“จอร์จ โซรอส” และไฮโดรคาร์บอน : เบื้องหลังที่แท้จริงของวิกฤตโรฮิงญาในพม่า??
สปุตนิก – นักวิชาการชี้ ความขัดแย้งกรณีชาวโรฮิงญาในพม่าซึ่งปะทุขึ้นอีกครั้งในเดือนสิงหาคม 2560 ดูเหมือนจะเป็นวิกฤติหลายมิติ โดยมีปัจจัยจากภายในและภายนอกประเทศ ที่เชื่อมโยงกับผู้เล่นระดับโลก
ความขัดแย้งกรณีชาวโรฮิงญาซึ่งปะทุขึ้นในรัฐยะไข่ทางตะวันตกของพม่าเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เห็นได้ชัดเจนว่าถูกกระตุ้นจากผู้เล่นระดับโลกที่อยู่นอกประเทศ “ดมิทรี มอสซีคอฟ” (Dmitry Mosyakov) ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และโอเชียเนีย สถาบันตะวันออกศึกษา สภารัฐบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (Russian Academy of Sciences) กล่าวกับสำนักข่าวอาร์ทีของรัสเซีย
ตามความเห็นของนักวิชาการจากสถาบันวิทยาศาสตร์สำคัญของรัสเซียเขาบอกว่า ความขัดแย้งนี้อย่างน้อยมี 3 มิติ
“ประการแรก นี่เป็นเกมในการต่อต้านจีน เพราะจีนมีการลงทุนขนาดใหญ่ในอาระกัน (ยะไข่)” มอสซีคอฟบอกกับสำนักข่าวอาร์ที “ประการที่สอง มีจุดมุ่งหมายในการกระตุ้นความคลั่งไคล้ของมุสลิมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ … ประการที่สาม เป็นความพยายามที่จะหว่านความไม่ลงรอยกันในอาเซียน (ระหว่างพม่ากับอินโดนีเซียและมาเลเซีย)”
ตามความเห็นของดมิทรี มอสซีคอฟ ความขัดแย้งยาวนานนับศตวรรษถูกใช้โดยผู้เล่นภายนอกเพื่อบ่อนทำลายเสถียรภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจริงที่ว่า “สิ่งเดิมพัน” ก็คือ แหล่งสำรองมหาศาลของ “ไฮโดรคาร์บอน” (hydrocarbons) ที่ตั้งอยู่นอกชายฝั่งของรัฐยะไข่
“”มีแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ซึ่งถูกตั้งชื่อว่าตานฉ่วย (Than Shwe) ตามชื่อนายพลที่ปกครองประเทศพม่ามาอย่างยาวนาน” มอสซีคอฟ กล่าว “นอกจากนี้บริเวณชายฝั่งของอาระกัน (ยะไข่) ค่อนข้างชัดเจนว่ามีน้ำมันไฮโดรคาร์บอนด้วย”
หลังจากที่มีการค้นพบแหล่งพลังงานสำรองของยะไข่ในปี 2004 (พ.ศ.2547) จึงดึงดูดความสนใจของจีน ในปี 2013 (พ.ศ.2556) จีนได้สร้างท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติซึ่งเชื่อมต่อท่าเรือเมืองเจ้าผิว (Kyaukphyu) ของพม่ากับเมืองคุนหมิงของจีนในจังหวัดยูนนาน
ท่อส่งน้ำมันช่วยให้ปักกิ่งสามารถส่งน้ำมันดิบในตะวันออกกลางและแอฟริกาผ่านทางช่องแคบมะละกาได้ ในขณะที่ท่อส่งก๊าซก็ขนส่งไฮโดรคาร์บอนจากเขตนอกชายฝั่งของพม่าไปยังประเทศจีน
การพัฒนาโครงการพลังงานของจีน-พม่าใกล้เคียงกับการทวีความรุนแรงของความขัดแย้งโรฮิงญาในปี 2011-2012 (พ.ศ.2554-2555)เมื่อผู้ลี้ภัย 120,000 คนอพยพออกจากประเทศหนีการนองเลือด
ตามทัศนะของ ดมิทรี อีกอเชนกอฟ (Dmitry Egorchenkov) รองผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์ศึกษาและการพยากรณ์ (Institute for Strategic Studies and Prognosis) แห่งมหาวิทยาลัยมิตรภาพประชาชนแห่งรัสเซีย (Peoples’ Friendship University of Russia) เหตุการณ์นี้ มันแทบจะไม่ใช่เหตุบังเอิญ แม้ว่าจะมีสาเหตุภายในบางอย่างอยู่เบื้องหลังวิกฤตโรฮิงญา แต่ก็อาจเป็นแรงกระตุ้นจากผู้เล่นภายนอกเช่นสหรัฐอเมริกา
ความไม่สงบของพม่าอาจส่งผลกระทบต่อโครงการพลังงานของประเทศจีนและสร้างความไม่มั่นคงถึงถิ่นของปักกิ่ง อีกทั้งด้วยวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือประเทศเพื่อนบ้านอีกด้านหนึ่งของจีน อีกไม่นานปักกิ่งอาจพบว่าตัวเองกำลังติดอยู่ท่ามกลางกองไฟ
ขณะเดียวกันหน่วยเฉพาะกิจในพม่าซึ่งประกอบด้วย “องค์กรหลายแห่ง” ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก “จอร์จ โซรอส” และดำเนินงานอย่างแข็งขันในพม่ามานับตั้งแต่ปี 2103 (พ.ศ.2556) ก็เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศยุติสิ่งที่เรียกว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญา” อย่างไรก็ตามการแทรกแซงของโซรอสต่อกิจการภายในประเทศพม่านั้นเข้าไปลึกอย่างมากถึงประวัติศาสตร์ของประเทศนี้
ในปี 2003 (พ.ศ.2546) จอร์จ โซรอส เข้าร่วมกลุ่มกองกำลังเฉพาะกิจสหรัฐฯ (US Task Force group) ที่มุ่งเป้าไปที่การเพิ่ม “ความร่วมมือของสหรัฐฯ กับประเทศอื่นๆ เพื่อนำมาซึ่งการเมือง เศรษฐกิจ ที่น่าจะมีมานานแล้ว และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในพม่า”
เอกสารปี 2003 ของ “สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” หรือ “ซีเอฟอาร์” The Council of Foreign Relation’s – CFR) ชื่อ “พม่า : เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง” (Burma: Time For Change) ซึ่งประกาศการจัดตั้งกลุ่มยืนยันว่า “”ประชาธิปไตย … ไม่สามารถอยู่รอดได้ในพม่าโดยปราศจากความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ และประชาคมโลก”
“เมื่อ จอร์จ โซรอส มาถึงประเทศใด … เขาจะมองหาความขัดแย้งทางศาสนา เชื้อชาติ หรือสังคม เลือกรูปแบบการดำเนินการสำหรับหนึ่งในตัวเลือกเหล่านี้หรือผสานรวมกัน แล้วพยายามทำให้มันร้อนขึ้นมา” อีกอเชนกอฟ อธิบายในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอาร์ที
ในอีกด้านหนึ่งตามทัศนะของอีกอเชนกอฟ ดูเหมือนว่าบางประเทศเศรษฐกิจโลก กำลังพยายามจำกัดวงการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วของประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยการกระตุ้นให้เกิดการปะทะกันภายในกลุ่ม
นักวิชาการให้ความเห็นว่า นโยบายการจัดการแบบโลกาภิวัตน์นั้นคาดหวังที่จะหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความบาดหมางให้ก่อตัวในภูมิภาคที่มีเสถียรภาพ โดยการกระตุ้นความขัดแย้งในระดับภูมิภาค จากนั้นผู้เล่นภายนอกก็จะกระโดดเข้ามาเมื่อสบโอกาสเพื่อที่จะสามารถควบคุมรัฐเอกราชและออกแรงกดดันอย่างมากต่อพวกเขา
วิกฤติโรฮิงญาล่าสุดนี้ เริ่มขึ้นในวันที่ 25 สิงหาคม เมื่อกลุ่มติดอาวุธชาวมุสลิมชาวโรฮิงญาโจมตีกองกำลังรักษาความมั่นคงในรัฐยะไข่ของพม่า ปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงของเจ้าหน้าที่พม่าได้ก่อให้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง มีการอ้างว่ามีผู้ชีวิตอย่างน้อย 402 คน อย่างไรก็ตามตามการคาดการณ์บางแหล่งเชื่อว่า มีชาวมุสลิมมากกว่า 3,000 คนที่ถูกสังหารในช่วงความขัดแย้งที่ผ่านมา
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณหนึ่งศตวรรษก่อนหน้านี้ได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2011 (พ.ศ.2554) และทวีขีดสุดในปี 2012 (พ.ศ.2555) เมื่อมุสลิมโรฮิงญาหลายพันครอบครัวต้องลี้ภัยไปอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยพิเศษในดินแดนของประเทศพม่าหรือหนีไปประเทศบังคลาเทศ ความขัดแย้งรุนแรงได้เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้งในปี 2016
สถานศึกษาที่มีนักเรียนน้อยที่สุดในประเทศไทย
ส่องรายได้วินมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ เดือนหนึ่งได้เท่าไหร่
ถนนที่ยาวที่สุดในโลก อยู่ที่ไหน ยาวกว่า 30,000 กม.
ข้าราชการ C8 เงินเดือนเท่าไหร่
เผยสถิติเลขออกบ่อย ย้อนหลัง 20 ปี งวดวันที่ 16 มีนาคม 69
ประเทศที่ขอสัญชาติได้ยากที่สุด อันดับที่หนึ่งของโลก
จังหวัดที่มี พระพุทธรูปใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
เปิดรายได้พนักงานขับรถเมล์และพนักงานเก็บค่าโดยสาร
ประเทศที่มีกองทัพอ่อนแอที่สุดในโลก
"กีธูร์น" หมู่บ้านที่ไม่มีถนน ต้องเดินทางด้วยเรือเท่านั้น
จังหวัดอากาศดีที่สุดในไทย เปิดรายชื่อพื้นที่อากาศดีตลอดปี
เกาะที่เล็กที่สุดในประเทศไทย
5 อันดับ ประเทศที่ไทยนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นมูลค่ามากที่สุด
ข้าราชการ C8 เงินเดือนเท่าไหร่
ส่องรายได้วินมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ เดือนหนึ่งได้เท่าไหร่



