จีนเร่งเครื่อง AI สู่ปี 2030 โลกกำลังเปลี่ยน
เขียนโดย rollwithus
สวัสดีชาว rollwithus ที่น่ารักกันทุกคน~ วันนี้ขอพามาเมาท์เรื่องระดับโลกกันหน่อย จะได้ตามโลกให้ทันกับเขาบ้าง รอบนี้ขอหยิบเรื่องของ ประเทศจีน เพราะบอกเลยว่าช่วงนี้จีนเขาเดินเกมใหญ่ และเดินไวมากจริง ๆ
จีนในวันนี้ไม่ใช่แค่ ประเทศโรงงานโลก ที่รับจ้างผลิตของถูก ๆ อีกต่อไปแล้ว แต่กำลังเปลี่ยนตัวเองแบบจริงจังไปเป็น มหาอำนาจด้านเทคโนโลยีแบบเต็มตัว
ใครที่ยังติดภาพจำว่าจีนคือสายผลิตราคาถูก คุณกำลังตกยุคแบบแรงมาก เพราะตอนนี้เขาไม่ได้อยากแค่ ผลิตให้คนอื่นขาย อีกแล้ว แต่เขาอยาก คิดเอง ทำเอง ขายเอง และเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเอง ทั้งระบบ
จุดเริ่มต้นที่ทำให้ภาพนี้ชัดขึ้น คือแผน Made in China 2025 ที่จีนประกาศมาตั้งแต่ปี 2015 เป้าหมายตรงไปตรงมาสุด ๆ คือภายใน 10 ปี จะยกระดับประเทศให้หลุดพ้นจากคำว่าโรงงานโลก
ไปเป็นประเทศผู้นำด้านนวัตกรรมแทนซึ่งจีนไม่ได้พูดลอย ๆ เพราะเขาวางเป้าหมายอุตสาหกรรมไว้ชัดเจนถึง 10 กลุ่ม ตั้งแต่เทคโนโลยีสารสนเทศ 5G อีคอมเมิร์ซ หุ่นยนต์ เครื่องจักรอัตโนมัติ อุปกรณ์การบิน อวกาศ รถไฟความเร็วสูง ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด วัสดุใหม่ ไปจนถึงอุปกรณ์การแพทย์
ถ้าไล่ดูดี ๆ แทบจะครอบคลุม อนาคต เกือบทุกด้าน และที่น่ากลัวคือหลายเรื่องจีน ทำได้จริงแล้ว ไม่ใช่แค่ตั้งเป้าไว้สวย ๆ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ โซลาร์เซลล์ และหุ่นยนต์โรงงาน ตอนนี้จีนขึ้นเป็นตัวท็อประดับโลกไปเรียบร้อย
ความสำเร็จตรงนี้เองที่ทำให้ฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เริ่มอยู่ไม่สุข เพราะมองว่าจีนไม่ได้แข่งแบบตลาดเสรีแท้ ๆ แต่มีรัฐหนุนหลังแบบสุดตัว ทั้งเงินทุนมหาศาล เงินกู้ดอกต่ำ ที่ดินถูก ค่าไฟ ค่าเน็ต ต้นทุนทุกอย่างต่ำกว่าคู่แข่งทั่วโลก
ผลก็คือราคาสินค้าจีนสามารถ กดตลาดโลก ได้อย่างรุนแรง และนี่แหละคือหนึ่งในชนวนหลักของสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่ลากยาวมาจนถึงทุกวันนี้
แน่นอนว่าจีนไม่ได้เทพไปหมดทุกด้าน ยังมีจุดที่ ยังไม่สุด อยู่เหมือนกัน อย่างอุตสาหกรรม ชิปขั้นสูงต่ำกว่า 10 นาโนเมตร ที่จีนยังต้องพึ่งพาต่างชาติเป็นหลัก หรืออุตสาหกรรมการบิน ถึงจะสร้างเครื่องบินเองได้แล้ว แต่เครื่องยนต์และชิ้นส่วนสำคัญจำนวนมากก็ยังต้องนำเข้า และกำลังการผลิตก็ยังสู้ Boeing กับ Airbus ไม่ได้เต็มตัว
และถ้าใครคิดว่า Made in China 2025 คือจุดสุด บอกเลยว่ายังไกล จีนตั้งเป้าต่อยาวถึง AI 2030 เป้าหมายคืออยากเป็นผู้นำโลกด้านระบบการผลิตอัจฉริยะ ใช้ AI เข้าไปอยู่ในทุกวงการ ตั้งแต่ Smart City เมืองอัจฉริยะ โรงงานอัจฉริยะ โรงพยาบาลอัจฉริยะ ไปจนถึงร้านอาหาร โรงแรม และหุ่นยนต์บริการ
จุดแข็งที่จีนได้เปรียบประเทศอื่น คือเขามี ภาคการผลิตจริงขนาดมหาศาล อยู่แล้ว พอเอา AI ไปจับกับหุ่นยนต์ มันเลยเกิดสิ่งที่เรียกว่า Physical AI คือ AI ที่ไม่ได้อยู่แค่ในหน้าจอ แต่ลงมาทำงานแทนคนในโลกจริงได้เลย
ที่น่าสนใจอีกขั้นคือรัฐบาลจีนมองเทคโนโลยีเหล่านี้เป็น Dual Use คือใช้ได้ทั้งทางเศรษฐกิจและทางทหารในเวลาเดียวกัน นั่นหมายความว่า AI ไม่ได้ช่วยแค่ทำโรงงานให้ฉลาดขึ้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงความมั่นคง อาวุธ และระบบป้องกันประเทศด้วย
แน่นอนว่าทุกอย่างไม่ได้สวยหรูไปหมด ผลข้างเคียงของการเร่งเทคโนโลยีแรง ๆ คือแรงงานจำนวนมากเริ่มถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ คนหนุ่มสาวบางส่วนว่างงาน ทรัพยากรถูกใช้แบบหนักหน่วงสุด ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นโจทย์ใหญ่ของจีนในอนาคตเช่นกัน
แล้วถ้าถามว่าเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับ ประเทศไทย คำตอบคือ เกี่ยวตรง ๆ เพราะถ้าโลกกำลังพุ่งไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง แต่เรายังย่ำอยู่กับที่ ก็มีสิทธิ์ตกขบวนยาว ๆ แบบไม่ทันรู้ตัว
ทางรอดของไทยอาจไม่ใช่การไปแข่งผลิตEV หรือ Semiconductor กับจีนแบบตรง ๆ แต่คือการหาทางเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain โลก ให้ได้ วางตำแหน่งตัวเองให้ฉลาดว่าเราจะเป็นฟันเฟืองแบบไหนในระบบใหญ่นี้
เขียนโดย rollwithus
8 ดอกไม้ห้ามไหว้พระ
จังหวัดที่พูดภาษาเขมรมากที่สุดในประเทศไทย
5 ความเจริญของไทย ภาพลักษณ์ใหม่ที่ชาวต่างชาติแห่ชื่นชม
10 ที่เที่ยวลับในไทย สวยระดับโลก แต่คนยังไปไม่เยอะ
ภาษาท้องถิ่นในไทยที่ไม่มีตัวอักษรและไม่สามารถเขียนได้
10 โรงเรียนเอกชน ที่เก่าแก่สุดในประเทศไทย
เปิดแอร์ 24 ชม. จ่ายกี่บาท?
มหาวิทยาลัยและสาขา ที่ค่าเรียนแพงที่สุดในประเทศไทย
น้ำตกที่สวยที่สุดในประเทศไทย
ประเทศที่ถือครองทองคำสำรองน้อยที่สุดในอาเซียน
การครอบครองปรปักษ์คืออะไร? แย่งที่ดินกันได้จริงหรือ?
เพิ่งรู้ว่า มี 9 ประเทศแล้ว ทึ่แบนโซเชียลสำหรับเยาวชน
ชอบวิวตอนนี้
เผย 10 อันดับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุด..อันดับที่ 1 ไม่ใช่แอร์!



