐบาล "ประยุทธ์" ไทย-กัมพูชา สงบสุขราบรื่นดี ไม่มีปัญหา
ท่าทางที่มักจะทำตอนเผลอ บอกได้ว่าคุณเป็นคนแบบไหน
10 ภาษาที่เรียนยากที่สุดในโลก
หนุ่มโดนอาจารย์จับได้หลังแอบเหลาในห้องสัมมนา
คาบัง: วีรบุรุษสี่ขาผู้สละใบหน้าเพื่อลมหายใจของมนุษย์
โซเชียลลาวกระหึ่ม! เรียกร้อง “แบนเขมร” หวั่นใช้เป็นทางผ่านลักลอบทำงานในไทย
การร้องไห้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น หากกลั้นน้ำตาไว้ไม่ร้องไห้ออกมาเลยจะเกิดผลเสีย
จากเงินติดบัญชี 5,000 บาท สู่พอร์ตอสังหาฯ 100 ล้าน ผมทำได้อย่างไร?
จับตาตะวันออกกลาง! เปิดขุมกำลังล่าสุด IDF ยกระดับ "เตรียมพร้อมขั้นสูงสุด" ⚠️
กลิ่นความรักโชย! "นิกกี้ ณฉัตร" ทำโซเชียลแตก ลงคลิปมุ้งมิ้งสาวหน้าเก๋ แฟนคลับแห่ซูม... ที่แท้นางเอกเอ็มวีคนดัง
จังหวัดของประเทศไทย ที่มีคนกัมพูชาทำงานอยู่จำนวนมากที่สุด
กระแส “ชุดไทยฟีเวอร์” สะเทือนโซเชียล หลังศิลปินไทยจุดประกายแฟชั่นข้ามพรมแดน
โซเชียลลาวกระหึ่ม! เรียกร้อง “แบนเขมร” หวั่นใช้เป็นทางผ่านลักลอบทำงานในไทย
ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินยกเลิกมาตรการเก็บภาษีของทรัมป์ — เปิดฉากดราม่าการค้าครั้งใหม่
หนุ่มโดนอาจารย์จับได้หลังแอบเหลาในห้องสัมมนา
