เด็ก 9 ขวบป่วยเป็นโรคหายาก มองเห็นตัวอักษรสีดำเป็นสีน้ำเงิน
เด็กหญิงวัย 9 ปีรายหนึ่ง ในเมืองไถจง ประเทศไต้หวัน) ในช่วงประมาณครึ่งปีที่ผ่านมา มักประสบปัญหาด้านการมองเห็นขณะอยู่ในชั้นเรียน โดยตัวอักษรสีดำบนกระดานหรือในหนังสือเรียนกลับปรากฏเป็นสีน้ำเงิน และ เมื่อมองไปยังพื้นหรือผนังสีขาว เด็กกลับเห็นเป็นลวดลายสีปะปนคล้ายภาพจากกล้องถ่ายภาพความร้อน อาการดังกล่าวทำให้เด็กรู้สึกเวียนศีรษะ ไม่สบายตัว และ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสมาธิและการเรียน
ในระยะแรก ครอบครัวพาเด็กเข้ารับการตรวจตาหลายครั้ง ทั้งการตรวจสายตา ลานสายตา และ จอประสาทตา ซึ่งล้วนให้ผลปกติและไม่สามารถระบุสาเหตุได้ จนกระทั่งเด็กถูกส่งต่อไปตรวจทางระบบประสาท จึงได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็น "กลุ่มอาการเออร์เลน" ซึ่งเป็นภาวะความผิดปกติที่พบได้ยาก เกี่ยวกับการประมวลผลการรับรู้ทางสายตา ซึ่งเชื่อกันว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับการสัมผัสกระดานไวท์บอร์ดอิเล็กทรอนิกส์ และ หน้าจอที่มีความสว่างสูงในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง
โรงพยาบาลกวางเทียน กล่าวว่า "ในระยะเริ่มแรก อาการผิดปกติทางสายตาของเด็ก จะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาที ก่อนจะค่อยๆยาวนานขึ้นเป็นหลายนาที และ บางครั้งก็มีอาการเวียนศีรษะและเมื่อยล้าทางสายตาร่วมด้วย ส่งผลให้สมาธิในการเรียนลดลง" ครอบครัวของเด็กเคยเข้าใจว่าเด็ก อาจหลีกเลี่ยงการเรียน หรือ มีความเครียดทางจิตใจ ทำให้การรักษาล่าช้าไป...
ต่อมา เด็กได้รับการตรวจโดย หัวหน้าแผนกกุมารเวชศาสตร์ นายแพทย์ "เจียง กั๋ว เหลียง" โรงพยาบาลกวางเทียน โดยใช้การตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง พบว่าเด็กไม่ได้เป็นโรคลมชัก หรือ มีความผิดปกติของการปล่อยกระแสไฟฟ้าในสมอง ระหว่างการซักประวัติ ครอบครัวสังเกตว่าเมื่อเด็กสวมแว่นกันแดด อาการต่างๆก็จะทุเลาลง แพทย์จึงสงสัยว่าปัญหาน่าจะเกี่ยวข้องกับความไวต่อแสง และ สรุปการวินิจฉัยว่าเด็กป่วยเป็นกลุ่มอาการเออร์เลน
"เจียง กั๋ว เหลียง" กล่าวอธิบายว่า "กลุ่มอาการเออร์เลน ไม่เกี่ยวข้องกับสายตาดีหรือสายตาสั้นยาว แต่เกิดจากสมองมีความยากลำบาก ในการรับและประมวลผลแสงและภาพ" และ "ผู้ที่มีภาวะนี้ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้า หรือ ความเปรียบต่างของแสงสูง อาจมีอาการตัวอักษรสั่น เปลี่ยนสี เกิดภาพหลงเหลือ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ และ มีสมาธิลดลง" และ "ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การใช้กระดานไวท์บอร์ดอิเล็กทรอนิกส์ และ หน้าจอที่มีความสว่างสูงในห้องเรียนแพร่หลายมากขึ้น เมื่อรวมกับระบบแสงสว่างที่มีความเปรียบต่างสูง อาจกลายเป็นปัจจัยกระตุ้นหรือทำให้อาการของ "กลุ่มอาการเออร์เลน" รุนแรงขึ้น แนวทางการรักษาหลัก คือ การประเมินระดับความไวต่อแสง การใช้แว่นกรองสีหรือแผ่นกรองสีที่เหมาะสม เพื่อลดการกระตุ้นทางสายตา รวมถึงการปรับแสงในห้องเรียน และ ความสว่างของกระดานอิเล็กทรอนิกส์"
สำหรับกรณีของเด็กหญิงวัย 9 ปีรายนี้ แม้จะลดการสัมผัสแหล่งกำเนิดแสงที่รุนแรงแล้ว เด็กยังคงมีอาการเห็นภาพหลงเหลือและเวียนศีรษะ แพทย์จึงพิจารณาให้ยา "กลุ่มแคลเซียม แชนแนลบล็อกเกอร์" ซึ่งเป็นยาที่มักใช้ในการป้องกัน "ไมเกรน" ในเด็ก เพื่อช่วยให้สมองตอบสนองต่อการกระตุ้นจากแสงได้อย่างเสถียร และ ช่วยปรับสมดุลการไหลเวียนโลหิตในสมอง หลังการรักษา อาการเวียนศีรษะและลวดลายสีผิดปกติแทบหายไป เด็กสามารถกลับไปเรียนและอ่านหนังสือได้ตามปกติ
"เจียง กั๋ว เหลียง" กล่าวเน้นย้ำว่า "เมื่อเด็กบรรยายว่ามองเห็นสีเปลี่ยนไป หรือ เห็นภาพค้างหลงเหลืออยู่ ผู้ปกครองและครูไม่ควรด่วนสรุปว่า เป็นเรื่องจินตนาการหรือปัญหาทางจิตใจ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าสมอง กำลังตอบสนองต่อการกระตุ้นจากแสงอย่างผิดปกติ" และ "ในยุคที่การศึกษาดิจิทัลแพร่หลายมากขึ้น การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการดูแลอย่างเหมาะสม จะช่วยป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีการเรียนการสอน กลายเป็นแรงกดดันที่มองไม่เห็น ซึ่งส่งผลต่อการรับรู้ทางประสาทและประสิทธิภาพการเรียนรู้ของเด็ก"
อ้างอิง : https://www.saostar.vn/vong-quanh-the-gioi/be-gai-nhin-chu-den-thanh-xanh-bac-si-phat-hien-hoi-chung-hiem-gap-202601091622240335.html
ผู้ใช้งานกว่า 90% ไม่ทราบว่าร่องเล็กๆบนเขียงไม้ มีไว้เพื่ออะไร?
สนามบินที่มีขนาดเล็กที่สุด ที่ยังคงเปิดให้บริการอยู่จริงบนโลก
โซฟาตัวนี้ สร้างความงุนงงให้กับนักวิทยาศาสตร์ มานานกว่า 60 ปีแล้ว!!
รู้จัก QF-16 เครื่องบินรบผีสิงไร้นักบิน ดัดแปลงจาก F-16
จังหวัดเดียวในประเทศไทย ที่ไม่มีอำเภอเมืองเหมือนจังหวัดอื่น
นกเพียง 4 ชนิด ที่มีชื่อเป็นสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทย
ทึ่งทั่วโลก : "The Boneyard" หรือสุสานเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก
จาก "ขยะทะเล" สู่ "ราชาบนโต๊ะอาหาร": เมื่อล็อบสเตอร์เคยเป็นบทลงโทษสำหรับนักโทษในคุก
4 ส่วนที่สกปรกที่สุดของหมู ที่คุณไม่ควรซื้อและรับประทาน
ข้าวผัดอเมริกัน: เมนูชื่ออินเตอร์แต่สัญชาติไทยแท้ กับที่มาสุดสร้างสรรค์ในยุคสงคราม
เรื่องจริงที่ชวนสับสน: เมื่อ "ไฟแช็ก" คือพี่ใหญ่ที่เกิดก่อน "ไม้ขีดไฟ" ถึง 3 ปี
สรรพคุณสุดทึ่ง: เมื่อ "ซอสมะเขือเทศ" เคยถูกวางขายในฐานะยาสารพัดนึก
สินค้าของป่านำเข้าของไทย ที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง






